อาหารที่มีเอนไซม์ ทำงานได้เหมือนกับเอนไซม์ที่พบในร่างกายเราหรือไม่ 

รายการ อาหารที่มีเอนไซม์ สูง

อาหารที่มีเอนไซม์ ทำงานได้เหมือนกับเอนไซม์ที่
พบในร่างกายเราหรือไม่

เอนไซม์ เป็นสารชีวเคมีที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา ช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยอาหาร เพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ในลำไส้และตับอ่อนของมนุษย์ สามารถผลิตเอนไซม์ได้หลากหลายชนิด และมีอาหารบางชนิดที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ หรือบางครั้งก็มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ (ข้อมูลเพิ่มเติม: มารู้จัก เอนไซม์ ผู้ช่วยในระบบต่างๆ ของร่างกายเรา)

อาหารบางประเภทมีปริมาณเอนไซม์สูง แต่เอนไซม์มักสลายไป เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ในขณะที่บางวัฒนธรรมการกินเชื่อว่า การรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์สูงจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการเพียงพอที่จะยืนยันความเชื่อนี้ อาหารที่มีปริมาณเอนไซม์สูง อาจจะมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ และควรค่าแก่การบริโภคเป็นเครื่องเคียงอาหารจานหลัก เราลองมาดูว่ามีอะไรบ้าง

กิมจิ, อาหารที่มีเอนไซม์, อาหารเกาหลี
วัฒนธรรมการปรุงกิมจิเป็นเอกลักษณ์ของชาวเกาหลีมาแต่ครั้งบรรพกาล กระบวนการหมักโดยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ก่อให้เกิดเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้

กิมจิ
พริกแดง กะหล่ำปลี และหัวไชเท้า ที่ผ่านการหมักดองตามวัฒนธรรมการปรุงอาหารของคนเกาหลี มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเล็กน้อย นักวิจัยกล่าวว่า อาหารเคียงจานนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน แบคทีเรียที่อยู่ในกิมจิ ผลิตเอนไซม์ที่มีประโยชน์ อ้างอิงจากรายงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ลงวาสาร เทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 พบว่า ในกิมจิมีเอนไซม์ “เดกซ์แทรนซูเครส” ที่ผลิตจากแบคทีเรีย สามารถย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลซูโครสได้

ผลแอปริคอตประกอบด้วยเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตสได้

แอปริคอต
ในแอปริคอตมีเอนไซม์อยู่หลากหลายชนิด เช่น อินเวอร์เวส ที่ช่วยย่อยน้ำตาลซูโครส ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เอนไซม์อินเวอร์เทส ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกิจกกรมของเซลล์อีกด้วย

อะดวคาโด, อาหารที่มีเอนไซม์, ไลเปส
อะโวคาโดนิมยมนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร ในผลอะโวคาโดมีเอนไซมืไลเปส ที่ช่วยย่อยสลายไขมัน แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไลเปสในอะโวคาโด ทำงานได้เหมือนกับไลเปสในลำได้

อะโวคาโด
อะโวคาโดเป็นแหล่งของเอนไซม์ไลเปส ซึ่งมีหน้าที่ในการย่อยไขมันในระบบทางเดินอาหาร แต่ในความเป็นจริง การย่อยไขมันในลำไส้เล็ก ใช้เอนไซม์ไลเปสที่ผลิตจากตับอ่อน ดังนั้น เอนไซม์ไลเปสที่ได้รับจากการบริโภคอาหาร อาจเป็นเพียงการส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า เอนไซม์ไลเปสที่ได้จากอาหารจะให้ผลเช่นเดียวกับเอนไซม์ไลเปสที่ผลิตจากตับอ่อน

กล้วย, กล้วยหอม. อาหารที่มีเอนไซม์, โพแทสเซียม
ผลไม้เมืองร้อนอย่างกล้วย ที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เป็นแหล่งของโพแทสเซียม และยังมีเอนไซม์ที่ย่อยแป้งและน้ำตาลได้อีกด้วย

กล้วย
นอกจากเป็นแหล่งโพแทสเซียมชั้นดีแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วยเอนไซม์อะไมเลส และมัลเทส เอนไซม์อะไมเลสพบในน้ำลายและลำไส้เล็กของมนุษย์ ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก เพื่อการดูดซึมที่ลำไส้ ส่วนมัลเทสเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลมัลโทสที่พบในพืชตระกูลมอล์ต น้ำเชื่อมข้าวโพด และเบียร์

สับปะรด, อาหารที่มีเอนไม์, การย่อยโปรตีน, โบรมีเลน
งานวิจัยชี้ว่า ในสับปะรดพบกลุ่มเอนไซม์ย่อยโปรตีนหลายชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสารต้านการแข็งตัวของเลือดด้วย

สับปะรด
ในผลไม้สีเหลืองฉ่ำอย่างสับปะรด มีสารที่ชื่อว่า โบรมีเลน ซึ่งประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิดที่ช่วยย่อยโปรตีน จากงานวิจัยในวารสาร Cancer Letters ระบุว่า โบรมีเลนอาจช่วยป้องกันมะเร็ง และต้านการอักเสบ เมื่อทำการทดลองกับเกร็ดเลือดในห้องปฏิบัติการ พบว่า เกร็ดเลือดแยกตัวจากกัน นักวิจัยชี้ว่า โบรมีเลนมีผลต้านการแข็งตัวของเลือด และอาจนำไปสู่การรักษาโรคหลอดเลือดอุดตันได้ แต่ยังต้องศึกษาเรื่องผลข้างเคียงต่อไป (สูตรน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของสับปะรด: น้ำผักผลไม้ลดน้ำหนัก ทำเองง่ายๆ ช่วยหุ่นดี)


อ่านเพิ่มเติม :

มารู้จัก เอนไซม์ ผู้ช่วยในระบบต่างๆ ของร่างกายเรา

เรื่องแนะนำ

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง : หน้าที่หลักของผู้ผลิต

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการที่พืชเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานคมีในรูปของอาหาร ถือเป็นหน้าหลักของผู้ผลิตในระบบนิเวศ พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกระบบนิเวศบนโลก คือเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานเคมีในรูปอาหาร โดยการนำเอาน้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์มาทำปฏิกิริยาเคมีกัน และมีแสงเป็นพลังงานกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา ผลผลิตที่ได้คือ “น้ำตาลกลูโคส” ซึ่งน้ำตาลส่วนหนึ่งจะนำไปสังเคราะห์เป็นสารอื่นเก็บสะสมไว้ และยังได้ไอน้ำ และแก๊สออกซิเจน ซึ่งจะปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม กระบวนการนี้เรียกว่าการสร้างอาหารของพืช หรือ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง โครงสร้างของใบพืช กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ใบในภาพ คือ ใบพืชตัดตามขวางจากด้านบน (ด้านที่รับแสง) มายังด้านล่าง ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างและหน้าที่แตกต่าง ดังนี้ หลังใบ (Upper Epidermis) มักจะมีสารคิวติเคิล (Cuticle) เคลือบไว้ชะลอการสูญเสียน้ำออกจากใบ เนื่องจากความร้อนของแสงแดด พาลิเสดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) เป็นเซลล์รูปกระสวยที่บรรจุคลอโรฟิลล์ไว้เป็นจำนวนมาก วางตัวอยู่ถัดจากหลังใบลงมา เป็นส่วนที่มีกิจกรรมการสังเคราะห์ด้วยแสงมากที่สุด สปอนจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll) เป็นกลุ่มเซลล์ที่อยู่ติดถัดลงมาจากพาลิเสดมีโซฟิลล์ แต่มีปริมาณความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์น้อยกว่า เซลล์เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ คล้ายฟองน้ำ พื้นที่ว่างระว่างเซลล์บรรจุของเหลว และอากาศ เอาไว้ กลุ่มท่อลำเลียง (Vascular bundle) ประกอบด้วยท่อลำเลียงน้ำ (Xylem) และท่อลำเลียงอาหาร (Phloem) ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารและน้ำจากรากมาสู่ใบ รวมถึงลำเลียงสารอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงทีใบ […]

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]