อาจารย์ใหญ่ ผู้เป็นอมตะ -- National Geographic ฉบับภาษาไทย

อาจารย์ใหญ่ ผู้เป็นอมตะ

อ า จ า ร ย์ ใ ห ญ่  ผู้ เ ป็ น อ ม ต ะ

เรื่อง    เคที นิวแมน  

ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน

ซูซาน พอตเตอร์ บริจาคร่างของเธอให้กับวิทยาศาสตร์ 

ศพของเธอถูกแช่แข็ง ตัดเป็นแผ่น 27,000 ครั้ง และบันทึกภาพไว้ 

ผลลัพธ์ที่ได้คือร่าง อาจารย์ใหญ่ เสมือนจริงที่สามารถพูดคุย

กับนักศึกษาแพทย์ได้แม้เสียชีวิตไปแล้ว

ซูซาน พอตเตอร์ รู้รายละเอียดน่าขนลุกทุกขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นกับร่างของเธอหลังไร้ลมหายใจ ตลอด 15 ปีสุดท้ายของชีวิต พอตเตอร์พกบัตรประจำตัวที่มีข้อความว่า “ข้าพเจ้ายินยอมมอบร่างกายข้าพเจ้าให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับผู้บริจาครายอื่นๆ ใน “โครงการวิซิเบิลฮิวแมน” (Visible Human Project)… โดยศพจะต้องได้รับมอบภายในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง”

พอตเตอร์รู้เรื่องเหล่านี้  เพราะเธอเคยไปเยี่ยมชมห้องซึ่งศพของเธอจะถูกนำไปส่ง ได้เห็นเครื่องจักรที่จะใช้เฉือนเนื้อเยื่อของเธอเป็นแผ่นๆ บางเท่ากระดาษ เพื่อบันทึกภาพไว้ รวมทั้งได้ฟังวิก สปิตเซอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการจำลองร่างกายมนุษย์ (Center for Human Simulation) ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์แอนส์ชูตส์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด  บรรยายถึงกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนเธอเสียชีวิต

เมื่อพอตเตอร์เสียชีวิตจากภาวะปอดบวมตอน 05:15 น. ของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2015 ขณะอายุ 87 ปี ร่างของเธอวัดความยาวได้ 1.55 เมตรจากศีรษะถึงส้นเท้า ถูกนำเข้าตู้แช่แข็ง และรักษาไว้ในสภาพแช่แข็งทั้งตัวที่อุณหภูมิลบ 26 องศาเซลเซียส

อาจารย์ใหญ่
กุมภาพันธ์ 2015 : สปิตเซอร์ตรวจสอบร่างของพอตเตอร์ที่เก็บไว้ในห้องแช่แข็งซึ่งอยู่ติดกับห้องปฏิบัติการของเขา เดิมทีเขาปฏิเสธข้อเสนอขอบริจาคร่างของเธอ จนกระทั่งเขาตระหนักถึงคุณค่าต่อนักศึกษา ถ้าได้บันทึกเสียงและวิดีโอของเธอก่อนเสียชีวิตเอาไว้ด้วย ห้องดังกล่าวนี้ใช้เก็บร่างอาจารย์ใหญ่ร่างอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อใช้ในการฝึกและการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ขั้นสูง
อาจารย์ใหญ่
มีนาคม 2015 ในขั้นแรกของชีวิตหลังความตาย พอตเตอร์ถูกฉาบทั้งตัวด้วยโพลิไวนิลแอลกอฮอล์ในห้องปฏิบัติการ  ซึ่งเป็นขั้นตอนเตรียมแช่แข็งที่อุณหภูมิ -26 องศาเซลเซียส ก่อนจะถูกสไลซ์เป็น 27,000 แผ่น  แล้วปลุกชีพขึ้นมาใหม่ในรูปอาจารย์ใหญ่ดิจิทัล เธอบริจาคร่างให้กับวิทยาลับแพทยศาสตร์แอนส์ชูตส์ มหาวิทยาโคโลราโด เพื่อช่วยให้ความรู้แก่นักศึกษา

ราวสองปีต่อมา สปิตเซอร์กับผู้ช่วยคนหนึ่งใช้เลื่อยชนิดมีหูจับสองข้างตัดศพแช่แข็งของพอตเตอร์ออกเป็นสี่ส่วน อันเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของกระบวนการต่อเนื่องที่จะกินเวลาหลายปี โดยท้ายที่สุด สปิตเซอร์จะชุบชีวิตและจัดเรียงโครงสร้างร่างกายของพอตเตอร์เข้าด้วยกันใหม่ เพื่อให้เป็นเสมือนร่างอวตารหรืออาจารย์ใหญ่ในรูปดิจิทัล ที่สามารถพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์ได้ และช่วยให้พวกเข้าใจว่า ลักษณะทางสรีรวิทยาของเธอเป็นอย่างไรเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

ทุกวันนี้  นักศึกษาใช้เวลาในห้องปฏิบัติการกายวิภาคศาสตร์น้อยลง เพราะมีวิทยาการใหม่ๆ มากขึ้น  เช่น พันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลที่ดึงเวลาไปจากพวกเขา  อาจารย์ใหญ่ร่างหนึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้  โรงเรียนแพทย์ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อศพก็จริง แต่ต้องจ่ายให้กับการขนส่ง การดอง และการเก็บรักษา

วันหนึ่ง ในห้องบรรยายที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฉันดูสปิตเซอร์สาธิตโปรแกรมการผ่าชำแหละอาจารย์ใหญ่ที่เขาออกแบบ เพียงกวาดเมาส์ปราดเดียว เขาก็ลบระบบกล้ามเนื้อหายวับไป เผยให้เห็นเฉพาะโครงกระดูก จากนั้นก็ให้ดูภาคตัดขวางของส่วนต้นขาซึ่งดูเหมือนเนื้อสะโพกสดดิบชิ้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เขาแยกเฉพาะโครงสร้างระบบหมุนเวียนโลหิตออกมา เลื่อนเมาส์ไปวางไว้เหนือหัวใจ หมุนให้มองเห็นได้จากหลายมุมแล้วประกอบร่างอาจารย์ใหญ่ผู้นั้นกลับขึ้นมาใหม่ในสภาพครบถ้วนทั้งร่างเหมือนเดิม

อาจารย์ใหญ่
สิงหาคม 2005  บางครั้งบางคราวสปิตเซอร์ก็แวะมาเยี่ยมพอตเตอร์ที่อพาร์ตเมนต์ของเธอ หรือไม่ก็นัดพบเพื่อกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารของโรงพยาบาล

ซูซาน คริสตินา วิตส์เชล คือชื่อของเธอเมื่อลืมตาดูโลกในวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1927 ในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี เธออพยพไปอยู่นิวยอร์กหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ก่อนได้เจอกับสปิตเซอร์   พอตเตอร์ซึ่งขณะนั้นอายุ 73 ปี ปรากฏตัวเป็นที่พบเห็นบ่อยๆ บริเวณโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลราโดตลอดหลายปี  ในฐานะนักกิจกรรมเรียกร้องสิทธิผู้พิการ  เธอแจ้งความประสงค์อยากเป็นอาจารย์ใหญ่ในโครงการวิซิเบิลฮิวแมน

อาจารย์ใหญ่
พอตเตอร์เกิดที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี ในภาพซึ่งถ่ายที่บ้านเกิดนี้ เธออายุสามขวบ ไม่นานหลังจากนั้น พ่อแม่ของเธอก็อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา ทิ้งเธอไว้กับญาติในเยอรมนีที่บอบช้ำจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การขึ้นครองอำนาจของฮิตเลอร์ และสงครามโลกครั้งที่สอง ในเวลาต่อมา ภาพซีทีสแกนที่เห็นเป็นร่างเงาบนพื้นหลังถ่ายเมื่อเธอเสียชีวิตในวัย 87 ปี เส้นลวดถูกใช้เพื่อยึดตรึงกระดูกสันหลังส่วนคอของเธอให้มั่นคง หลังอุบัติเหตุรถชนเมื่อหลายปีก่อน
อาจารย์ใหญ่
สิงหาคม 2005 สืบเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซูซาน พอตเตอร์ ต้องนั่งอยู่แต่ในรถเข็น ซึ่งเธอซิ่งไปทั่ว และบางครั้งก็ไม่แคร์ใคร ครั้งหนึ่งเธอเคยตวาดหมอคนหนึ่งว่า “ไอ้นี่ไม่ใช่รถเข็น แต่เป็นรถคาดิลแล็กของฉัน” เธอใช้ชีวิตเพียงลำพังในอพาร์ตเมนต์เรียบง่ายชานเมืองเดนเวอร์

สปิตเซอร์ต้องการถ่ายวิดีโอเธอไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยบันทึกภาพขณะที่เธอพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิต สุขภาพ และประวัติทางการแพทย์ คุณสมบัติทางพยาธิวิทยาของคุณไม่น่าสนใจพอสำหรับโครงการ สปิตเซอร์บอกกับพอตเตอร์ แต่ถ้าผมถ่ายคุณตอนพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์เอาไว้ ตอนที่พวกเขาดูแผ่นเนื้อเยื่อจากร่างกายคุณอยู่ คุณก็จะสามารถเล่าเรื่องกระดูกสันหลังของคุณให้พวกเขาฟังไปด้วย ทำไมคุณถึงไม่อยากผ่าตัด ความเจ็บปวดแบบไหนที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด ชีวิตแบบไหนที่คุณมีหลังการผ่าตัด มันจะน่าทึ่งมากเลยครับ

“นักศึกษาจะได้เห็นร่างกายของเธอไปพร้อมๆ กับได้ฟังเรื่องราวของเธอครับ” เขาอธิบายและเสริมว่า ภาพวิดีโอกับเสียงของเธอจะช่วยให้เธอดูเหมือนจริงยิ่งขึ้น และเติมองค์ประกอบทางอารมณ์ให้กับนักศึกษา แทนที่จะเป็นอาจารย์ใหญ่นิรนาม “วิซิเบิลฮิวแมน” ผู้นี้จะสามารถถ่ายทอดเรื่องเล่าทางการแพทย์ที่แผ่ซ่านด้วยความทรงจำถึงความคับข้องใจ ความเจ็บปวด และความผิดหวัง เช่นเดียวกับวิซิเบิลฮิวแมนทั้งสองร่างก่อนหน้านี้  ภาพทั้งหมดของพอตเตอร์จะอยู่ในอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าดูได้จากทุกหนแห่ง และทุกเวลา

อาจารย์ใหญ่
พฤษภาคม 2009 การเป็นผู้บริจาคร่างให้โครงการของสปิตเซอร์ ช่วยให้พอตเตอร์รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เธอ “อุปการะ” นักศึกษาแพทย์จำนวนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด พบปะกับพวกเขาเนืองๆ และไปร่วมงานรับปริญญาของพวกเขาด้วย นักศึกษาหลายคนเกิดความผูกพันแน่นแฟ้นกับเธอ ขณะที่คนอื่นๆ รู้สึกว่าเธอเรียกร้องสูงเกินไป

ข้อสัญญาที่พอตเตอร์ตกลงไว้กับบุรุษที่จะสไลซ์เธอเป็นแผ่นๆ จำนวน 27,000 แผ่น   เติมความหมายให้กับช่วงบั้นปลายชีวิตเธออย่างไร้ข้อกังขา ตอนแรกฉันเชื่อว่า เธอคงเสียชีวิตภายในหนึ่งปี เพราะมีปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างรุมเร้าอยู่ แต่เธอยังอยู่รอดมาได้อีกหนึ่งทศวรรษ

อาจารย์ใหญ่
มีนาคม 2017 สปิตเซอร์ออกแรงใช้เลื่อยแบบมีที่จับสองข้าง ตัดศพพอตเตอร์ออกเป็นสี่ท่อน ก่อนจะสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบเท่าเส้นผม เมื่อถามว่าเขาคิดอะไรอยู่ขณะลงมือตัดเฉือนเธอ เขาตอบว่า “ผมคิดว่าผมกำลังทำสิ่งที่เธอขอให้ผมทำครับ”

การร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้บริจาคคู่นี้ดำเนินถึงบทสุดท้ายในวันศุกร์ที่ 7 เมษายน ปี 2017  สองปีหลังเธอเสียชีวิต สปิตเซอร์กับนักศึกษาจำนวนหนึ่งจึงมายืนรวมกันอยู่ในห้องเอ็นจี 004 ห้องซึ่งเมื่อ 17 ปีก่อน พอตเตอร์เคยมาเยี่ยมชมพร้อมความคาดหมายถึงชั่วขณะนี้

สปิตเซอร์วางท่อนลำตัวซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ในก้อนโพลีไวนิลแอลกอฮอล์สีฟ้าไว้บนโต๊ะสแตนเลสในห้องแช่เย็น ใบมีดเหล็กคาร์ไบด์ขนาดเท่าจานข้าว เริ่มตัดลงในเนื้อเยื่อทีละชั้น บางเท่าเส้นผม 63 ไมครอนไปเรื่อยๆ  ทุกครั้งหลังใบมีดเฉือนลงไป กล้องดิจิทัลตัวหนึ่งจะบันทึกภาพพื้นผิวของร่างท่อนดังกล่าว  สุดท้ายร่างของซูซาน พอตเตอร์ ก็เหลือเพียงผุยผง

ตอนนี้ เมื่อสปิตเซอร์มองดูพอตเตอร์ในภาคแผ่นเนื้อเยื่อดิจิทัลบนจอภาพ เขาเอ่ยปากว่า เขาเห็นความเจ็บปวดของเธอแล้ว จากหลอดเลือดแดงบิดขดทรมาน สกรูว์โลหะที่ยึดกระดูกคอที่หักให้เสถียร ไตที่มีรูปร่างผิดปกติอย่างน่าประหลาด และข้อต่ออักเสบจุดต่างๆ ที่เป็นเสมือนแผนที่แสดงการเสื่อมสลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้สู่วัยชรา

ส่วนการชุบชีวิตพอตเตอร์ขึ้นมาใหม่ หรือทำให้เธอมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้ ข้อนี้สปิตเซอร์บอกว่า เป็นความพยายามที่ต้องใช้เวลาอีกนานปี “ผมคาดหวังว่า เธอจะพูดคุยกับคุณได้เหมือนสิริ [ในไอโฟน] น่ะครับ” เขาบอก

 

******************************************

เบื้องหลังสารคดีเรื่องนี้

“อาจารย์ใหญ่ผู้เป็นอมตะ” เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะเวลากว่า 16 ปี  เมื่อปี 2002 วิก สปิตเซอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการจำลองร่างกายมนุษย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์แอนส์ชูตส์  มหาวิทยาโคโลราโด ติดต่อมาที่บรรณาธิการภาพ เคิร์ก มัตชเลอร์ เพื่อเสนอให้นิตยสารของเราติดตามทำเรื่องโครงการของเขา ซึ่งเป็นเรื่องของผู้บริจาคร่างเพศหญิงผู้หนึ่งซึ่งขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ และจะถูกแช่แข็ง ตัดเป็นชิ้นหลังเสียชีวิตเพื่อสร้างเป็นอาจารย์ใหญ่ในรูปดิจิทัล สำหรับใช้ในการศึกษาทางการแพทย์ ช่างภาพ ลินน์ จอห์นสัน เริ่มติดตามโครงการนี้ในปีถัดมา และตัดสินใจบันทึกเรื่องราวของพอตเตอร์ไว้เป็นภาพขาวดำ  หลังเสียชีวิต ร่างอวตารในรูปดิจิทัลของเธอจะปรากฏเป็นภาพสี ผู้เขียนเรื่อง เคที นิวแมน เข้าร่วมทีมสารคดีเรื่องนี้ในปี 2004

 


อ่านเพิ่มเติม

ใบหน้าใหม่ของเคที

เรื่องแนะนำ

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

การพักผ่อน สำคัญกับร่างกายของเราอย่างไร

ไม่เป็นอะไรหรอก ขอเคลียร์งานต่ออีกสักหน่อย เดี๋ยวค่อยนอน พรุ่งนี้ค่อยใช้กาแฟเป็นตัวช่วย หลายคนอาจจะเคยสละเวลาการนอน หรือ การพักผ่อน เพื่อที่จะได้ดูซีรีส์เรื่องโปรด หรือเคลียร์โปรเจ็กต์ หรืองานที่คั่งค้าง แล้วบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวไปกินกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังในตอนเช้า ก็ช่วยให้หายง่วงได้ แต่ในทางการแพทย์ชี้ว่า พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นปัญหาต่อสุขภาพอย่างไร  อย่างแรก การพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ตัวเรานั้นรู้สึกเหนื่อยและเพลียอยู่ตลอดเวลา เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง สมาธิจดจ่อกับงานลดลง ขี้หลงขี้ลืม หรือแม้กระทั่งทำให้หงุดหงิดง่ายขึ้น เหล่านี้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นของการพักผ่อนไม่เพียงพอ ในส่วนของผลกระทบระยะยาวนั้น มีตั้งแต่การเสื่อมสรรถภาพทางเพศ หน้าแก่ก่อนวัยอันควร จนไปถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่อไปนี้ โรคที่เกี่ยวกับหัวใจ อย่าง โรคหัวใจ อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือ อาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจจะส่งผลเสียต่ออวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ ของร่ายกายได้ เช่น หัวใจ สมอง ไต ตา และ หลอดเลือด เส้นเลือดสมองแตก เบาหวาน สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังประสบปัญหานี้อยู่หรือเปล่า ให้ดูว่าตนเองมีอาการง่วงหงาวหาวนอนในขณะที่ทำกิจกรรมต่อไปนี้อยู่หรือไม่ ตอนนั่งดูทีวี หรืออ่านหนังสือ ขณะกำลังประชุม หรืออยู่ในห้องเรียน นั่งคุยกับใครสักคน นั่งอยู่เฉย ๆ หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ จอดรถติดไฟแดง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในอาการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น […]

เกาหลีใต้ ป้องกันการระบาดอย่างไร

เกาหลีใต้ ต่อสู้กับการระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุด พวกเขาจะรักษาความสำเร็จนี้ไว้ได้หรือไม่ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ หากมองจากภายนอก ศูนย์ตรวจโควิด-19 ที่โรงพยาบาลเอชพลัสยางจีอาจดูไม่เหมือนห้องตรวจสักเท่าไหร่ อาคารปฏิบัติการชั่วคราวที่หน้าตาคล้ายกับบ้านสำเร็จรูปแห่งนี้ตั้งอยู่ในลานจอดรถใกล้กับทางลาดลำเลียงพัสดุ ฉากด้านหนึ่งของมันเป็นกระดานไม้ ส่วนกำแพงถูกคลุมด้วยป้ายสีแดงขาวที่ประกาศว่าโรงพยาบาลแห่งนี้คือหนึ่งใน 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดของเกาหลีใต้ ภายในศูนย์คือซุ้มตรวจ 4 แถวที่กั้นด้วยกำแพงพลาสติกใส ถุงมือยางสอดผ่านพลาสติกในลักษณะที่คล้ายกับการทำงานในห้องปฏิบัติการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูง เมื่อผู้ป่วยเข้ามา พวกเขาจะได้ปรึกษากับหมอด้านนอกผ่านระบบอินเตอร์คอม ส่วนหมอด้านในที่ป้ายเก็บตัวอย่างในจมูกและคอจะต้องสวมถุงมือยางเพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วย ความกดอากาศด้านในถูกควบคุมให้ติดลบซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อฝอยละอองที่มีไวรัสมาด้วย หลังการตรวจ เจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันหนึ่งคนจะเข้าไปฆ่าเชื้อภายในซุ้ม ซุ้มตรวจแบบวอล์กอินที่คล้ายกันหลายร้อยอันซึ่งติดตั้งอยู่ทั่วประเทศคือหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์การควบคุมโควิด-19 ที่ประสบความสำเร็จของเกาหลีใต้ พวกมันช่วยให้ทางการสามารถทำการวินิจฉัยโรคได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว นอกจากซุ้มตรวจแล้ว ประเทศที่มีประชากรอยู่ 51 ล้านคนแห่งนี้ยังได้นำประวัติการติดต่อสื่อสาร การใช้บัตรเครดิต และการเดินทางจากเครือข่ายมือถือมาวิเคราะห์เพื่อแกะรอยการเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อ ผลการสำรวจชี้ว่า ประชาชนชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ยินดีที่จะเสียสละความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลของตนเพื่อหยุดการแพร่ระบาด ซึ่งในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ออกมารณรงค์เรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) อย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้บังคับ ร้านเหล้า บาร์ ร้านอาหาร และโรงหนังหลายแห่งยังเปิดให้บริการตามปกติ จุดจบของการแพร่การะจายในเกาหลีใต้นั้นยังอยู่อีกไกล จากรายงานในวันที่ 12 พฤษภาคม การระบาดซึ่งเกี่ยวข้องกับไนท์คลับหลายแห่งเมื่อเร็วๆ นี้มียอดผู้ติดเชื้อถึง 102 ราย อย่างไรก็ตาม […]

นวัตกรรมใหม่ช่วยสัตว์ใต้ทะเลลึกขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย

นวัตกรรมใหม่ช่วยสัตว์ใต้ทะเลลึกขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างปลอดภัย อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นผลงานการประดิษฐ์ของสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียร่วมกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ ซึ่งจะช่วยในการเก็บตัวอย่างสัตว์ใต้ทะเลลึกให้พวกมันขึ้นสู่ผิวน้ำได้อย่างปลอดภัย นวัตกรรมใหม่นี้เป็นท่อแรงดันที่มีชื่อสั้นๆ ว่า SubCAS เนื่องจากการที่บรรดาสัตว์น้ำใต้ทะเลลึกเหล่านี้อาศัยอยู่ที่ระดับความลึกมากกว่า 30 เมตร การเปลี่ยนแปลงความดันขณะขึ้นสู่ผิวน้ำเมื่อนักวิทยาศาสตร์เก็บพวกมันไปยังห้องปฏิบัติการอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ ดังนั้นหลักการทำงานของ SubCAS คือช่วยลดการเปลี่ยนแปลงความดันอย่างรวดเร็ว ด้วยฟองอากาศที่ล้อมรอบกระบอกบรรจุตัวอย่าง เมื่อนักดำน้ำดำลงไปยังความลึกราว 55 เมตร พวกเขาจะนำกระบอกบรรจุตัวอย่างสอดเข้าไปในกระบอกที่ใหญ่กว่า และใส่ฟองอากาศเข้าไปให้อยู่ในช่องงว่างระหว่างสองกระบอก เพื่อสร้างห้องปรับความดันขึ้นมา ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกจะถูกบรรจุเข้าไปในกระบอกขนาดเล็ก เมื่อนักดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ ฟองอากาศจะขยายและรักษาความดันภายในกระบอกไว้ และเมื่อนักดำน้ำดำถึงระดับความลึก 30 เมตรจากผิวน้ำ พวกเขาจะค่อยๆ ปล่อยฟองอากาศออกมา กระบวนการนี้ใช้เวลาราว 2 – 3 วัน ตัวอย่างที่ถูกจับมาได้จึงจะสามารถปรับตัวเข้ากับความดันใหม่ใกล้ผิวน้ำ   อ่านเพิ่มเติม ทำไมสัตว์น้ำใต้ทะเลลึกจึงมักมีสีดำ?