กลุ่มดาวหมีเล็ก อยู่ตำแหน่งใดบนท้องฟ้า และประกอบด้วยดาวสำคัญอะไรบ้าง

กลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor)

กลุ่มดาวหมีเล็ก กลุ่มดาวที่ปรากฏเฉพาะซีกโลกเหนือ

กลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor) เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากล (Constellations) ของโลก เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ ซึ่งอยู่เคียงข้างกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) บนซีกฟ้าเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ราว 256 ตารางองศา หรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 56 ของกลุ่มดาวทั้งหมด กลุ่มดาวหมีเล็กเป็นกลุ่มดาวที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปีในท้องฟ้าฝั่งซีกโลกเหนือ แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนมิถุนายนหรือช่วงรอยต่อของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่จะไม่ปรากฏขึ้นให้เห็นบนท้องฟ้าของฝั่งซีกโลกใต้

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง : กลุ่มดาว

นอกจากนี้ กลุ่มดาวหมีเล็กยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) เมื่อหลายพันปีก่อนเช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่อีกด้วย ส่งผลให้กลุ่มดาวหมีเล็กเป็นกลุ่มดาวเก่าแก่ที่มีชื่อเรียกเฉพาะถิ่นมากมาย โดยชาวกรีกโบราณเรียกกลุ่มดาวนี้ว่า “หมีตัวเล็ก” (Little bear) ขณะที่ชาวจีนและชาวบาบิโลเนียเรียกกลุ่มดาวนี้ว่า “ราชรถแห่งสวรรค์” (Wagon of heaven) หรือชาวอังกฤษที่เรียกกลุ่มดาวหมีเล็กว่ากลุ่มดาว “คันไถ” (Plough) เป็นต้น

กลุ่มดาวหมีเล็ก, แผนที่ดาว, กลุ่มดาว
แผนที่กลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor)

องค์ประกอบของกลุ่มดาวหมีเล็ก

กลุ่มดาวหมีเล็กเป็นที่รู้จักกันดี จากการมีรูปร่างคล้ายกลุ่มดาวหมีใหญ่ในขนาดย่อส่วน ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 7 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูป “กระบวย” หรือที่เรียกกันว่า “ดาวกระบวยเล็ก” (Little Dipper) เป็น “ดาวเรียงเด่น” (Asterism) เช่นเดียวกับ “ดาวกระบวยใหญ่” ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ แต่กลุ่มดาวหมีเล็กมีดาวฤกษ์ที่สว่างจ้าเพียง 3 ดวง และดวงที่สำคัญที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุด คือ  “ดาวเหนือ” (Polaris) ซึ่งเป็นดวงดาวที่ช่วยบอกทิศและนำทางให้ผู้คนมากมายตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มดาวหมีเล็ก, กลุ่มดาว, ดูดาว
ดาวกระบวยเล็ก (Little Dipper) หรือดาวฤกษ์ทั้ง 7 ในกลุ่มดาวหมีเล็ก

3 ดวงดาวหลักในกลุ่มดาวหมีเล็ก ประกอบไปด้วย

ดาวเหนือ (Polaris) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก อยู่ห่างจากโลกราว 434 ปีแสง เป็นดาวฤกษ์ใน “ระบบดาวพหุ” หรือ “ระบบดาวหลายดวง” (Multiple star system) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ตั้งแต่ 3 ดวงขึ้นไป

ดาวเหนือเป็นดาวนำทางที่คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี จากการมีตำแหน่งอยู่ใกล้ขั้วฟ้าเหนือ หรืออยู่เหนือแกนหมุนของโลก ทำให้ดาวเหนือเป็นดาวดวงเดียวที่ดูเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยที่มีดาวฤกษ์ดวงอื่นหมุนวนรอบดาวเหนือ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งของดาวเหนือนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากการส่ายของแกนโลก (Precession)

และการส่ายนี้ทำให้ตำแหน่งของขั้วฟ้าเหนือเกิดการเคลื่อนที่เป็นวงกลม โดยใช้เวลาราว 26,000 ปีต่อหนึ่งรอบท้องฟ้าในสมัยกรีกโบราณนั้น ไม่มีดาวเหนือหรือดาวฤกษ์ที่สว่างจ้าดวงใดอยู่ใกล้กับตำแหน่งขั้วฟ้าเหนือเลยแม้แต่น้อย แตกต่างจากท้องฟ้าในปัจจุบันที่มีดาวเหนือเคลื่อนที่เข้ามาอยู่ใกล้ตำแหน่งแกนหมุนของโลก ส่งผลให้เกิด “ดาวเหนือ” ที่สามารถช่วยนำทางและบ่งบอกทิศเหนือของโลกให้เราอยู่บนซีกฟ้าเหนือเช่นทุกวันนี้

ขณะที่ทางฝั่งซีกโลกใต้ ดาวเหนือจะไม่ปรากฏขึ้นพ้นขอบฟ้า (Horizon) ทำให้ไม่สามารถใช้ดาวเหนือในการบอกทิศทางได้ นอกจากนี้ ในฝั่งซีกฟ้าใต้ ยังไม่มีดาวฤกษ์ที่สุกสว่างดวงใดอยู่ใกล้ตำแหน่งขั้วฟ้าใต้ เหมือนดาวเหนือทางฝั่งซีกโลกเหนือ ส่งผลให้โลกของเรายังไม่มีดวงดาวที่เรียกว่า “ดาวใต้” หรือดาวฤกษ์ที่สามารถใช้บอกทิศใต้ได้ในขณะนี้

ดาวเหนือ, ดูดาว, ดวงดาว
ดาวเหนือ (Polaris) ในระบบดาวหลายดวง (Multiple star system)

ดาวโคเชบ (Kochab) เป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างเป็นลำดับที่ 2 รองจากดาวเหนือในกลุ่มดาวหมีเล็ก อยู่ห่างจากโลกประมาณ 130 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 2 เท่า 

ดาวเพอร์คาด (Pherkad) เป็นดาวยักษ์ใหญ่ (Supergiant star) ที่อยู่ห่างจากโลกราว 487 ปีแสง เป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 1,000 เท่า และจากการที่ดาวโคเชบและเพอร์คาดโคจรอยู่รอบดาวเหนือตลอดมา ส่งผลให้ดาวฤกษ์ทั้ง 2 ดวงนี้ ถูกเรียกว่า “ดาวองค์ลักษณ์” (Guardians of the Pole star)

กลุ่มดาวหมีเล็ก, ดาวเหนือ, กลุ่มดาว, ดวงดาว, ดูดาว
กลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Major) และดาวเหนือ (Polaris)

นอกจากดาวฤกษ์เหล่านี้ กลุ่มดาวหมีเล็กยังประกอบไปวัตถุในห้วงอวกาศลึก (Deeps-sky objects) มากมาย โดยเฉพาะกาแล็กซีประเภทต่างๆ เช่น กาแล็กซีกังหันบาร์ (Barred Spiral Galaxy) หรือที่เรียกว่ากาแล็กซี “NGC 6217” กาแล็กซีแคระคล้ายทรงกลม (Dwarf Spheroidal Galaxy) และกาแล็กซีทรงรีขนาดใหญ่ (Supergiant Elliptical Galaxy) รวมถึงดาว “คาลเวอรา” (Calvera) หรือดาวนิวตรอน (Neutron Star) ที่อยู่ห่างจากโลกราว 250 ปีแสง ซึ่งถือเป็นดาวนิวตรอนที่อยู่ใกล้กับโลกของเรามากที่สุดอีกด้วย

กาแลกซี, เนบูลา, จักรวาล
กาแล็กซีกังหันบาร์ (Barred Spiral Galaxy) หรือกาแล็กซี NGC 6217

ตำนานดาวหมีเล็ก

ในตำนานกรีกโบราณ ดาวหมีเล็กเป็นตัวแทนของอาร์คาส (Arcas) บุตรชายของเทพเจ้าซุส (Zeus) และองค์หญิงคัลลิสโต (Callisto) ซึ่งถูกเทพเจ้าซุสส่งขึ้นสู่สวรรค์พร้อมกับมารดา กลายเป็นดวงดาวเช่นเดียวกับองค์หญิงคัลลิสโตที่กลายเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) อยู่เคียงข้างกันบนท้องฟ้า

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA)
http://www.seasky.org/constellations/constellation-ursa-minor.html
https://www.constellation-guide.com/constellation-list/ursa-minor-constellation/
http://www.astronomytrek.com/star-constellation-facts-ursa-minor/
https://in-the-sky.org/data/constellation.php?id=86


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กลุ่มดาวหมีใหญ่ 

เรื่องแนะนำ

ธาตุอาหารพืช (Plant Nutrients)

พืช เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการธาตุอาหารเพื่อใช้ในกระบวนการเจริญเติบ และกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรอื่นๆ ธาตุอาหารพืช (Plant Nutrients) คือ ธาตุเคมี (Chemical Elements) ในธรรมชาติที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยธาตุอาหารของพืชประกอบด้วยธาตุทั้งหมด 17 ธาตุ โดยมีเพียงคาร์บอน (C) ออกซิเจน (O) และไฮโดรเจน (H) เท่านั้นที่พืชสามารถดึงมาใช้จากน้ำและอากาศ  ในขณะที่อีก 14 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม(Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) และนิกเกิล (Ni) นับเป็นธาตุอาหารที่พืชส่วนใหญ่ดูดซับมาจากดิน […]

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า

งูเหลือมกลืนเหยื่อตัวใหญ่กว่ามันได้หลายเท่า งูเหลือม คือ สัตว์ที่เชื่อกันว่า มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ตระกูลจิ้งจก และ ตุ๊กแก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยล้านปีมาแล้ว และยังถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายและมีลำตัวยาวที่สุดในโลก โดยเฉพาะงูเหลือมในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันสามารถวัดความยาวสูงสุดได้ยี่สิบห้าฟุต หากถามว่าทำไมงูเหลือมถึงกลายเป็นหนึ่งในสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะ งูเหลือมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงซึ่งสามารถรัดเหยื่อ จนเลือดในตัวเหยื่อหยุดไหลเวียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกๆ ครั้งที่เหยื่อพยายามจะหายใจ มันจะรัดเหยื่อแน่นขึ้นอีก จนขาดอากาศหายใจในที่สุด นอกจากกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้ว ขากรรไกรของงูเหลือมก็สามารถทำงานได้ดีด้วยเช่นกัน งูเหลือมสามารถกินเหยื่อตัวใหญ่ได้ เพราะขากรรไกรของมันมีความยืดหยุ่นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ฟันแถวล่างของมัน ยังยืดออกจากกันและขยับได้อย่างอิสระคล้ายกับปีกของนก ซึ่งช่วยให้มันสามารถอ้าปากได้กว้างและกลืนเหยื่อลงไปในคอได้ ฟันของงูเหลือมยังมีลักษณะที่แหลมคม โค้งไปด้านใน ซึ่งมีข้อดีอย่างมากในการจับ และล็อคเหยื่อให้แน่นทำให้เหยื่อไม่สามารถดิ้นหลุดออกจากปาก จากนั้นจึงค่อยๆ ดันเหยื่อเข้าไปในคอของมัน   อ่านเพิ่มเติม ความกลัวงูและแมงมุมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือไม่?    

แร่และหิน (Minerals and Rocks)

แร่และหิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาประยุตก์ใช้ในงานอุตสาหกรรมในวงกว้าง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศ แร่ (Minerals) คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic Compound) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป มีโครงสร้างภายในเป็นผลึก จึงมีสถานะเป็นของแข็ง อีกทั้งยังมีองค์ประกอบทางกายภาพและทางเคมีที่ค่อนข้างเสถียรและแน่นอน ซึ่งส่งผลให้แร่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างจำกัด คุณสมบัติทางกายภาพของแร่ ผลึก (Crystal) คือ โครงสร้างทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการจัดเรียงตัวของอะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่ประกอบอยู่ภายในแร่ต่าง ๆ เกิดเป็นรูปทรงสามมิติที่มีระนาบ มีสมมาตร และมีการจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แร่บางชนิดประกอบขึ้นจากธาตุชนิดเดียวกัน แต่มีรูปทรงผลึกแตกต่างกันออกไป เช่น เพชร (Diamond) และกราไฟต์ (Graphite) แนวแตกเรียบ (Clevage) คือ รอยแตกระนาบที่เรียบไปตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่ โดยทั่วไปรอยแตกนี้จะขนานไปตามผิวหน้าของแร่ รอยแตก (Fracture) คือ รอยแตกที่ไม่สม่ำเสมอหรือมีทิศทางไม่แน่นอนบนผิวของแร่ ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่ง โดยทั่วไป แร่โลหะจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าแร่อโลหะ ความแข็ง (Hardness) คือ ความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระทำจากภายนอกของแร่ […]