กลุ่มดาวหมีใหญ่ ประกอบไปด้วยดวงดาวอะไรบ้าง และพบเห็นได้ช่วงใดของปี

กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major)

กลุ่มดาวหมีใหญ่ เรื่องเล่า ตำนาน และความจริงเกี่ยวกับกลุ่มดาวที่พบเห็นได้ง่ายที่สุด

กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ “กลุ่มดาวจระเข้” เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์ที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดในบรรดากลุ่มดาวสากล (Constellations) ทั้ง 88 กลุ่มของโลก เนื่องจากมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวทางฝั่งซีกฟ้าเหนือและใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของกลุ่มดาวทั้งหมดในน่านฟ้าโลก

กลุ่มดาวหมีใหญ่มีขนาดเป็นรองเพียงกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra) และกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี (Virgo) หรือกลุ่มดาวราศีกันย์ในฝั่งซีกฟ้าใต้ โดยครอบคลุมพื้นที่ราว 1,280 ตารางองศา หรือคิดเป็นร้อยละ 3.10 ของทรงกลมท้องฟ้า (Celestial sphere) ทั้งหมด

กลุ่มดาวหมีใหญ่, กลุ่มดาว, กลุ่มดาวจระเข้
แผนที่กลุ่มดาวหมีใหญ่

นอกจากนี้ กลุ่มดาวหมีใหญ่ยังเป็นกลุ่มดาวที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปี และจะปรากฏขึ้นชัดเจนที่สุดบนท้องฟ้าช่วงค่ำในฤดูใบไม้ผลิของทางฝั่งซีกโลกเหนือ ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งซีกโลกใต้มีโอกาสพบเห็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ได้เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มดาวที่ปรากฏอาจไม่ชัดเจน หรือโดดเด่นเท่ากับการมองจากฝั่งซีกโลกเหนือ

อ่านเพิ่มเติม : การกำเนิดดาวสฤกษ์ในระบบสุริยะ

 องค์ประกอบของกลุ่มดาวหมีใหญ่

กลุ่มดาวหมีใหญ่เป็นกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างมาก เนื่องจากดาวฤกษ์ที่สว่างจ้า 7 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูปกระบวย หรือที่เรียกกันว่า ดาวกระบวยใหญ่ (Big Dipper) เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของกลุ่มดาว โดยที่ดาวฤกษ์ทั้ง 7 ดวงนี้ ไม่ได้เป็น “กลุ่มดาว” ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union : IAU) แต่ถูกเรียกเป็น “ดาวเรียงเด่น” (Asterism) ซึ่งคือการจับกลุ่มกันของดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดและอยู่ใกล้เคียงกันในทรงกลมท้องฟ้าตามจินตนาการของมนุษย์ โดยดาวกระบวยใหญ่นี้ เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง (ส่วนหาง) ของกลุ่มดาวหมีใหญ่เท่านั้น

กลุ่มดาวหมีใหญ่, ดาวกระบวย, กลุ่มดาว
ดาวกระบวยใหญ่ (Big Dipper) หรือดาวฤกษ์ทั้ง 7 ในกลุ่มดาวหมีใหญ่

7 ดวงดาวหลักในกลุ่มดาวหมีใหญ่ ประกอบไปด้วย ดาวอัลอิออธ (Alioth) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีใหญ่ ดาวดูเบ (Dubhe) ดาวอัลไคด์ (Alkaid) ดาวมิซาร์และดาวอัลคอร์ (Mizar and Alcor) ดาวเมอแรก (Merak) ดาวเฟคดา (Phecda) และดาวเมเกรซ (Megrez)

นอกจากดาวฤกษ์ทั้ง 7 ดวงนี้ กลุ่มดาวหมีใหญ่ยังประกอบไปด้วยดวงดาวอีกหลายสิบดวง รวมถึงวัตถุในท้องฟ้าอีกมากมาย ทั้งเนบิวลา กระจุกดาวและกาแล็กซีต่างๆ เช่น กาแล็กซี M81 กาแล็กซี M82 และกาแล็กซี M101 เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม: การศึกษากลุ่มดาวบนท้องฟ้าตั้งแต่ยุคโบราณ

กลุ่มดาวหมีใหญ่, ดาวเหนือ, กลุ่มดาว
กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) และดาวเหนือ (Polaris)

กลุ่มดาวหมีใหญ่ในหลากหลายอารยธรรม

เนื่องจากกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม เกิดจากจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน ทำให้ในแต่ละถิ่นฐานและในแต่ละยุคสมัย กลุ่มดาวแต่ละกลุ่มจึงมีชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันออกไป ตามวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ ขณะที่กลุ่มดาวหมีใหญ่เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก อีกทั้ง ยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) เมื่อหลายพันปีก่อน จึงทำให้กลุ่มดาวหมีใหญ่มีชื่อเรียกเฉพาะถิ่นมากมาย

ตารางชื่อของกลุ่มดาวหมีใหญ่ในประเทศต่างๆ ในอดีตและปัจจุบัน

ชนชาติอารยธรรมในอดีตและปัจจุบัน ชื่อและรูปร่าง
ชาวกรีกโบราณและอินเดียนแดง หมีใหญ่
อียิปต์ ขาวัว
สเปน แตรล่าสัตว์
ญี่ปุ่น ราชรถ
อังกฤษ และอินเดีย คันไถ
จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา กระบวย
ชาวเอสกิโม เรือแคนู
ไทย จระเข้

นอกจากนี้ กลุ่มดาวหมีใหญ่ยังถูกจารึกอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล (Bible) รวมถึงถูกบันทึกไว้ในบทประพันธ์ของทั้งโฮเมอร์ (Homer) และเชคสเปียร์ (Shakespeare) และภาพวาดของศิลปินชื่อดังอย่าง วินเซ็นต์ แวนโกะ (Vincent van Gogh) อีกด้วย

ภาพวาด, กลุ่มดาวหมีใหญ่, แวนโกะ
กลุ่มดาวหมีใหญ่ในภาพ “ราตรีประดับดาวเหนือแม่น้ำโรน” (Starry Night Over the Rhône)
ของวินเซ็นต์ แวนโกะ (Vincent van Gogh) ในปี ค.ศ.1888

ตำนานดาวหมีใหญ่

เนื่องจากกลุ่มดาวหมีใหญ่เป็นกลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง ทำให้มีเรื่องราวและตำนานมากมายเล่าขานเกี่ยวกับดวงดาวกลุ่มนี้ โดยในตำนานกรีกโบราณ ดาวหมีใหญ่เป็นตัวแทนขององค์หญิงคัลลิสโต (Callisto) ซึ่งเป็นหญิงงามนางหนึ่งในเทพนิยาย ถูกเทพีเฮรา (Hera) ภรรยาของเทพเจ้าซุส (Zeus) สาปแช่งให้กลายเป็นหมี หลังการลักลอบได้เสียกันจนกระทั่งมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน คือ อาร์คาส (Arcas)

ตำนาน, กลุ่มดาวหมีใหญ่

และในเวลาต่อมา ขณะออกล่าสัตว์อาร์คาสเกือบยิงสังหารมารดาของตนเอง ซึ่งอยู่ในร่างหมีโดยไม่ได้ตั้งใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น เทพเจ้าซุสจึงส่งภรรยาและบุตรชายขึ้นสู่สวรรค์ ทั้งคู่กลายเป็นดวงดาว โดยที่องค์หญิงคัลลิสโตกลายเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ขณะที่อาร์คาสกลายเป็นกลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor) อยู่เคียงข้างมารดาบนท้องฟ้า

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


 

ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

The International Astronomical Union (IAU)

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA)

https://www.universetoday.com/24120/ursa-major/

https://stardate.org/astro-guide/ursa-major-great-bear-0

https://www.star-registration.com/constellation/ursamajor

เรื่องแนะนำ

ชินรินโยคุ การอาบป่าบำบัดแบบญี่ปุ่น

ชินรินโยคุ คือสะพาน เมื่อเราเปิดประสาทสัมผัส สะพานนี้จะเชื่อมเราสู่โลกแห่งธรรมชาติ ภาพถ่ายโดย DANIEL RAIK การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองอันห่างไกลธรรมชาติอาจบั่นทอนมนุษย์ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับชาวญี่ปุ่นมีวิธีการรักษาแบบใช้ธรรมชาติบำบัดที่เรียกว่า “การอาบป่า” หรือ ชินรินโยคุ ซึ่งได้รับการรับรองว่าได้ผล แม้ใช้เวลาเพียงไม่นาน มนุษย์ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ไปท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟังเสียงธรรมชาติ ได้สูดกลิ่นป่า หายใจเอาอุ่นไอของอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ที่ล้อมรอบนั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าร่างกายได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวญี่ปุ่นรับรู้ถึงข้อดีของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมานานจนเกิดเป็นวิถีการบำบัดที่เรียกว่าชินรินโยคุ คำว่าชินรินโยคุ (Shinrin-yoku / 森林浴) แยกออกเป็นคำว่า Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ yoku (浴) แปลว่า อาบ จึงแปลรวมกันว่า การอาบป่า หรือการรับรู้บรรยากาศป่าผ่านประสาทสัมผัสของเรา การอาบป่าในญี่ปุ่นมีประวัติการนำเสนอโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานป่าไม้ในจังหวัดนางาโนะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อันเป็นยุครุ่งเรืองสุดขีดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น รัฐบาลในตอนนั้นเริ่มเห็นผลเสียของการที่ประชาชนอยู่ในเมืองท่ามกลางเทคโนโลยีที่กำลังรุดหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า อาการเสียสมาธิ รวมไปถึงอาการเจ็บปวดต่างๆในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป อาการเหล่านี้ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเกิดจากการที่ประชาชนอยู่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ผู้คนหนาแน่น ชีวิตในออฟฟิศที่ใช้เวลายาวนาน พื้นที่สีเขียวในเมืองถูกลดทอน จึงมีการส่งเสริมให้ผู้คนไป “อาบป่า” ให้มากขึ้น ต่อมาได้มีการนำแนวคิดชินรินโยคุไปศึกษาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง […]

พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledon)

พืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถจัดจำแนกได้จากหลายลักษณะ ทั้งลักษณะกายภาพภายนอก ลักษณะของท่อลำเลียง และระบบราก ในการจัดหมวดหมู่พืช เกณฑ์ที่ใช้สามารถแสดงถึงสายสัมพันธ์ของพืชได้อย่างใกล้ชิดที่สุด คือ การจำแนกตามระบบสืบพันธุ์ ทำให้พืชพรรณทั้งหลาย สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ พืชมีดอกและพืชไม่มีดอก โดยในกลุ่มพืชมีดอกนั้น ยังสามารถจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่ นิยามของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledon หรือ Liliopsida) คือ พืชที่มีใบเลี้ยงเพียงใบเดียว เมื่อเมล็ดพันธุ์เริ่มงอก มีการเจริญเติบโตของลำต้นส่วนใหญ่อยู่ใต้พื้นดิน มีระบบรากเป็นรากฝอย ซึ่งเมื่อพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ตามบริเวณลำต้นจะเกิดข้อและปล้องขึ้นชัดเจน โดยที่ภายในลำต้นจะมีกลุ่มเนื้อเยื่อลำเลียงกระจัดกระจายอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ จึงทำให้พืชใบเลี้ยงเดี่ยวไม่มีการเจริญเติบโตออกทางด้านข้าง ไม่มีกิ่งก้านสาขาเหมือนพืชยืนต้นขนาดใหญ่ทั้งหลาย อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การงอกของเมล็ดพืช พืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่ จึงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น (ราว 1 ปี) มีลักษณะใบเรียวยาวและตั้งตรง โดยมีเส้นใบเรียงตัวกันในแนวขนาน และมีจำนวนใบเรียงตัวกันเป็นเลขคี่หรือใบเดี่ยว ส่วนของกลีบดอกจะมีจำนวน 3 กลีบ หรือเท่าทวีคูณของ 3 ขึ้นไป ตัวอย่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่สำคัญ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวบนโลกมีมากถึง 67,000 […]

ดาวอังคาร การแข่งขันสู่ดาวเคราะห์แดง

อีลอน มัสก์ อยากไป ” ดาวอังคาร ” คำกล่าวอันลือเลื่องของผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสเปซเอกซ์  (SpaceX)  คือเขาอยากตายบน ดาวอังคาร และไม่ใช่แค่ยานตกตาย  เทคโนโลยีที่อาจช่วยป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าวผ่านการทดสอบสำคัญในคืนหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อจรวดฟัลคอน 9 (Falcon 9) ที่สร้างโดยสเปซเอกซ์  ทะยานขึ้นจากแหลมคะแนเวอรัลในรัฐฟลอริดา พร้อมบรรทุกดาวเทียมสื่อสาร 11 ดวง เรื่อง โจล แอเคนบาค ภาพถ่าย ฟิลลิป ทอลีดาโน, โรเบิร์ต คลาร์ก, แมกซ์ อากีเลรา-เฮลล์เวก และมาร์ก ทีสเซน หลังบินขึ้นไม่กี่นาที จรวดเร่ง (booster) ก็ถูกปลดออก เหมือนกับจรวดเร่งนับพันลำที่ใช้กันมาตั้งแต่อรุณรุ่งของยุคอวกาศ ซึ่งเผาไหม้ในบรรยากาศและเหลือชิ้นส่วนตกกระจายในมหาสมุทร แต่จรวดเร่งลำนี้ไม่ถูกทิ้ง แทนที่จะตกลงไปเฉยๆ มันกลับหมุนตัว ติดเครื่องเพื่อชะลอการตกและบินไปหาแท่นลงจอดที่อยู่ใกล้ พูดให้ง่ายคือมันบินถอยหลัง บริษัทสเปซเอกซ์เพิ่งบรรลุก้าวย่างสำคัญในความพยายามสร้างจรวดใช้ซ้ำได้  มัสก์คำนวณว่า  เทคโนโลยีนี้อาจลดค่าใช้จ่ายในการส่งจรวดลงเหลือหนึ่งในร้อย  ซึ่งทำให้สเปซเอกซ์ได้เปรียบในธุรกิจส่งดาวเทียมและการส่งสิ่งอุปกรณ์ (supply) ให้สถานีอวกาศนานาชาติ แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายของมัสก์ เขาบอกในการแถลงข่าวคืนนั้นว่า การลงจอดของจรวดเร่งเป็น “ก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่ความสามารถในการจัดตั้งเมืองบนดาวอังคาร” บริษัทสเปซเอกซ์ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี […]