กลุ่มดาวค้างคาว เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มดาวที่โดดเด่นบนท้องฟ้าซีกโลกเหนือ

กลุ่มดาวค้างคาว หรือกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia)

กลุ่มดาวค้างคาว มีประวัติการบันทึกมาอย่างยาวนานพร้อมๆ กับดาวหมีใหญ่

กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม กลุ่มดาวค้างคาว เป็น 1 ใน 88 กลุ่มดาวสากลของโลก เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่ง่ายต่อการสังเกตและจดจำ จากการมีดาวฤกษ์สุกสว่างห้าดวง ประกอบกันเป็นรูปร่างคล้ายตัวอักษร “W” บนซีกฟ้าเหนือตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 598 ตารางองศาหรือมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 25 ของกลุ่มดาวทั้งหมด

กลุ่มดาวค้างคาวเป็นกลุ่มดาวที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปีในท้องฟ้าฝั่งซีกโลกเหนือ แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนพฤศจิกายนหรือช่วงฤดูหนาว และจะปรากฏขึ้นให้เห็นบนท้องฟ้าของฝั่งซีกโลกใต้ในบางพื้นที่ของช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม : การศึกษาเรื่องกลุ่มดาวบนท้องฟ้า

นอกจากนี้ กลุ่มดาวแคสซิโอเปียยังเป็น 1 ใน 48 กลุ่มดาวดั้งเดิมที่ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของปโตเลมี (Ptolemy) ในช่วงศตวรรษที่สอง เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่อีกด้วย โดยถูกตั้งชื่อตามราชินีแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) ในตำนานเทพนิยายกรีกปรัมปรา ก่อนที่กลุ่มดาวกลุ่มนี้จะถูกรับรองและตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ราชินีแคสซิโอเปีย” (Cassiopeia the Queen) จากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union: IAU) ในปี 1930 ขณะที่คนไทยมองเห็นกลุ่มดาวฤกษ์ 5 ดวงนี้เป็น “ค้างคาว”

กลุ่มดาวค้างคาว, ดาวค้างคาว, ดูดาว, แผนที่กลุ่มดาว
แผนที่กลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia)

องค์ประกอบของกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย

กลุ่มดาวแคสซิโอเปียหรือกลุ่มดาวค้างคาวเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี จากการมีดาวฤกษ์สุกสว่าง 5 ดวง เรียงตัวกันคล้ายตัวอักษร “W” หรือ “M” โคจรอยู่รอบๆ ดาวเหนือ (Polaris) ในซีกฟ้าเหนือ

โดย 5 ดวงดาวหลักในกลุ่มดาวค้างคาว ประกอบไปด้วย

  1. แกมมา (Gamma) เป็นดาวฤกษ์สีน้ำเงินที่สว่างที่สุด อยู่ตรงใจกลางของกลุ่มดาวค้างคาว เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกราว 600 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 15 เท่า และสว่างกว่าถึง 40,000 เท่า
  2. เชดดาร์ (Schedar) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่มดาวค้างคาว อยู่ห่างจากโลกราว 230 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4 เท่า โดยที่ชื่อของดาวดวงนี้ในภาษาอาหรับ หมายถึง “หน้าอก” จากการเป็นที่ตั้งของหัวใจหรือดวงใจขององค์ราชินีแคสซิโอเปีย
  3. ชาฟ (Caph) เป็นดาวแปรแสง (Variable star) จากคุณสมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบภายในของดวงดาวที่ส่งผลให้ดาวชาฟมีความสว่างไม่คงที่ ซึ่งดาวชาฟอยู่ห่างจากโลกประมาณ 55 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 4 เท่า
  4. รุคบาห์ (Ruchbah) เป็นดาวยักษ์ขาว (Giant star) ในระบบดาวคู่ (Binary system) อยู่ห่างจากโลกราว 100 ปีแสง
  5. เซกิน (Segin) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างน้อยที่สุด อยู่ห่างจากโลกราว 400 ปีแสง มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 9 เท่า และสว่างมากกว่าถึง 2,500 เท่า
ดาวฤกษ์, กลุ่มดาวค้างคาว, ดาวค้างคาว, แผนที่ดาว
ดาวฤกษ์ทั้ง 5 ในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย

นอกจากนี้ ในกลุ่มดาวแคสซิโอเปียยังประกอบไปด้วยวัตถุในห้วงอวกาศลึก (Deeps-sky objects) ที่น่าทึ่งมากมาย เช่น กระจุกดาวดอกกุหลาบขาว (White Rose Cluster) และ “แพ็กแมน” เนบิวลา (Pacman Nebula) หรือกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงในอวกาศที่มีรูปร่างคล้ายตัวละครในเกมชื่อดัง รวมถึงเศษซากของดาวฤกษ์หลังการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “มหาวนดารา” หรือ “ซูเปอร์โนวา” (Supernova) ที่นักดาราศาสตร์รู้จักกันในชื่อของ “แคสซิโอเปีย เอ” (Cassiopeia A) เมื่อราว 350 ปีก่อน (ค.ศ.1660) อีกด้วย

ตำนานดาวค้างคาว

ในตำนานเทพนิยายกรีกโบราณ กลุ่มดาวค้างคาวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แคสซิโอเปีย” (Cassiopeia) เป็นตัวแทนของราชินีผู้งดงามของราชาเซเฟอุส (Cepheus) แห่งเอธิโอเปีย (Ethiopia) ซึ่งหลงใหลและเย่อหยิ่งในความงดงามของตนเองเป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งราชินีแคสซิโอเปียได้ทำการโอ้อวดความงามของตนเองและบุตรสาวแอนโดรเมดา (Andromeda) ต่อนางพรายน้ำทั้งหลาย (Nereids) ซึ่งการกระทำดังกล่าว สร้างความโกรธเคืองจนส่งผลให้โพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งท้องทะเลต้องส่งซีตัส (Cetus) อสูรวาฬไปทำลายอาณาจักรเอธิโอเปีย และเพื่อบรรเทาความโกรธแค้นที่เกิดขึ้น ราชาเซเฟอุสและราชินีแคสซิโอเปียตัดใจทำการเสียสละบุตรสาว โดยการล่ามองค์หญิงแอนโดรเมดาไว้กับก้อนหินเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับซีตัส ซึ่งในท้ายที่สุดองค์หญิงแอนโดรเมดารอดพ้นจากอันตราย โดยได้รับการช่วยเหลือในวินาทีสุดท้ายจากเพอร์ซีอุส (Perseus) วีรบุรุษชาวกรีกผู้ซึ่งผ่านไปมาพบเหตุการณ์เข้า

ตำนาน, กลุ่มดาวค้างคาว
ภาพการช่วยเหลือองค์หญิงแอนโดรเมดาและเพอร์ซีอุส
La Délivrance d’Andromède (1679) by Pierre Mignard

อย่างไรก็ตาม ราชินีแคสซิโอเปียถูกเทพเจ้าโพไซดอนลงโทษ โดยการจับมัดผูกติดไว้กับเก้าอี้หรือบัลลังก์ของเธอบนสรวงสวรรค์ชั่วนิรันดร์ กลายเป็นกลุ่มดาวที่ใช้เวลาครึ่งหนึ่งกลับหัวกลับหางวนเวียนไปมาอยู่รอบขั้วเหนือของท้องฟ้า (Celestial pole) ซึ่งนอกจากราชินีแคสซิโอเปียแล้ว ราชาเซเฟอุส องค์หญิงแอนโดรเมดา และเหล่าสมาชิกในราชวงศ์ล้วนถูกส่งขึ้นสู่สวรรค์ กลายเป็นกลุ่มดาวเคียงข้างกันบนท้องฟ้าอีกด้วย

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA)

https://www.thoughtco.com/cassiopeia-constellation-4165137

https://www.solarsystemquick.com/universe/cassiopeia-constellation.htm


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Minor)

เรื่องแนะนำ

ซ่อมแซมโพรงรังหวังเพิ่มประชากรนกเงือก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หนุนซ่อมโพรงรังหวังเพิ่มประชากร นกเงือก ในเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ นกเงือก เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ โดยนกเงือกเริ่มจับคู่และเสาะหาโพรงรังที่เหมาะสมเพื่อให้ตัวเมียวางไข่และฟักไข่ แม้ในป่าฮาลา–บาลา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก สัตว์โบราณอย่างนกเงือกยังต้องเผชิญภาวะ ‘การขาดแคลนโพรงรัง’ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้จำนวนประชากรนกเงือกลดลง สุเนตร การพันธ์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ–ป่าฮาลา บาลา กล่าวว่า นกเงือกมีพฤติกรรมโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างมากในเรื่องการสร้างโพรงรัง เมื่อนกเงือกหาโพรงรังที่เหมาะสมได้แล้ว นกเงือกตัวเมียจะปิดปากโพรงให้แคบลง โดยใช้มูล เศษไม้ และเศษดิน ค่อยๆ ปิดจนเหลือเพียงช่องแคบๆ เพื่อให้ตัวผู้ส่งอาหารให้เท่านั้น ตลอดช่วงระยะเวลาที่นกเงือกตัวเมียทำรัง นกเงือกตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อนให้ตัวเมีย เมื่อถึงช่วงลูกนกฟักออกจากไข่ นกเงือกตัวผู้ยังคอยหาอาหารมาให้ทั้งนกเงือกตัวเมียและลูกนก โดยช่วงเวลาการอยู่ในโพรงของแม่นกและลูกนกของนกเงือกแต่ละชนิดไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยแล้วประมาณ 4 – 6 เดือน ซึ่งเมื่อลูกนกออกจากรัง พ่อและแม่นกจะคอยเลี้ยงลูกนกต่อไปอีกระยะหนึ่ง โพรงรังที่มีสภาพเหมาะสมคือปัจจัยสำคัญต่อการขยายพันธุ์ของนกเงือกตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันโพรงรังของนกเงือกเริ่มขาดแคลน ปัญหาคือนกเงือกไม่สามารถเจาะโพรงสร้างรังเองได้เช่นเดียวกับนกทั่วไป ต้องหาโพรงรังที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ที่เกิดจากการเจาะของนกหัวขวาน รอยแผลบนต้นไม้ที่เกิดจากหมีล้วงเอาน้ำผึ้ง หรือรอยจากการที่กิ่งไม้หักจนทำให้เกิดแผลและมีขนาดกว้างพอที่นกเงือกจะเข้าไปอยู่อาศัยได้ อีกทั้งโพรงที่จะใช้ทำรังได้ต้องมีสภาพที่เหมาะสม คือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ถ้ามีขนาดใหญ่จนเกินไป เวลาปิดปากโพรงจะปิดได้ยาก หรือปิดไม่ได้ แต่ถ้าแคบเกินไปนกเงือกก็อยู่อาศัยไม่ได้ ที่สำคัญคือระดับพื้นในโพรงยังต้องมีความสูงพอดีที่นกเงือกนั่งแล้วจะสามารถยื่นปากออกมาจากโพรงเพื่อรับลูกไม้จากตัวผู้ได้ […]

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาข้อมูล การรักษาโควิด-19

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทราบและไม่ทราบเกี่ยวกับ การรักษาโควิด-19 บุคลากรชั้นนำทางการแพทย์หกท่านอธิบายว่า เรารู้ข้อมูลเพียงบางส่วนเกี่ยว การรักษาโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาลและการรักษาตัวที่บ้าน การศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะยังเกิดความสับสนเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐาน เช่น วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวที่บ้าน หรือผู้ป่วยที่หายแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางความรู้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัย ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อขอคำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน รวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับต่อสู้กับโรคระบาดนี้ เราจะต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างไร เรื่องดีก็คือ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ให้แยกตัว ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาตามอาการ สำหรับการดูแลคนไข้ที่มีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ แพทย์แนะนำให้ใช้ยาอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) หรือที่รู้จักแพร่หลายในชื่อพาราเซตามอล (paracetamol) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ด้วยเหตุผลที่ว่า การใช้ยาในกลุ่มไอบูโพรเฟน คนไข้อาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ไตวาย ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร อ่านเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงเกี่ยวโควิด-19  “ผมยังไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมไอบรูโพเฟนจึงกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาโรคโควิด-19” สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโคโรนาไวรัส นักภูมิคุ้มกันวิทยา […]

พี่น้องก็จริง แต่กลับมีดีเอ็นเอของบรรพบุรุษต่างกัน

แคทและเอ็ดดี้เข้ารับการตรวจสอบดีเอ็นเอ พวกเขาต้องประหลาดใจกับผลการทดสอบเมื่อผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า ดีเอ็นเอของแคทมีบรรพบุรุษจากกรีซและอิตาลีราว 13% ส่วนเอ็ดดี้มี 23%

อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)

อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) คือ 1 ใน 5 อาณาจักรหลักของสิ่งมีชีวิตบนโลกตามการจัดจำแนกทางอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) อาณาจักรมอเนอรา เป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตโบราณที่มีวิวัฒนาการไม่ซับซ้อน เช่น กลุ่มของแบคทีเรีย (Bacteria) และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green Algae) ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิต (Producer) และผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ที่สำคัญในระบบนิเวศ ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตใน อาณาจักรมอเนอรา – เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (Unicellular) หรืออาจประกอบขึ้นจากเซลล์มากกว่า 1 เซลล์ โดยที่เซลล์เหล่านั้นไม่ได้ทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ – มีเซลล์แบบโพรคาริโอต (Prokaryote) ที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเครียสหรือเยื่อหุ้มสารพันธุกรรม – มีรูปร่าง 3 ลักษณะ คือ ทรงกลม (Coccus) ทรงแท่ง/ท่อน (Bacillus) และทรงเกลียว (Spirillum) ที่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรืออาจอยู่รวมเป็นกลุ่มและเรียงตัวต่อกันเป็นสาย – ภายในเซลล์ปราศจากออร์แกเนลล์ (Organelle) มีเพียงไรโบโซมขนาดเล็ก (Ribosome) – ผนังเซลล์เป็นสารประกอบเพปทิโดไกลแคน (Peptidoglycan) […]