ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System)

ในช่วงพัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์ ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบแรกที่พัฒนาขึ้นมาหลังกระบวนการปฏิสนธิของสเปิร์มและไข่ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย รวมถึงการรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System: PNS)

ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) คือระบบศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย ทั้งด้านกลไกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโครงร่างและกระดูก รวมถึงการตอบสนองทางปฏิกิริยาเคมีภายใต้อำนาจของจิตใจ ประกอบด้วยเส้นประสาทจำนวนหลายล้านเส้น ทำหน้าที่จัดส่งข้อมูลในรูปของกระแสประสาทจากศูนย์กลางการควบคุม ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ 2 ส่วน คือ สมองและไขสันหลังที่ทำงานร่วมกันผ่านเซลล์ประสาท มีหน้าที่ประสานงานการรับและส่งข้อมูล หรือกระแสประสาท จากทุกส่วนของร่างกาย

องค์ประกอบของระบบประสาทส่วนกลาง

1. สมอง (Brain)

เป็นศูนย์กลางการควบคุมและการสั่งการของระบบภายในร่างกายทั้งหมด ทั้งควบคุมการเคลื่อนไหว การแสดงออกด้านพฤติกรรม รวมไปถึงการรักษาสมดุลภายในร่างกาย อีกทั้งสมองยังเป็นแหล่งที่มาของความสามารถทางด้านสติปัญญา ความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ การจดจำ การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ

สมอง, ระบบประสาทส่วนกลาง, CNS, ระบบประสาท สมอง, ระบบประสาทส่วนกลาง, CNS, ระบบประสาท

การเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองมนุษย์เริ่มขึ้นตั้งแต่ระยะตัวอ่อนภายในครรภ์มารดา และเจริญอย่างรวดเร็วในช่วงระหว่างอายุ 1 ถึง 9 ปี โดยเซลล์สมองเจริญเติบโตเต็มที่เมื่อมีอายุระหว่าง 18 ถึง 20 ปี สมองของมนุษย์จำแนกออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สมองส่วนหน้า (Forebrain) สมองส่วนกลาง (Midbrain) และสมองส่วนท้าย (Hindbrain) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระบบภายในร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ดังตารางต่อไปนี้

ระบบประสาทส่วนกลาง

2. ไขสันหลัง (Spinal Cord)

เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากก้านสมองเข้าไปยังโพรงกระดูกสันหลัง มีลักษณะเป็นรูปแท่งทรงกระบอก ห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มไขสันหลัง รูปร่างคล้ายผีเสื้อ (Butterfly Shape) เนื้อเยื่อไขสันหลังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เนื้อสีขาวด้านนอก (White Matter) ซึ่งเป็นที่อยู่ของใยประสาท และเนื้อเยื่อสีเทาด้านใน (Grey Matter) ซึ่งประกอบขึ้นจากเซลล์ประสาทจำนวนมาก

สมอง, ระบบประสาทส่วนกลาง, CNS, ระบบประสาท, ไขสันหลัง

หน้าที่หลักของไขสันหลังคือ การถ่ายทอดกระแสประสาท (Neural Signal) ระหว่างสมองกับส่วนต่างๆของร่างกาย โดยกระแสประสาทถูกส่งผ่านไขสันหลังทั้งกระแสประสาทเข้าและออกจากสมอง รวมถึงกระแสประสาทที่ส่งเข้ามายังไขสันหลังโดยตรง นอกจากนี้ ไขสันหลังยังควบคุมการเกิดปฏิกิริยาการตอบสนองหรือ “รีเฟล็กซ์” (Reflex) อีกด้วย

3. เซลล์ประสาท (Neuron)

แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ตามหน้าที่การส่งสัญญาณประสาท คือ 1) เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (Sensory Neuron) ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกายเข้าสู่สมองและไขสันหลัง 2) เซลล์ประสาทสั่งการ (Motor Neuron) ทำหน้าที่นำกระแสประสาทออกจากสมองและไขสันหลัง ส่งไปยังกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆภายในร่างกาย และ 3) เซลล์ประสาทประสานงาน (Association Neuron) ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างเซลล์รับความรู้สึกกับเซลล์สั่งการเพื่อให้การส่งสัญญาณภายในร่างกายดำเนินไปอย่างราบรื่น

สมอง, ระบบประสาทส่วนกลาง, CNS, ระบบประสาท, เซลล์ประสาท

องค์ประกอบของเซลล์ประสาท

  • ตัวเซลล์ (Cell Body) มีลักษณะคล้ายเซลล์ทั่วไป ทำหน้าที่สร้างพลังงาน สังเคราะห์โปรตีน เป็นสารสื่อประสาท และทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตและกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ของเซลล์ประสาท
  • ใยประสาท (Nerve Fiber) เป็นส่วนประกอบที่ยื่นออกมาจากตัวเซลล์ มีลักษณะเป็นเส้นแขนงเล็กๆ ใยประสาทมีด้วยกัน 2 ประเภท คือ เดนไดรต์ (Dendrite) ซึ่งเป็นใยประสาทที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์ และ แอกซอน (Axon) ซึ่งเป็นใยประสาทที่นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ โดยแอกซอนนั้นมีเยื่อไมอิลิน (Myelin Sheath) ที่เป็นสารจำพวกไขมันซึ่งมีคุณสมบัติการเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีห่อหุ้ม ทำให้กระแสประสาทในแอกซอนสามารถส่งผ่านหรือเคลื่อนที่ไปได้อย่างรวดเร็ว

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

ทรูปลูกปัญญา – http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/1038

มหาวิทยาลัยมหิดล – https://il.mahidol.ac.th/e-media/nervous/ch1/chapter1/part_4.htm

มหาวิทยาลัยพายัพ – http://science.payap.ac.th/sar/sar56/sc/04/ref/4_1_2_2.pdf

โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย – http://www.kruseksan.com/book/keyhuman1.pdf


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ดำดิ่งสู่การทำงานของสมอง

การทำงานของสมอง
สีสันแห่งความคิด : บริเวณต่างๆ ของสมองเชื่อมโยงกันด้วยเส้นใยที่มีความยาวรวมกัน 160,000 กิโลเมตร หรือยาวพอที่จะพันรอบโลกได้สี่รอบ เรียกรวมๆ กันว่า เนื้อขาว (white matter) ภาพที่สร้างขึ้นที่ศูนย์มาร์ติโนส์นี้เผยให้เห็นวิถีเฉพาะเจาะจงของกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เช่น มัดเส้นสีชมพูและสีส้มส่งสัญญาณที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการใช้ภาษา

 

เรื่องแนะนำ

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน

พันธะเคมี (Chemical Bonding)

พันธะเคมี (Chemical Bonding) คือ แรงยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคมูลฐานหรืออะตอม (Atom) ซึ่งเป็นการดึงดูดเข้าหากัน เพื่อสร้างเสถียรภาพในระดับโมเลกุล จนเกิดเป็นสสารหรือสารประกอบที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้นในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ พื้นดิน ก้อนหิน ต้นไม้ รวมไปถึงเนื้อเยื่อและร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งทุกสสารในจักรวาลล้วนถูกสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของอนุภาคพื้นฐานขนาดเล็กเหล่านี้ พันธะเคมี เป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นจากความไม่เสถียรของอะตอมหรือธาตุต่าง ๆ ในธรรมชาติ ซึ่งกว่า 90 ธาตุที่พบในธรรมชาติ มีเพียงธาตุในหมู่ VIIIA หรือก๊าซเฉื่อย (Inert Gas) เท่านั้นที่สามารถคงอยู่ในรูปของอะตอมอิสระ  จากการมีอิเล็กตรอนวงนอกสุดเต็มตามจำนวนในแต่ละระดับชั้นของพลังงาน หรือ มีเวเลนซ์อิเล็กตรอน (Valence Electron) ครบ 8 ตัว ทำให้โครงสร้างของอะตอมมีความเสถียรในตัวเองสูง อ่านเพิ่มเติม เรื่องตารางธาตุ ดังนั้น อะตอมของธาตุอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอน (C) ไนโตรเจน (N) หรือออกซิเจน (O) ต่างต้องการจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อทำให้โครงสร้างของตนมีเวเลนต์อิเล็กตรอนครบ 8 ตัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกกฎของการรวมตัวนี้ว่า “กฎออกเตต” […]

เผยโฉมใบหน้าของแมรี แม็กดาลีน

ใบหน้าที่เห็นนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากกระโหลกศีรษะที่เชื่อกันว่าเป็นของ แมรี แม็กดาลีน สตรีผู้ติดตามพระเยซู ตามพระคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ กระโหลกศีรษะนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหาร Saint-Maximin-La-Sainte-Baume ในฝรั่งเศส Philippe Froesh ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาและศิลปิน ร่วมมือกับ Philippe Charlier นักมานุษยวิทยา ทั้งคู่ใช้ภาพถ่ายหลายร้อยใบเป็นส่วนประกอบในการสร้างภาพจำลอง 3 มิติใบหน้าของแมรี แม็กดาลีนขึ้นมา เนื่องจากกระโหลกศีรษะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นจึงง่ายต่อการระบุตำแหน่งของดวงตา จมูกและปาก ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยไขปริศนาทางโบราณคดีอีกมากมายในอนาคต   อ่านเพิ่มเติม : ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง, รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างไร

ในทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์แนะว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะเดินทาง ข้ามเวลา หากแต่ในความเป็นจริงยังไม่มีความชัดเจน ในขณะนี้ เราต่างต้องติดอยู่ในบ้าน การเดินทางไปยังสถานที่จุดหมายต่างๆ ที่น่าสนุกอย่างเราเคยทำอาจจะต้องหยุดพักไปก่อน แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยว ข้ามเวลา ล่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเราต่างรอที่จะทำเช่นนั้นได้ในอนาคต การเดินทางข้ามเวลาถือเป็นเรื่องแฟนตาซีมาอย่างน้อยตั้งแต่ 125 ปีก่อน เมื่อ H.G. Wells ได้เขียนนวนิยายที่มีเนื้อหาแหวกแนวในยุคนั้นที่ชื่อว่า ‘The Time Machine’ ในปี 1895 และนั่นคือสิ่งที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาต่างเขียนงานวิจัยที่จริงจังในเรื่องนี้มานานนับศตวรรษแล้ว สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเชื่อว่าเวลาสามารถถูกนึกภาพได้ในฐานะของมิติ (dimension) เช่นเดียวกับพื้นที่ (space) แล้วถ้าเราสามารถเดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำไมจะทำเช่นนั้นกับเวลาบ้างไม่ได้ “ในเรื่องของพื้นที่ คุณสามารถไปยังสถานที่ใดก็ได้ที่คุณต้องการ ซึ่งอาจจะคล้ายกับเวลา ที่คุณสามารถไปยังจุดใดก็ได้ที่คุณต้องการ” Nikk Effingham นักปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ในสหราชอาณาจักร กล่าวและเสริมว่า “จากจุดนั้น จะถือเป็นก้าวที่สั้นสู่การผลิตเครื่องย้อนเวลา” ทฤษฎีคู่ขนาน (Dueling theories) Wells เป็นนักเขียนนวนิยาย ไม่ใช่นักฟิสิกส์ แต่ฟิสิกส์ก็สามารถตามความคิดของเขาได้ทันในปี 1905 เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เผยแพร่ส่วนแรกของทฤษฎีสัมพัทธภาพ […]