สำรวจ ไฟป่า ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม

การเกิดไฟป่า (Wildfire) และประเภทของไฟป่า

จากสถานการณ์ ไฟป่า รุนแรงที่เกิดขึ้น ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2020 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในป่าสนเขาเป็นพื้นที่กว้าง

ในการสำรวจไฟป่าครั้งนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ใช้ดาวเทียม LANDSAT-8 และ Sentinal-2B ติดตามสถานการณ์ดังกล่าว โดยการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-8 ก่อนเกิด ไฟป่า (18 มกราคม) และภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 ระหว่างเกิดไฟป่า (16 กุมภาพันธ์)

จากนั้นเปรียบเทียบกับข้อมูลจุดความร้อน หรือ HOT SPOT จากระบบ VIIRS พบพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้ (กรอบเส้นสีเหลือง) ประมาณ 3,700 ไร่ในป่าสนเขา กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือ และ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ (ทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก) ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร

ข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริงร่วมกับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟู ป้องกัน และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน อันจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไป

ติดตามสถานการ์ไฟป่าโดยดาวเทียมของจิสด้าได้ที่ http://fire.gistda.or.th/

ไฟป่า (Wildfire) คือไฟที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น เศษดิน เศษหญ้า กิ่งไม้ และใบไม้แห้ง รวมไปถึงต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในป่า (Forest) หรือสวนป่า (Urban Forest) จนเกิดไฟลุกไหม้ที่ปราศจากการควบคุม สามารถลุกลามต่อเนื่องไปได้อย่างอิสรเสรี โดยไม่มีขอบเขต

ไฟป่านับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ในสภาพอากาศแห้งแล้ง เมื่อมีประกายไฟจากฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกัน เหตุภูเขาไฟระเบิด หรือเมื่อแสงแดดเกิดตกกระทบผลึกหินหรือส่องผ่านหยดน้ำ สามารถเป็นชนวนของการเผาไหม้และก่อให้เกิด “ไฟป่า” ขึ้นเองได้ในธรรมชาติ

ไฟป่า

องค์ประกอบของไฟป่า

  1. เชื้อเพลิง (Fuel) คืออินทรียสารทุกชนิดที่มีคุณสมบัติติดไฟได้ง่ายหรือวัสดุไวไฟทั้งหลาย เช่น หญ้าแห้ง วัชพืช กิ่งไม้ ต้นไม้ พุ่มไม้ และตอไม้ รวมไปถึงอาคารบ้านเรือน ดินอินทรีย์ (Peat Soil) และชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ผิวดิน (Coal Seam)
  2. อากาศ (Air) คือแหล่งสะสมออกซิเจน (Oxygen) ที่สนับสนุนกระบวนการเผาไหม้ (Combustion) ซึ่งปริมาณและสัดส่วนของออกซิเจนภายในป่า ณ จุดใดจุดหนึ่งอาจแปรผันตามทิศทางการเคลื่อนไหวและความเร็วลม
  3. แหล่งความร้อน (Heat Source) คือตัวจุดประกายไฟที่ทำให้เกิดไฟป่า ทั้งแหล่งความร้อนในธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า การเสียดสีของกิ่งไม้ หรือการระเบิดของภูเขาไฟ รวมไปถึงแหล่งความร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตั้งแคมป์ไฟ การเผาหญ้า การเผาขยะ หรือการทิ้งก้นบุหรี่ข้างทาง เป็นต้น
ไฟป่า, การเกิดไฟป่า
สามเหลี่ยมไฟ

องค์ประกอบของไฟป่าทั้ง 3 ประการนี้เรียกรวมกันว่า “สามเหลี่ยมไฟ” (Fire Triangle) ซึ่งหากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไป ไฟป่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นหรือดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

ชนิดของไฟป่า

1.ไฟใต้ดิน (Ground Fire) คือไฟป่าที่ลุกไหม้อินทรียวัตถุใต้พื้นดินของผืนป่า เป็นไฟป่าที่มักก่อตัวขึ้นในป่าเขตอบอุ่นบนพื้นที่สูง ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและมีปริมาณอินทรียวัตถุสะสมอยู่บนหน้าดินหนาแน่น (Surface Litter) ทำให้ไฟป่าชนิดนี้สามารถเผาไหม้ลึกลงไปใต้พื้นดินและเคลื่อนที่ลุกลามไปอย่างเชื่องช้าใต้ผืนป่า โดยไม่เกิดเปลวไฟขนาดใหญ่ ดังนั้น ไฟใต้ดินจึงถือเป็นไฟป่าที่ตรวจพบและควบคุมได้ยากที่สุด อีกทั้งยังเป็นไฟป่าที่สร้างความเสียหายให้แก่ป่าไม้มากที่สุด เพราะการเผาไหม้ใต้ผืนป่าได้ทำลายรากไม้เสียหาย ต้นไม้ส่วนใหญ่จะยืนต้นตายในเวลาต่อมา

ไฟใต้ดิน, ไฟป่า2. ไฟผิวดิน (Surface Fire) คือไฟป่าที่ลุกลามไปตามพื้นดิน โดยเผาไหม้เชื้อเพลิงบนพื้นป่า ทั้งใบไม้และกิ่งไม้แห้งที่ตกสะสมอยู่บนพื้นดิน รวมไปถึงพุ่มไม้ กอหญ้า และลูกไม้ต่างๆ ไฟผิวดินพบได้ทั่วไปในพื้นที่ป่าทุกภูมิภาคของโลก ความรุนแรงของไฟจึงขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของเชื้อเพลิง โดยทั่วไปไฟชนิดนี้จะไม่ทำอันตรายต้นไม้ใหญ่ถึงตาย แต่อาจทำให้อัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ลดลงหรืออ่อนแอจนเกิดโรคต่างๆ

ไฟผิวดิน, ไฟป่า

3. ไฟเรือนยอด (Crown Fire) คือไฟป่าที่ลุกลามจากยอดไม้หรือไม้พุ่มต้นหนึ่งไปยังยอดของต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เป็นไฟป่าที่มักก่อตัวขึ้นในป่าสนเขตอบอุ่น ไฟชนิดนี้มีอัตราการลุกลามรวดเร็วและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความสูงของเปลวไฟตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 50 เมตร ในขณะเดียวกัน ลูกไฟจากเรือนยอดสามารถตกลงบนพื้นป่า ก่อให้เกิดเปลวไฟตามผิวดินไปพร้อมกันได้อีกด้วย

ไฟเรือนยอด, ไฟป่า

รูปร่างของไฟป่า

การเกิดไฟป่ามักเกิดจากการติดไฟในจุดเล็กๆ ก่อนขยายตัวเป็นวงกว้างตามเชื้อเพลิงและทิศทางลม โดยไฟป่ามีจุดเริ่มต้นจาก

  • หัวไฟ (Head) คือส่วนของไฟป่าที่ลุกลามไปตามทิศทางลมและความลาดชันของพื้นที่ เป็นส่วนของไฟที่ลุกลามรวดเร็ว รุนแรง และอันตรายมากที่สุด มีเปลวไฟมากที่สุด
  • หางไฟ (Rear) คือส่วนของไฟที่ไหม้ในทิศตรงกันข้ามกับหัวไฟหรือสวนกับทิศทางลม ทำให้ลุกลามช้าและควบคุมได้ง่าย
  • ปีกไฟ (Flank) คือส่วนที่ลุกลามขยายออกทางด้านข้าง โดยมีทิศทางตั้งฉากหรือขนานไปกับทิศทางหลักของหัวไฟ
  • นิ้วไฟ (Finger) คือส่วนที่ลุกลามในแนวแคบออกจากตัวไฟหลัก โดยนิ้วไฟแต่ละนิ้วจะมีหัวและปีกไฟเป็นของตัวเอง
ไฟป่า, รูปร่างของไฟ
ภาพประกอบ: มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

ผลกระทบจากไฟป่า

ไฟป่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมของโลก เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีส่วนทำให้โลกของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะไฟป่าที่เกิดขึ้นทางเหนือในป่าไม้เขตหนาว (Boreal Forest) ซึ่งถือเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสูงสุดในบรรดาระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) ทั้งหลายของโลก ในทุกๆองศาที่โลกของเราร้อนขึ้น ป่าไม้ต้องการฝนหรือหยาดน้ำฟ้า (Precipitation) มากขึ้นราวร้อยละ 15 เพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่สูญเสียไป

มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆล้วนได้รับผลกระทบจากการเกิดไฟป่า ในแต่ละปีมีผู้คนราว 339,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากควันและไฟป่า โดยเฉพาะในแถบเอเชียและทะเลทรายซาฮารา รวมไปถึงฝุ่นและอนุภาคในอากาศ ซึ่งกลายเป็นมลพิษและเป็นภัยต่อร่างกาย นอกจากนี้ สัตว์ป่าต่างได้รับผลกระทบจากไฟป่า ทั้งการสูญเสียชีวิต สูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร โดยเฉพาะสัตว์ที่มีขนาดเล็กและเคลื่อนไหวเชื่องช้า อย่างเช่น โคอาล่า ซึ่งมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติคือการปีนป่ายขึ้นไปหลบบนยอดไม้เมื่อเกิดอันตราย ดังนั้น เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น สัตว์เหล่านี้จึงหมดหนทางหลบหนีโดยสิ้นเชิง

ไฟป่า, ไฟป่าออสเตรเลีย

ในอดีต ไฟป่านับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาหรือวิวัฒนาการของป่าไม้ ทั้งช่วยคงสภาพโครงสร้างเดิมของป่า สนับสนุนการงอกเงยของเมล็ดและการเติบโตของกล้าไม้ทั้งหลาย รวมไปถึงการป้องกันการระบาดของโรคและแมลง แต่ในปัจจุบัน ไฟป่าส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ (ราวร้อยละ 85) ทั้งจากการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ การหาของป่า การตั้งแคมป์ไฟ การเผาขยะ และการทิ้งก้นบุหรี่ไม่ถูกที่ถูกทางซึ่งทำให้ไฟป่าเกิดถี่ขึ้นในสถานที่ที่ไม่ควรเกิด เช่น เกิดไฟป่าในพื้นที่ของป่าดงดิบ ซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่ไม่มีกลไกป้องกันไฟป่า ทำให้ไฟป่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ

ภาพถ่ายดาวเทียม: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

สืบค้นและเรียบเรียง: คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ

 


ข้อมูลอ้างอิง

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช – http://www.dnp.go.th/forestfire/FIRESCIENCE/lesson%201/lesson1_1.htm

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร – https://www.seub.or.th/

National Geographic Society – https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/wildfires/

National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/news/2017/10/wildfire-california-danger-environment-spd/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : มหันตภัยไฟป่า

ไฟป่า

เรื่องแนะนำ

ระบบเนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue)

เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue) คือกลุ่มของเซลล์พืชที่ผสานรวมกันเป็นโครงสร้างหรืออวัยวะต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่เฉพาะให้แก่พืช เช่น กลุ่มเซลล์ในเนื้อเยื่อส่วนรากที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารจากดิน หรือเนื้อเยื่อส่วนนอกของลำต้นและใบ ที่ทำหน้าที่ป้องกันพืชจากอันตรายภายนอก และการสูญเสียน้ำ การจำแนกชนิดของ เนื้อเยื่อพืช ในกลุ่มพืชดอก (Angiosperm) เนื้อเยื่อพืชสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem Tissue) คือ กลุ่มของเซลล์เจริญ (Meristematic Cell) หรือเซลล์มีชีวิตที่มีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) อยู่ตลอดเวลา ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่พืชยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น เนื้อเยื่อเจริญจึงมักพบอยู่บริเวณปลายยอดและปลายรากของพืช ลักษณะโดยทั่วไปของเซลล์ในเนื้อเยื่อเจริญ – มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ – มีผนังเซลล์บางและมีความยืดหยุ่นสูง – เซลล์มีการเรียงชิดติดกันจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ เนื้อเยื่อเจริญสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ 1.1 เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical Meristem) คือ เนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณปลายยอดหรือปลายรากของพืช ทำหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อให้ส่วนปลายยอดและปลายรากของพืชเจริญเติบโตและยืดขยายยาวออกไป  ช่วยเพิ่มความสูงของต้นพืช ซึ่งการเติบโตในลักษณะนี้จัดเป็นการเจริญเติบโตขั้นปฐมภูมิของพืช (Primary Growth) 1.2 […]

ข่าวร้ายสำหรับวาฬ: ญี่ปุ่นจะกลับมาเริ่ม การล่าวาฬ เพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง

ข่าวร้ายสำหรับวาฬ: ญี่ปุ่นจะกลับมาเริ่ม การล่าวาฬ เพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง หลังประกาศถอนตัวจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศหรือไอดับเบิลยูซี (International Whaling Commission: IWC)

นาซาเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวชมสถานีอวกาศภายในปี 2020

 การปล่อยยานฟัลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy) ยานอวกาศเชิงพาณิชย์ลำแรกของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ขอบคุณภาพถ่ายจาก Joe Marino (your shot) พลเมืองทั่วไปสามารถไปเที่ยวยัง สถานีอวกาศ กับค่าเดินทางตั้งต้นราวพันล้านบาท และสามารถผ่านการทดสอบการใช้ชีวิตในอวกาศ เมื่อวันศุกร์ (7 มิ.ย.) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ องค์การนาซา ได้ประกาศว่ามีแผนที่จะอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเที่ยวชม สถานีอวกาศ นานาชาติได้ภายในปี 2020 โดยนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน “เราตั้งใจเปิดเที่ยวบินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศที่เป็นพลเมืองราว 2 ครั้งต่อปี” โรบิน เกเทนส์ รองผู้อำนวยการสถานีอวกาศนานาชาติของนาซ่ากล่าวและเสริมว่า “ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยากให้มีจำนวนนักบินอวกาศที่เป็นบุคคลทั่วไปขึ้นไปได้เท่าไหร่ อาจจะจำนวนสักหนึ่งโหล หรือขึ้นอยู่กับจำนวนที่นักท่องเที่ยวที่มีความสามารถขึ้นไปที่นั่นได้” เกเทนส์กล่าวเพิ่มเติมว่า “นักบินอวกาศบุคคลทั่วไปจากประเทศอื่นๆ สามารถบินขึ้นไปโดยใช้สิทธิอนุญาตของสหรัฐอเมริกาได้” ซึ่งหมายความว่านักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องถือพาสปอร์ตของสหรัฐอเมริกาหรือเป็นประเทศที่มีสิทธิอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้ โดยสิ่งที่ผู้มีความจำนงค์ไปสถานีอวกาศนานาชาติต้องทำคือ จองโปรแกรมการฝึกสู่สถานีอวกาศ และจองที่นั่งในยานอวกาศที่สามารถให้พวกเขาอยู่ได้มากที่สุดเป็นเวลา 30 วัน โดยสิ่งที่พวกเขาทำได้ในช่วงการปฏิบัติภารกิจท่องอวกาศนั้นรวมไปถึงกิจกรรมทางธุรกิจและการตลาด ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของนาซา สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องสถานีอวกาศของหนึ่งคน จะมี “ค่าตั๋ว” ไปกลับอยู่ที่ราว 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,800 ล้านบาท […]