นักวิทยาศาสตร์ทราบและไม่ทราบข้อมูล การรักษาโควิด-19 ในส่วนใดบ้าง

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาข้อมูล การรักษาโควิด-19

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทราบและไม่ทราบเกี่ยวกับ การรักษาโควิด-19

บุคลากรชั้นนำทางการแพทย์หกท่านอธิบายว่า เรารู้ข้อมูลเพียงบางส่วนเกี่ยว การรักษาโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาลและการรักษาตัวที่บ้าน

การศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะยังเกิดความสับสนเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐาน เช่น วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวที่บ้าน หรือผู้ป่วยที่หายแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

เพื่อเป็นแนวทางความรู้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัย ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อขอคำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน รวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับต่อสู้กับโรคระบาดนี้

ภาพถ่าย ANDREW THEODORAKIS, GETTY IMAGES

เราจะต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างไร

เรื่องดีก็คือ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ให้แยกตัว ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาตามอาการ

สำหรับการดูแลคนไข้ที่มีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ แพทย์แนะนำให้ใช้ยาอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) หรือที่รู้จักแพร่หลายในชื่อพาราเซตามอล (paracetamol) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen)

ด้วยเหตุผลที่ว่า การใช้ยาในกลุ่มไอบูโพรเฟน คนไข้อาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ไตวาย ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

อ่านเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงเกี่ยวโควิด-19 

“ผมยังไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมไอบรูโพเฟนจึงกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาโรคโควิด-19” สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโคโรนาไวรัส นักภูมิคุ้มกันวิทยา และกุมารแพทย์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไอโอวาคาร์เวอร์ กล่าว

ในทำนองเดียวกัน พาราเซตามอลก็มีผลข้างคียงเช่นกัน ผู้ป่วยต้องไม่มีประวัติแพ้ยากลุ่มนี้มาก่อน หรือต้องไม่มีภาวะโรคตับ แพทย์แนะนำว่าไม่ควรบริโภคยาพาราเซตามอลเกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน

“กลุ่มยาพาราเซตามอลเป็นสาเหตุทั่วไปของภาวะตับวายเฉียบพลันในสหรัฐอเมริกา” โฆเซ มาเนาโตว นักพิษวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอนเน็กติคัต กล่าว

ประชาชนควรมั่นใจว่า ตัวเองไม่แพ้ยาที่กำลังบริโภค เนื่องจากในทางการแพทย์ทั่วโลก ตัวยาที่ใช้สำหรับไข้หวัดและยานอนหลับบางชนิดมีส่วนผสมของอะเซตามิโนเฟน ในช่วงรับประทานยาชนิดนี้ ควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะตับต้องทำหน้าที่ขับสารพิษมากเกินไป และอาจมีสารพิษตกค้างในร่างกาย

คลอโรควิน (chloroquine) และอะซิทรอมไมซิน (azithromycin)

ในช่วงนี้ บุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อหาวิธีรักษาโรคโควิด-19 และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงยาสองชนิดที่ใช้ในโรงพยาบาลมานานกว่าสิบปี ชนิดแรกคือยาปฏิชีวนะ อะซิทรอมไมซิน และยาต้านมาลาเรีย คลอโรควิน

ในความเป็นจริง องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาไม่รับรองตัวยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการรักษาโรคไขข้อและโรคผิวหนังติดเชื้อ แต่รับรองการใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับอะซิทรอมไมซิน เพื่อรักษาโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์ทั่วโลกรวมถึงแอนโทนี เฟาซี หัวหน้าสถาบันแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ด้านโรคติดต่อและภูมิแพ้ ออกมาแสดงความเห็นเรื่องข้อควรระวังการใช้ยาชนิดนี้

การรักษาโควิด-19

“สิ่งที่คุณได้ยินกันนั้น เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย” เฟาซิกล่าวในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และเสริมว่า “งานของผมไม่เพียงแค่พิสูจน์ว่ายาชนิดนั้นปลอดภัย แต่ต้องเป็นยาที่ใช้ในการรักษาได้จริงด้วย”

การใช้ยาคลอโรควินจัดเป็นการศึกษากับผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศสและจีนเท่านั้น สำหรับประเทศฝรั่งเศสใช้ยาชนิดนี้กับผู้ป่วยจำนวน 36 คน และเจาะจงเฉพาะผู้ป่วยที่ยืนยันว่าพบเชื้อไวรัสในร่างกาย ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการหนักในฝรั่งเศส เลือกใช้ตัวยาไฮดรอกซีคลอโรควิน

“เราไม่มีข้อมูลแบบสุ่ม การทดสอบแบบไม่มีกลุ่มควบคุม ทำให้เราไม่ทราบว่าคนปกติจะแสดงผลอย่างไร” แอนนี ลิวต์เคเมเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อ HIV และโรคติดต่อ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก กล่าว

อ่านเพิ่มเติม: ประเทศจีนแก้ปัญหาเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร

การรักษาด้วยตัวเองโดยใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินและอะซิทรอมไมซิน อาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เนื่องจากยาทั้งสองชนิดส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจและเพิ่มความเสี่ยงให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศส่งตัวยาทั้งสองชนิดนี้ไปยังนิวยอกร์ก ไม่นานหลังจากนั้น โรงพยาบาลในแอริโซนารายงานว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการใช้ยาคลอโรควีนฟอสเฟต (chloroquine phosphate) เกินขนาด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประเทศไนจีเรียรายงานว่า ผู้ป่วยสองคนที่ใช้ยาคลอโรควีนเกินขนาด เสียชีวิตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ จำนวนผู้ป่วยที่ล้นแผนกฉุกเฉินเนื่องจากการรักษาตัวเองแบบสุ่มเสี่ยง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของพวกเขามากขึ้นไปอีก” แดเนียล บรูกส์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลด้านยาและพิษวิทยาในเมืองฟีนิกส์ กล่าว

ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงปลอดภัยจริงหรือ?

ยาที่มีฤทธ์ยับยั้ง ACE คือยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และถูกนำมาใช้ในกรณีของโควิด-19 เช่นกัน ซึ่งรายงานบางฉบับแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยควรงดรับประทานยาชนิดนี้ ถ้ามีอาการแทรกซ้อน

ในรายงานของวารสาร British Medical นักวิจัยตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาต้าน ACE อาจทำให้โคโรนาไวรัสเข้าติดเชื้อในปอดได้ง่ายขึ้น โดยข้อกังวลนี้เริ่มมาจากเชื้อโรค SARS และโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เข้าโจมตีเซลล์ด้วยการจับกับโปรตีนที่ชื่อว่า angiotensin-converting enzyme 2 หรือ ACE2 ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบได้บนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและปอด มีบทบาทช่วยเรื่องการควมคุมความดันโลหิต

หนึ่งในผลของการใช้ยายับยั้ง ACE คือเซลล์จะผลิด ACE2 เพิ่มมากขึ้น การศึกษาในปี 2005 พบหลักฐานที่ชี้ให้เห็นปริมาณ ACE2 ที่เพิ่มขึ้นในหนูทดลอง และในปี 2015 การสำรวจผู้ป่วยที่รับยายับยั้ง ACE พบว่า ปริมาณ ACE2 ในปัสสาวะเพิ่มขึ้น

การรักษาโควิด-19
กระบวนการเข้าสู่เซลล์มนุษย์ของเชื้อโควิด-19

แต่ในปัจจุบัน ยังไม่พบว่ายายับยั้ง ACE แสดงผลทางลบในผู้ป่วยโควิด-19 ตามคำกล่าวขององค์กรความร่วมมือด้านโรคหัวใจ แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยที่กำลังอยู่ระหว่างรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตให้รับยาได้ตามปกติ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากแพทย์ที่ทำการรักษาท่าน

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 แต่ก็ยังมีเรื่องดีแฝงอยู่ นั่นคือยายับยั้ง ACE มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ดังนั้นอาจช่วยให้ปอดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 รับมือได้ดีขึ้น

“ข้อมูลดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเปรียบเทียบกลุ่มคนที่รับและไม่รับยาชนิดนี้ และศึกษาความแตกต่าง” เพิร์ลเมนกล่าวและเสริมว่า “แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติได้จริง เพราะเป็นเรื่องขัดต่อจริยธรรม”

“ทั้งหมดทั้งมวล ถ้าคุณรู้สึกหายใจลำบาก หรือมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ เราอยากให้คุณมองว่าเป็นอาการฉุกเฉิน” ปูร์วี ปาริกห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อและภูมิแพ้ NYU Langone ในนิวยอร์ก กล่าว ถ้าคุณเลือกรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชน นี่คือตัวหนึ่งตัวอย่างที่คุณควรรู้ไว้

ในเมืองแฟร์แฟกซ์ รัซเวอร์จีเนีย บุคลากรทางการแพทย์ตั้งเต็นท์ไว้กลางแจ้ง เพื่อแยกผู้ป่วยที่มีการการเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจกับผู้ป่วยรายอื่นๆ รวมถึงแยกโซนระหว่างนั่งรอตรวจของผู้ป่วย โดยห่างกันประมาณ 2 เมตร

เนื่องจากจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยทั่วสหรัฐฯ มีอย่างจำกัด แพทย์ในเมืองแฟร์แฟกซ์ให้ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมาก หรือผู้ป่วยที่ “คาดว่า” มีเชื้อโควิด-19 ให้แยกตัวเองอยู่ในที่พักอาศัย เพื่อป้องกันปํญหาผู้ป่วยเกินจำนวนการรองรับของโรงพยาบาล

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เจ้าหน้าที่มักเริ่มต้นด้วยการตรวจวัดระดับออกซิเจน ความดัน และปริมาณของเหลวในปอด และพยายามรักษาสมดุลภายในระบบต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้อาจให้ยาลดไข้ เพราะความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายอาจทำลายเซลล์ได้

ผู้ป่วยวิกฤติจากโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่มักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์ เพื่อควบคุมการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บุคลากรทางการแพทย์กังวลเกี่ยวกับจำนวนเครื่องช่วยหายใจที่อาจไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย

กรณีร้ายแรงที่สุดของผู้ป่วยโควิด-19 คืออาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) เนื่องจากเนื้อเยื่อปอดเสียหายอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อ การะบวนรักษาอาการนี้ในโรงพยาบาลคือ ผู้ป่วยต้องนอนราบและต่อเครื่องช่วยหายใจ ควบคุมปริมาณของเหลว โดยใช้อัตราการหมุนเวียนของอากาศระดับต่ำ เพื่อป้องกันถุงลมปอดฉีกขาด

ในห้องพักของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดความชื้นที่ผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เครื่องให้ออกซิเจนที่ช่วยส่งออกซิเจนเข้าสู่ปอด เพราะอาจทำให้ปริมาณเชื้อ SARS-CoV-2 เพิ่มสูงขึ้น

ยารักษาโควิด-19 ที่มีความเป็นไปได้สูง

นักวิจัยและแพทย์ทั่วโลกกำลังแข่งขันกังบเวลา เพื่อทดสอบวิธีการรักษาที่หลากหลายสำหรับรับมือกับโรคโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ที่เราสัมภาษณ์ให้ความสนใจไปที่ยาเรมเดซิเวียร์ ยาต้านไวรัสที่พัฒนาโดย Gilead Sciences

“ตัวยาที่ผมไว้ใจตอนนี้คือเรมเดซีเวียร์” เพิร์ลแมนกล่าว

เรมเดซิวเยร์ทำงาานโดยเลียนแบบตัวยับยั้งอาร์เอ็นเอของไวรัส เพื่อไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น ในงานศึกษาของนักวิจัยชาวจีนที่ถูกกกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในวารสาร Cell Research แสดงให้เห็นว่า ยาเรมเดซีเวียร์ขัดขวางการจำลองตัวของ SARS-CoV-2 ในห้องปฏิบัติการ แต่ตัวยายังอยู่ภายใต้การทดลอง ตัวยาเรมเดซีเวียร์ถูกคิดค้นขึ้นมาครั้งแรกเพื่อใช้รักษาโรคอีโบลา แต่การทดสอบทางคลีนิคในมนุษย์ยังไม่มีการยืนยันผล

ต้องยอมรับว่า วิธีการรักษาที่เหมาะสมจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดลอบระดับคลินิคในมนุษย์ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร “หากมองย้อนกลับไป มันคงเป็นเรื่องดีหากเราทุ่มเทการศึกษาเรื่องยาต้านโคโรนาไวรัส” เพิร์ลแมนกล่าวและเสริมว่า “ตอนนี้อาจจะพูดง่าย แต่เมื่อห้าเดือนที่แล้วมันไม่ง่ายเหมือนตอนนี้”

เรื่อง MICHAEL GRESHKO

กรณีตัวอย่างที่อ้างถึงในบทความนี้ รวบรวมโดยกองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น 


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเชื้อโควิด-19 ไม่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยมนุษย์

เรื่องแนะนำ

ยีน (Gene) มีผลแค่ไหนต่อความสูง

พ่อแม่ก็สูงนี่หน่า แต่ทำไมเราถึงตัวเตี้ย แท้จริงแล้วส่วนสูงนี่มันเกี่ยวกับ ยีน หรือว่าเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่กันแน่

InSight ยานสำรวจของ NASA ลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ

InSight ยานสำรวจของ NASA ลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ ดาวอังคาร เพิ่งจะต้อนรับยานสำรวจลำใหม่ล่าสุดชื่ออินไซต์ InSight (Interior Exploration using Seismic Investigations, Geodesy and Heat Transport) ที่ลงจอดบนผิวดาวเคราะห์แดงดวงนี้ หลังจากรอนแรมเดินทางในห้วงอวกาศกว่าเจ็ดเดือน เป็นระยะทางกว่า 458 ล้านกิโลเมตร จากพื้นโลก ยานอินไซต์จะปฏิบัติภารกิจอยู่บนดาวอังคารเป็นเวลาสองปี โดยจะทำการสำรวจลึกเข้าไปภายในพื้นผิวของดาวอังคาร เก็บข้อมูลทั้งลักษณะทางกายภาพของดาวเคราะห์ ชั้นหินที่ลึกลงไป รวมไปถึงสำรวจโลกและดวงจันทร์จากดาวอังคาร อุปกรณ์ที่ติดตั้งไปด้วยคือ Heat Flow and Physical Properties Probe, (HP3) สำหรับวัดอุณหภูมิภายในดาวอังคาร โดยมีเครื่องมือขุดเจาะลงไปในพื้นผิวดาวอังคารประมาณ 5 เมตร นับเป็นระยะลึกเกินกว่าที่จะมีใครเคยขุดเจาะมาก่อน และ HP3 จะทำการวัดอุณหภูมิและความร้อนที่แกนกลางของดาวอังคารปลดปล่อยออกมา เพื่อที่จะบอกข้อมูลเกี่ยวกับความร้อนแกนกลางที่ดาวอังคารปลดปล่อยออกมา ในขณะเดียวกัน อุปกรณ์ Rotation and Interior Structure Experiment (RISE) ก็จะทำการวัดตำแหน่งของดาวอังคารอย่างละเอียด เพื่อวัดอัตราการ “ส่าย” […]

นักพยากรณ์อากาศทราบได้อย่างไรว่าพายุจะเดินทางไปไหน?

น่าทึ่งที่นักพยากรณ์อากาศสามารถทราบล่วงหน้าว่าพายุจะมาถึงที่ใด ในเวลาใด การมาถึงของ “พายุปาบึก” คือโอกาสบนวิกฤตที่เราจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเดินทางของวาตภัยกันให้ลึกซึ้งกว่าเดิม

ใบหน้าใหม่ของเคที

เรื่องราวต่อไปนี้อาจทำใจยากที่จะอ่าน แต่เราขอให้คุณติตดามการเดินทางอันน่าทึ่งของเคที สตับเบิลฟีลด์ หญิงสาวที่สูญเสียใบหน้าไปเมื่ออายุ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าใหม่ตอนอายุ 21 ปี นี่คือเรื่องราวของบาดแผล อัตลักษณ์ การฟื้นตัว การอุทิศตน และปาฏิหาริย์ทางการแพทย์อันน่าทึ่ง