World Update: อาจมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวเป็นศัตรูมนุษย์ 4 แห่ง ทางช้างเผือก

World Update: อาจมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาว เป็นศัตรูมนุษย์ 4 แห่งที่ทางช้างเผือก

อาจมีอารยธรรมเอเลี่ยนที่เป็นศัตรูมนุษย์อยู่ 4 อารยธรรมในทางช้างเผือก

สิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘เอเลี่ยน’ ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวอารยธรรมมนุษย์เข้ามากเรื่อย ๆ นับตั้งแต่เราเริ่มสำรวจจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้ นักดาราศาสตร์ระบุถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมี ‘อารยธรรมเอเลี่ยน’ อยู่หลายล้านแห่ง แม้แต่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราก็อาจมีอยู่กว่า 15,785 อารยธรรม ซึ่งนำคำถามมายังอัลเบอร์โต คาบัลเลโร (Alberto Caballero) ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ ‘พวกเขา’ จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์

คาบัลโลไม่ใช่นักฟิสิกส์หรือนักดาราศาสตร์ แต่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการแก้ไขข้อขัดแย้งแห่งมหาวิทยาลัยวีโก (University of Vigo) ประเทศสเปน เขาเผยแพร่บทความผ่านคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ถึงความเป็นไปได้นี้โดยการเริ่มต้นจากการศึกษาความขัดแย้งของมนุษย์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

เขานับจำนวนประเทศที่บุกรุกประเทศอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 1915 ถึงปี 2022 และเพิ่มปัจจัยความน่าจะเป็นอื่น ๆ เช่น งบทางการทหาร หรือค่าเฉลี่ยความสามารถในการรุกรานประเทศอื่น ๆ ออกมาเป็น “ความน่าจะเป็นของมนุษย์ในปัจจุบันที่จะบุกรุกอารยธรรมนอกโลก” จากนั้นคำนวณเข้ากับความเป็นไปได้ที่ทางช้างเผือกจะมีดาวเคราะห์ที่อาศัยอยู่ได้และพัฒนาเป็นอารยธรรม

คาบัลเลโรสรุปว่าอารยธรรมประเภทที่ 1 ในการจัดกลุ่มของ ‘มาตราวัดคาร์ดาเชฟ (Kardashev Scale) ’ ที่จะเป็นศัตรูกับมนุษย์มีอยู่ราว 0.22 แห่ง แต่เมื่อพิจารณารวมเข้ากับอารยธรรมที่ ‘ยังไม่สามารถเดินทางข้ามดวงดาวได้เช่นเดียวกับมนุษย์นั้น ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.42 หรือกล่าวเป็นตัวเลขโดยประมาณคือ 4 แห่ง

“ถึงจะมีเอเลี่ยน 4 แห่งที่อาจบุกโจมตีโลก แต่นั่นคือการคำนวณตามหลักความเป็นไปได้พื้นฐานเท่านั้น” คาบัลเลโรกล่าว “อันที่จริงเราไม่อาจทราบถึงความรู้สึกนึกคิด อีกทั้งไม่อาจคาดเดาถึงโครงสร้างของสมอง วัฒนธรรม ระบบคุณค่า รวมทั้งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้เลยว่ามีอยู่หรือไม่” พร้อมเสริมว่าหัวข้อเหล่านี้ยังถูกละเลย ไม่มีใครสนใจ

เขาได้พูดถึงความหวั่นเกรงจากทั้งตัวเขาเองและนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในเรื่องการส่งข้อความออกไปยังอวกาศห้วงลึกซึ่งอาจกระตุ้นการบุกรุกจากที่อื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตามเขาระบุว่าความเป็นไปได้นั้นน้อยกว่าความเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

“แม้จะเป็นความจริงที่ว่า ความเป็นไปได้ที่จะถูกรุกรานจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีน้อยกว่าการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยมรณะ แต่ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไข หรือกฏระเบียบใด ๆ ในการส่งข้อความวิทยุหรือเลเซอร์ข้อมูลระหว่างดวงดาวอย่างจริงจังมากขึ้น”

ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐ ฯ ได้ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการสืบสวนสอบสวนถึงเหตุการณ์ของวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ หรือ ยูเอฟโอ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยให้กับสาธารณะ เพื่อความก้าวหน้าเรื่องสิ่งมีชีวิตต่างดาวในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เพราะความเป็นไปได้นั้นแม้จะน้อยกว่าหนึ่ง แต่ก็ไม่เท่ากับศูนย์แต่อย่างใด

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

https://www.livescience.com/malicious-alien-civilizations-odds?fbclid=IwAR0DPAMfFgdXIlghOjmmdbe-ufbRgv675WnRnL7OI8FQwdCBm4DVExhfnPE

https://www.vice.com/en/article/qjbgkm/there-are-4-malicious-extraterrestrial-civilizations-in-milky-way-researcher-estimates

https://www.bbc.com/thai/international-61665843

เรื่องแนะนำ

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate)

ในบรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าร้อยละ 97 ของอาณาจักรสัตว์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) คือกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนกลางภายในร่างกาย ไม่มีไขสันหลัง (Spinal Cord) หรือกระดูกสันหลัง (Vertebrae) ซึ่งทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของร่างกาย รวมถึงไม่สามารถสร้างและพัฒนากระดูกขึ้นเองได้ นอกจากนี้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในโลกอีกด้วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 97 ของสัตว์ทั้งหมดบนโลก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ขาปล้อง เช่น แมลงมีจำนวนชนิดพันธุ์มากกว่าหนึ่งล้านชนิด ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีกในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังมีเพียง 5,000 และ 10,000 ชนิด ตามลำดับ เท่านั้น โครงสร้างของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีโครงสร้างทางร่างกายที่หลากหลาย การปราศจากกระดูกสันหลังและไขสันหลังเป็นแกนหลักของร่างกาย ส่งผลให้สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ภายนอกร่างกายหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างแข็งภายนอก” (Exoskeleton) เพื่อป้องกันอวัยวะภายใน ในสัตว์บางชนิดมีระบบกล้ามเนื้อและช่องว่างภายในที่เต็มไปด้วยของเหลวหรือที่เรียกว่า “ระบบโครงร่างของเหลว” (Hydrostatic Skeleton) เป็นแกนหลักในการคงรูปร่างและบังคับควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น แมงกะพรุนและหนอน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดมีระบบประสาทและเซลล์ประสาท (Neuron) เช่นกัน ถึงแม้ไม่มีกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะดังกล่าวเหมือนอย่างกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังก็ตาม วิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง การย้อนรอยเพื่อศึกษาวิวัฒนาการของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังยังเป็นเรื่องยากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) ไม่สามารถคงสภาพเนื้อเยื่อไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ขาดหลักฐานในการสืบค้นไปจนถึงจุดกำเนิดของสัตว์กลุ่มนี้ แต่จากการค้นพบฟอสซิลของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังครั้งแรก […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

ผู้หญิงเสียเปรียบเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง

‘ความกังวลด้าน สุขภาพผู้หญิง ถูกเพิกเฉยและบิดเบือนเป็นเรื่องการเมือง’ แพทย์หญิงผู้เขียนบทความนี้กล่าว ใบสั่งยาของเธอเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ก็คือ ผู้หญิงต้องก้าวออกมาพูดให้โลกรู้ ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 ฉันดูแลรักษาผู้ป่วยมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งคนชราและคนหนุ่มสาว คนรวยและคนจน ผู้ชายและผู้หญิง นอกจากนี้ ฉันยังเฝ้าสังเกตผู้ติดตามที่มากับคนไข้ ขณะที่พวกเขารับมือกับวิกฤติทางสุขภาพ ท่ามกลางหน้าที่การงาน ครอบครัว และภาระผูกพันทางการเงิน บ่อยครั้งภาระเกือบทั้งหมดตกอยู่กับผู้หญิง ซึ่งรับหน้าที่เป็นสองเท่า สามเท่าหรือสี่เท่า ในการดูแลลูก คู่ครอง พ่อแม่ และผู้เป็นที่รักอื่น ๆ ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือโออีซีดี (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) ระบุว่า ผู้หญิงทั้งโลกใช้เวลาปีละกว่า 1.1 ล้านล้านชั่วโมงในการดูแลเด็กและคนชรา โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้ชายใช้เวลาแค่ราวหนึ่งในสาม ในบทบาทนักเขียน แน่นอนว่าฉันเป็นนักเล่าเรื่อง ฉันดัดแปลงเรื่องราวของผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อแต่งเป็นเรื่องราวของตัวละคร ฉันเชื่อว่าหมอที่ดีจะต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย ฉันยึดแนวปฏิบัติที่เรียกกันว่า เวชปฏิบัติเรื่องเล่า ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วหมายถึงการรับฟังเรื่องราวของผู้ป่วยอย่างตั้งใจ การอ่านสัญญาณที่ร่างกายผู้ป่วยถ่ายทอดออกมาและการนำทั้งสองสิ่งนั้นมาสร้างเรื่องเล่าเพื่อวินิจฉัยและรักษาโรค ดูอย่างเรื่องของเมริดิท เป็นต้น เธอเป็นศัลยแพทย์ เป็นแม่ม่ายมีลูกยังเล็กสามคน และไม่เพียงได้รับรางวัลเกียรติยศทางอาชีพ แต่ยังมีเวลาให้กับลูกและชีวิตทางสังคมด้วย […]

การเติบโตของ ประชากรมนุษย์

ประชากรมนุษย์ กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างในการดำรงเผ่าพันธุ์ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ในการศึกษาเรื่องประชากรเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถเตรียมแผนรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้  ประชากรโลก (World Population) หมายถึง จำนวน ประชากรมนุษย์ ทั้งหมดที่ยังดำรงชีวิตอยู่บนโลก ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรโลกมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 7.8 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ในการศึกษาประชากรหรือ “ประชากรศาสตร์” (Demography) รูปแบบการเติบโตของประชากรมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศมากนัก ตามอัตราการเกิด-ตาย อัตราการอพยพเข้า-ออก รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด (Carrying Capacity) ทั้งปริมาณอาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ประชากรโลกในอดีต ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินพืชและล่าสัตว์เฉกเช่นสัตว์ผู้ล่าทั้งหลายในระบบนิเวศ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์อยู่เพียง 5 ล้านคน ถึงแม้ในเวลาต่อมา มนุษย์จะหันมาริเริ่มทำการเพาะปลูก รู้จักเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ครั้งใหญ่ ประชากรเกิดใหม่ยังนับว่ามีจำนวนไม่แตกต่างจากผู้เสียชีวิตมากนัก ทำให้หญิงสาวในยุคดังกล่าว ส่วนใหญ่อาจมีบุตรมากถึง 6 หรือ 7 […]