ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังพัฒนาดาวเทียมอะไรบ้าง และมีความก้าวหน้าอย่างไร

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดาวเทียมในประเทศไทย

ช่วงเวลาแห่งวันหยุดพักผ่อน อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่หลายคนรอคอย เพื่อได้พักผ่อนสมองที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน และใช้เวลากับตัวเอง และคนใกล้ชิดรอบข้าง ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่ปรารถนาที่จะได้ใช้วันหยุดเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไปดื่มด่ำบรรยากาศตามแหล่งท่องเที่ยว สวยๆ ต่างๆ ทั่วประเทศ

ในบรรดาการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมักได้รับความนิยมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดยาว หรือหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะเป็นอะไรที่สะดวก และสบายใจ เสน่ห์ของการเดินทางโดยรถยนต์คือ การมองเห็นความสวยงามของทัศนียภาพระหว่างทาง ทั้งวิถีชีวิตผู้คน บ้านเรือน ไร่นา ชุมชน และทิวทัศน์ธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนทำให้การเดินทางในแต่ละครั้งพิเศษขึ้นกว่าเดิม

เมื่อลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมการเดินทางโดยรถยนต์ในปัจจุบันเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น ปลอดภัย และมีสีสันมากกว่าสมัยก่อน จึงพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น คือระบบนำทางที่มีความแม่นยำ ประกอบกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม ทำให้เราสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ตรวจสอบสภาพอากาศ ค่าฝุ่นละอองในอากาศ เลือกเส้นทาง รวมไปถึงร้านอาหารในละแวกใกล้เคียง

ระบบนำทางและการสื่อสารนั้นเกิดขึ้นจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงขึ้น โดยอาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของระบบเทคโนโลยีดาวเทียม  สำหรับประเทศไทย หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ต่างก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดาวเทียม จึงได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มาโดยตลอด 

ดาวเทียมไทยโชติ หรือ THEOS I

สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) เป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย โดยเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับนโยบาย หรือหน่วยงานระดับปฏิบัติ ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ  รวมทั้งยังให้บริการวิชาการด้านทรัพยากรและภัยพิบัติที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ผ่านการทำงานของดาวเทียมสำรวจทรัพยากร โดยประเทศไทยมีดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ดวงแรก คือดาวเทียมไทยโชต (ชื่อเดิม THEOS-I)  ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อการสำรวจทรัพยากรโดยเฉพาะ และยังคงปฏิบัติภารกิจอยู่ในห้วงอวกาศเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยมายาวนานกว่า 12 ปี 

เพื่อให้การสานต่อภารกิจด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการปลดประจำการของดาวเทียมไทยโชต ปัจจุบัน จิสด้ากำลังดำเนินการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ ระบบดาวเทียม THEOS-2  ซึ่งภายใต้ระบบดังกล่าวจะมีการพัฒนาดาวเทียม 2 ดวง ดวงแรกจะเป็นดาวเทียมรายละเอียดสูง 50 ซม. เพื่อใช้งานด้านการวางแผนและติดตามเชิงพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งการจัดการน้ำ การจัดการเกษตร ความมั่นคงทางสังคม การจัดการภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการในภาวะวิกฤตต่างๆ ของประเทศ เป็นต้น ส่วนดาวเทียมอีก 1 ดวง จะเป็นดาวเทียมเล็กขนาดไม่เกิน 100 กก. ที่จะสร้างเองในประเทศไทย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของคนไทยและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ 

นอกจากนี้ ยังองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ ภายใต้ระบบดาวเทียม THEOS-2 อาทิ การพัฒนาระบบการผลิต การบริการภาพถ่าย และภูมิสารสนเทศจากดาวเทียมที่อยู่ในเครือข่ายกว่า 30 ดวง, การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้งานภูมิสารสนเทศจากดาวเทียม, การพัฒนาระบบประยุกต์ใช้แผนที่และภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมตามภารกิจของหน่วยปฏิบัติต่างๆ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในการสร้างดาวเทียมและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าระบบดาวเทียม THEOS-2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งดาวเทียมไปโคจรนอกโลก แต่ THEOS-2 คือการสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ข้อมูลสำคัญจากอวกาศเชื่อมโยงกับข้อมูลบนพื้นดินและมนุษย์ และกลายมาเป็นบิ๊กดาต้า (Big data) ที่พวกเราทุกคนสามารถเข้าถึง และนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน 

หากจะอธิบายอย่างง่ายที่สุด “บิ๊กดาต้า” ก็คือ “ดาต้า” หรือข้อมูลทุกๆ อย่างที่มีในระบบ หรือที่เราสามารถจัดเก็บได้จากพื้นที่ต่างๆ  หมายรวมถึงข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่ข้อมูลเชิงพฤติกรรรมของผู้บริโภค ภาพ เสียง หรือข้อความทุกอย่างที่อยู่ในระบบออนไลน์ ผลสำรวจประชากร และที่สำคัญข้อมูลภูมิสารสนเทศที่เราได้จากอวกาศก็ถือเป็น “บิ๊กดาต้า” หนึ่งที่มีผลกับชีวิตของคนไทย เพราะข้อมูลภาพถ่ายจากอวกาศจะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร การใช้ประโยชน์จากที่ดิน ตลอดจนความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคน 

จุดสำคัญของการใช้ประโยชน์จาก “บิ๊กดาต้า” ก็คือ เราจะต้องหาวิธีการที่จะจัดเรียงและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีมากอย่างมหาศาลนี้ ให้มีประสิทธิภาพและทันต่อการใช้งาน  งานที่ซับซ้อนในระดับนี้เราจะต้องอาศัยระบบ  Actionable intelligence หรือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานร่วมกับปัญญาของมนุษย์  เพื่อสร้างระบบการทำงานที่จะวิเคราะห์ข้อมูล “บิ๊กดาต้า” ให้สามารถนำมาใช้ปฏิบัติงานได้จริง  ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้มนุษย์วิเคราะห์ในการตัดสินใจได้อย่าง “รอบด้าน” และ “ชัดเจน” ยิ่งขึ้น

ดาวเทียมที่อยู่ภายใต้ระบบดาวเทียม THEOS-2 จะต้องถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศที่สำคัญร่วมกับดาวเทียมอื่นๆจากทั่วโลกอีกกว่า 30 ดวง และจะกลายมาเป็น “บิ๊กดาต้า” ในเชิงพื้นที่ที่สำคัญของคนไทย  ฉะนั้น หากเรามีระบบการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ ข้อมูล “บิ๊กดาต้า” จะสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา วางแผน และการตัดสินใจของเราทุกคน

ในอนาคต เราจะสามารถวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจ ผ่านข้อมูลอย่างรอบด้าน  ทั้งความสอดคล้องของนโยบายและโครงการทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่  คุณภาพชีวิตของประชากร  การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการลดความเหลื่อมล้ำ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Actionable intelligence จะช่วยพวกเราวิเคราะห์ข้อมูลจากอวกาศและทุกปัจจัยที่รวมอยู่ใน “บิ๊กดาต้า” เพื่อให้ทุกแผนงานหรือโครงการที่จะเกิดขึ้น เติบโตและพัฒนาอย่างสอดคล้องกันบนพื้นที่นั้นๆ  สร้างวิถีในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์ต่อมนุษย์ แต่สัมพันธ์ไปถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ด้วย

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม THOES-2 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดาวเทียมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องขององค์ความรู้และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่จะผสานข้อมูลที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งจากอวกาศ บนแผ่นดิน และมนุษย์ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนและแบ่งปันสู่พวกเราทุกคนอย่างเท่าเทียม

ขณะนี้ความคืบหน้าการดำเนินงานของระบบดาวเทียม THEOS-2 อยู่ในกระบวนการที่เข้มข้น และสามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ทุกประการ ซึ่งเราคาดว่าในช่วงกลางปี 2565 ประเทศไทยจะได้ใช้งานระบบดาวเทียม THEOS II อย่างแน่นอน

ภาพจำลองดาวเทียม THEOS II ที่อยู่ระหว่างการผลิตและพัฒนา


ขอขอบคุณ  สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 

เรื่อง ปุญญาวีร์ ศรีสันเทียะ 

เรื่องแนะนำ

World Update: ภาพกาแล็กซีที่ห่างไกลที่สุดภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์

นาซาเผยแพร่ภาพแรกของกลุ่มดาราจักรที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 13 พันล้านปีก่อน เป็นภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) และเป็นภาพห้วงอวกาศที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของจักรวาลที่ถูกบันทึกไว้นี้นักดาราศาสตร์เรียกมันว่า ‘SMACS 0723’ ซึ่งอยู๋ในบริเวณท้องฟ้าซีกโลกใต้ เจมส์เวบบ์ใช้เวลากว่า 12.5 ชั่วโมง ในการจ้องมองพวกมันและถ่ายภาพออกมา แสดงให้เห็นถึงกาแล็กซีหลายพันแห่งเป็นครั้งแรก ชนิดที่ไม่เคยได้เห็นจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล “เราเคยเห็นภาพกระจุกดาราจักรที่อยู่ห่างไกล และบิดเบี้ยวด้วยแรงโน้มถ่วงอันรุนแรงจากดาราจักรที่อยู่ตรงหน้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล” เฟร็ด วัตสัน (Fred Watson) นักดาราศาสตร์จากออสเตรเลียกล่าว “แต่ภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเวบบ์นี้ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดและความลึกแบบใหม่อันน่าทึ่ง ที่ตอนนี้กาแล็กซีในระยะทางที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้เปิดเผยออกมาแล้ว นับเป็นการเริ่มต้นอันน่าทึ่งจากเครื่องมืออันยอดเยี่ยมนี้” กล้องโทรทรรศน์เจมส์เวบบ์ถูกสร้างขึ้นโดยมีสองเป้าหมายหลักคือ การมองเข้าไปยังในพื้นที่อวกาศที่ไกลที่สุด และการมองหาดาวเคราะห์รอบนอกระบบสุริยะที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ตอนนี้มันทำงานได้อย่างไม่มีที่ติเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำเนิดของจักรวาลให้แก่มนุษยชาติ  “แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที และมันเดินทางจากจุดเล็ก ๆ ในภาพมานานกว่า 13 พันล้านปี เพื่อมาถึงสายตาพวกเรา” บิล เนลสัน (Bill Nelson) จากนาซากล่าว แต่เจมส์เวบบ์จะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เนลสัน กล่าวว่าพวกเขาจะมองย้อนกลับไปให้ไกลกว่าเดิมอีก 500 ล้านปี เข้าใกล้จุดก่อเกิดจักรวาลที่สุดเท่าที่จะทำได้ […]

การผุพัง การกร่อน และการกัดเซาะ

กระบวน การผุพัง การกร่อน และการกัดเซาะ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแผ่นดิน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งปัจจัยทางกายภาพ ทางเคมี และกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต การผุพัง (Weathering) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของหินบนพื้นผิวโลก ไม่ว่าจะเป็นการแตกหัก ผุพัง หรือยุบสลายของหินจากปัจจัยต่าง ๆ ในธรรมชาติหรือจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งนับเป็นกระบวนการแรกเริ่มของการก่อกำเนิดดินและการเจริญงอกงามของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ การผุพังสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ การผุพังทางกายภาพ (Mechanical Weathering) เป็นกระบวนการผุพังของหินที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูปร่างภายนอก โดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อหิน โดยมีสาเหตุจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การกระทำของคลื่น ลม และการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างกันจนเกิดการผุพังและแตกสลาย การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอากาศ ในช่วงกลางวันและกลางคืน ความแตกต่างของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อการขยายตัวและการหดตัวของหิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำตามธรรมชาติ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง ซึ่งก่อให้เกิดน้ำแข็งตามรอยแตกหรือรอยแยกของก้อนหิน สามารถสร้างแรงดันที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของรอยแตกร้าวและการผุพังได้ง่าย การกระทำของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งจากพืช สัตว์ และมนุษย์ เช่น การเจริญเติบโตของพืชบนรอยแตกของหิน การขุดเจาะของสัตว์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ การผุพังทางเคมี (Chemical […]

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “ สตาร์ วอร์ ” ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

เรื่องราวจากกาแลกซีอันไกลโพ้น แม้นานมาแล้ว สตาร์ วอร์ส ยังคงสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แก่แฟนหนังอยู่เสมอ เรื่องราวจากกาแลกซีอันไกลโพ้นเต็มไปด้วยจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ล้ำสมัยมากมายซึ่งสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้แก่แฟนหนังอยู่เสมอ คุณ Elizabeth Holm นักวัสดุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนกล่าวว่า “ฉันคิดว่านักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนได้ความรู้สึกจากตัวหนังว่า มันก็เป็นไปได้นะ และมันทำให้ฉันจินตนาการถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบันอีกด้วย” สตาร์ วอร์สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างไร สามารถอ่านได้ที่นี่ จุดจบของดาวมรณะ “ดาวมรณะ” หรือ “เดธสตาร์” (Death Star) นั้นไม่ใช่ดวงจันทร์แต่เป็นสุดยอดขีปนาวุธของจักรวรรดิกาแลกติกที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง ไม่สมดุลกับความทนทาน คุณกาย วอล์คเกอร์ (Guy Walker) อาจารย์วิศวกรรมโยธาแห่งมหาวิทยาลัยแฮเรียต-วัตต์ ประเทศสก็อตแลนด์ และคณะของเขา ทำการศึกษาคู่มือโมเดลทางเทคนิคของเดธสตาร์และหาข้อบกพร่องของดาวมรณะโดยจำกัดเวลาเพียงสี่วัน ซึ่งเทียบเท่ากับเวลากับที่พันธมิตรกบฏ (Rebel Alliance) ใช้ในการวางแผน การวิเคราะห์ด้วยกรอบวิธี “Work domain analysis” ทำให้คุณกายและคณะสามารถยืนยันถึงความบกพร่องทางวิศวกรรมในช่องระบายความร้อนของดาวมรณะได้ นอกจากนั้นยังมีจุดอ่อนอื่นๆ เช่นระบบรักษาความปลอดภัยของระบบแรงโน้มถ่วงที่มีระดับต่ำและความอ่อนไหวต่อการโจมตีทางชีวภาพของดาว การวิจัยมีผลสรุปว่ากลวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำลายดาวมรณะที่สุดคือ “การใช้ อาร์ทูดีทู (R2-D2) สอดแทรกไวรัสคอมพิวเตอร์ไปในเครือข่ายของเดธสตาร์” ซึ่งอาจฟังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าในหนังเท่าไหร่ การแพทย์ในกาแลกซีอันไกลโพ้น สงครามในกาแลกซีอันไกลโพ้นเต็มไปด้วยอันตรายจากอาวุธนานาชนิดทั้งปืนเลเซอร์และกระบี่แสง การมีชีวิตรอดจึงต้องพึ่งพาการแพทย์และระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและล้ำสมัยอย่างแขนกลของลุค สกายวอล์คเกอร์ (Luke […]

เสือชีตาห์คงศีรษะได้อย่างไรขณะวิ่งด้วยความเร็ว?

เสือชีตาห์ คงศีรษะได้อย่างไรขณะวิ่งด้วยความเร็ว? เป็นที่รู้กันดีว่า เสือชีตาห์ คือจ้าวแห่งความเร็ว แต่นอกเหนือจากรูปร่างเพรียวลม กล้ามเนื้ออันแข็งแรงแล้ว ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญอีกซึ่งร่างกายของมันต้องการอย่างมากเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็ว ผลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2018 ในวารสาร Scientific Reports แสดงให้เห็นว่าหูชั้นในของเสือชีตาห์นั้นมีส่วนช่วยให้การล่าเหยื่อของมันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการวิจัยครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยทำการวิเคราะห์หูชั้นในของสัตว์ในวงศ์แมวใหญ่   ว่าด้วยเรื่องหู หากคุณมองภาพสโลวโมชั่นของเสือชีตาห์ขณะกำลังวิ่ง จะเห็นได้ว่ามันสามารถคงหัวของมันให้นิ่งอยู่ได้ ซึ่งช่วยให้ดวงตาของมันจับจ้องไปที่เหยื่ออย่างไม่ให้คลาดสายตาระหว่างการล่า เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของกระดูกเสือชีตาห์ว่ามีส่วนช่วยในเรื่องนี้อย่างไร Camille Grohe มุ่งเป้าไปที่การศึกษาหูชั้นใน หูชั้นในเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย มันประกอบไปด้วยช่องว่างที่บรรจุของเหลวและเซลล์ขนที่ทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์รับการเคลื่อนไหวของศีรษะ ด้วยภาพถ่ายความละเอียดสูง Grohe และทีมงานของเขาสแกนกระโหลกศีรษะจำนวน 21 กระโหลก ในจำนวนนี้บางกระโหลกเป็นของสัตว์สายพันธุ์อื่นในวงศ์แมวใหญ่ มีจำนวน 7 กระโหลกที่เป็นของเสือชีตาห์ นอกจากนั้นพวกเขายังสแกนกระโหลกศีรษะของเสือชีตาห์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในอดีตด้วย เพื่อหาดูว่าหูชั้นในของพวกมันมีวิวัฒนาการอย่างไร ผลการตรวจสอบพวกเขาพบว่าหูชั้นในของเสือชีตาห์ไม่ได้เหมือนกับสัตว์อื่นๆ ในวงศ์แมวใหญ่ ด้วยระบบการรักษาสมดุลที่มีขนาดใหญ่ของมัน และช่องภายในหูที่ยาวกว่าส่งผลให้ความสามารถในการคงศีรษะและดวงตาของมันให้อยู่นิ่งมีมากกว่าเสืออื่นๆ “กายวิภาคภายในหูของมันสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองของร่างกายต่อการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น” John Flynn ผู้ร่วมการวิจัยกล่าว ในระหว่างการแถลงข่าวผลการค้นพบ โดยที่สำคัญก็คือลักษณะเหล่านี้ไม่ถูกพบในเสือชีตาห์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นหมายความว่าความพิเศษนี้เพิ่งจะถูกพัฒนาขึ้นไม่นาน ในฐานะของสัตว์บกที่มีความรวดเร็วมากที่สุดในโลก ร่างกายของมันถูกสร้างเพื่อการวิ่งอย่างแท้จริง ด้วยน้ำหนักที่เบา กระดูกสันหลังที่ยาวและมีความยึดหยุ่น เอื้อให้มันสามารถทำความเร็วจาก […]