ธรณีสัณฐาน คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจำแนกได้อย่างไรบ้าง

ลักษณะทางกายภาพของพื้นผิวโลก

ธรณีสัณฐาน ที่แตกต่างกันบนภูมิประเทศต่างๆ สร้างความหลากหลายทางทัศนียภาพ

ธรณีสัณฐาน (Landforms) คือ ลักษณะทางกายภาพหรือรูปพรรณสัณฐานที่เกิดขึ้นบนแผ่นเปลือกโลก โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ภูเขาสูง ทะเลทราย ที่ราบลุ่ม และหุบเหวลึก

ธรณีสัณฐานเหล่านี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทั้งจากการผุพัง การกัดกร่อนและการกัดเซาะของคลื่นลมและกระแสน้ำ (Weathering) รวมไปถึงการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก (Plate Tectonics) ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือยาวนานนับล้านปีในการสร้างสรรค์และก่อกำเนิดเป็นภูมิประเทศในลักษณะต่าง ๆ บนโลก

ธรณีสัณฐานสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภทหลัก (Major Landform) ดังนี้

ภูเขาหรือเทือกเขา (Mountains) หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศที่มีระดับความสูงมากกว่าพื้นที่โดยรอบตั้งแต่ 600 เมตรขึ้นไป เป็นพื้นที่ซึ่งมีความลาดชันสูง โดยภูเขาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก จากความร้อนและความดันใต้พื้นพิภพ รวมไปถึงแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการผุพัง การกร่อน และการกัดเซาะจากกระแสลม กระแสน้ำและธารน้ำแข็งที่กระทำต่อพื้นที่โดยรอบ ภูเขาสามารถพบได้ทั้งในมหาสมุทรและบนพื้นแผ่นดิน ดังนั้น จึงมีบ่อยครั้งที่ภูเขาซึ่งเกิดขึ้นใต้ท้องทะเล ถูกเรียกว่าเป็นเกาะที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือผิวน้ำ

ธรณีสัณฐาน, กายภาพของแผ่นดิน, ลักษณะของแผ่นดิน, ที่ราบสูง, ที่ราบลุ่ม, เทือกเขา, ภูเขา

 

 

ตัวอย่างของภูเขาหรือเทือกเขาที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ได้แก่ เทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) และเทือกเขาจูรา (Jura Mountains) ของฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังมีภูเขาจำนวนมากซึ่งได้รับการจัดจำแนกเป็นกลุ่มของภูเขาไฟที่คงคุกรุ่น เช่น ภูเขาไฟวิสุเวียส (Mount Vesuvius) ในอิตาลี ซึ่งเป็นภูเขาไฟเพียงแห่งเดียวที่ยังไม่ดับในทวีปยุโรป ภูเขาไฟเอเรบัส (Mount Erebus) ในแอนตาร์กติกา ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในโลก

เนินเขา (Hills) หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศที่มีระดับความสูงมากกว่าพื้นที่โดยรอบระหว่าง 100 ถึง 600 เมตร ยกเว้นเนินเขาตามชายฝั่งทะเลที่อาจมีระดับความต่างระหว่างพื้นที่โดยรอบต่ำกว่า 60 เมตร

ธรณีสัณฐาน, กายภาพของแผ่นดิน, ลักษณะของแผ่นดิน, ที่ราบสูง, ที่ราบลุ่ม, เทือกเขา, ภูเขา

เนินเขาส่วนใหญ่ เกิดจากการสะสมและการทับถมของเศษดิน หิน และทราย จากการพัดพาของกระแสลม รวมไปถึงการกัดกร่อนและการกัดเซาะของกระแสน้ำที่กระทำต่อพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้เกิดพื้นที่ยกระดับ กลายเป็นเนินเขาที่อาจครอบคลุมพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตรไปจนถึงหลายร้อยตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ เนินเขายังสามารถเกิดจากการทับถมของลาวาที่เย็นตัวลง หลังการปะทุของภูเขาไฟ กลายเป็นเนินเขาขนาดย่อมปะปนอยู่ตามเทือกเขาสูง

ที่ราบสูง (Plateaus) หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศหรือพื้นที่ราบที่มีระดับมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,500 เมตรขึ้นไป และมีความต่างระดับระหว่างพื้นที่โดยรอบไม่เกิน 300 เมตร ยกเว้นที่ราบสูงที่เกิดจากการกัดเซาะของลำน้ำหรือธารน้ำแข็ง ที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นหุบผาสูงชัน บริเวณด้านบนสุดของที่ราบสูงมักมีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างราบเรียบและมีความลาดชันเอียงลงสู่ที่ราบข้างเคียง

ธรณีสัณฐาน, กายภาพของแผ่นดิน, ลักษณะของแผ่นดิน, ที่ราบสูง, ที่ราบลุ่ม, เทือกเขา, ภูเขา

ที่ราบสูงเกิดจากกระบวนต่าง ๆ ทางธรรมชาติเช่นเดียวกัน ทั้งจากการยกตัวขึ้นของแผ่นเปลือกโลกที่ก่อให้เกิด “ที่ราบสูงภาคพื้นทวีป” (Continental  Plateau) เช่น ที่ราบสูงเดกกัน (Deccan Plateau) ในอินเดีย และสามารถเกิดจากการทับถมกันของหินหนืดที่ปะทุจากภูเขาไฟ กลายเป็น “แผ่นลาวาบะซอลต์” ที่มีพื้นผิวราบเรียบและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เช่น ที่ราบสูงแอนทริม (Antrim Plateau) ทางตอนเหนือของไอร์แลนด์ รวมไปถึงที่ราบสูงซึ่งเกิดจากผุพัง การกัดกร่อนและการกัดเซาะจากทั้งน้ำฝน กระแสลม และการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งเป็นระยะเวลานาน เช่น ที่ราบสูงยูนนาน (Yunnan Plateau) ในจีน นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าว ยังก่อให้เกิดภูมิประเทศรองอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เนินยอดป้าน” (Butte) และ “เนินเมซา” (Mesa) เป็นต้น

ที่ราบลุ่ม (Plains) หมายถึง ลักษณะภูมิประเทศที่มีระดับความสูงหรือความต่างระดับระหว่างพื้นที่โดยรอบต่ำกว่า 100 เมตร ผิวของพื้นที่ดังกล่าวอาจมีลักษณะราบเรียบหรือเป็นลูกคลื่นเล็กน้อยจากเนินเขาขนาดย่อม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ราบซึ่งอยู่ติดชายฝั่งทะเลอาจมีระดับความลาดเอียงไม่มากนัก ที่ราบลุ่มบางแห่งอาจมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 100 เมตร หรือที่เรียกกันว่า “ที่ราบระดับสูง” (High Plain)

ธรณีสัณฐาน, กายภาพของแผ่นดิน, ลักษณะของแผ่นดิน, ที่ราบสูง, ที่ราบลุ่ม, เทือกเขา, ภูเขา

โดยทั่วไปแล้วที่ราบลุ่มนั้น เกิดจากกระบวนการทับถมของตะกอนลำน้ำและธารน้ำแข็ง รวมไปถึงตะกอน เศษหินดินทรายจากการผุพังและการกัดกร่อน ซึ่งส่งผลให้ที่ราบลุ่มนั้น เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราบซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่าน เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำคงคา และแม่น้ำแยงซีเกียง นอกจากนี้ ยังมีที่ราบซึ่งปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าเป็นบริเวณกว้าง เช่น ทุ่งหญ้าสเตปป์ (Steppe) ในรัสเซีย ทุ่งหญ้าแพรรี่ (Prairie) ในสหรัฐอเมริกาและทุ่งหญ้าแปมปัส (Pampas) ในอาร์เจนตินา

นอกจากนี้ ยังมีธรณีสัณฐานประเภทย่อยหรือ “ภูมิประเทศรอง” (Minor Landform) อีกมากมาย เช่น ทะเลสาบ หาดทราย เกาะแก่ง และสันเขากลางมหาสมุทร รวมไปถึงธรณีสัณฐานแบบคาสต์ (Karst) ที่เกิดจากการละลายตัวของหินปูน ทำให้เกิดป่าหิน สะพานธรรมชาติ ถ้ำ และอุโมงค์ต่าง ๆ อีกด้วย

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic Society – https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/landform/

Educators Group – https://schooltutoring.com/help/earth-sciences-types-of-landforms/

Encyclopædia Britannica – https://www.britannica.com/topic/landform-134931

Eartheclipse – https://www.eartheclipse.com/geology/what-are-landforms-and-major-types-of-landforms-on-earth.html

ฟิสิกส์ราชมงคล  – http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/geology/6/index_ch_6-3.htm


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การเปลี่ยนแปลงทางธรณี และแผ่นเปลือกโลก

เรื่องแนะนำ

การค้นพบครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ปี 2019

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำรวจความคิดเห็นออนไลน์ของบุคลากร ประกอบด้วยนักวิจัย อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ที่เกิดขึ้นในปี 20189 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหมดรวม 269 คน โดยสรุปผลการสำรวจข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2019 10 อันดับแรก เรียงตามลำดับดังนี้คือ ภาพถ่ายแรกของหลุมดำ เมื่อเดือนเมษายน 2019 ผู้อำนวยการ EHT (Event Horizon Telescope) ประกาศผลสำเร็จของคณะนักวิจัยใน 7 ประเทศและผลงานวิชาการหลายฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters รวมทั้งภาพถ่ายหลุมดำมวลมหาศาลเป็นพิเศษ (เท่ากับ 6.5 พันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ของเรา) ที่อยู่ใกล้กับกาแล็กซี M87 โดยหลุมดำที่ค้นพบอยู่ห่างจากโลก 5.5 ล้านปีแสง วิธีการถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลและมองไม่เห็น ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เท่ากับโลก แต่ EHT แก้ปัญหาโดยใช้ชุดกล้องนับสิบตัวที่กระจายอยู่ทั่วโลก และใช้เวลาราวสองปีในการถ่ายภาพ วิเคราะห์ และประมวลผล […]

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการจูบ

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการจูบ “จูบ คุณคิดว่าไม่สำคัญ แต่เมื่อคุณจูบฉัน ทำไมฉันสั่นไปถึงหัวใจ” จ๊วบบบบ…แต่รอยจูบอันแสนโรแมนติกอาจทำให้คุณรู้สึกอี๋ เมื่อทราบเบื้องหลังว่าการจูบแต่ละครั้งนั้นเป็นการแลกเปลี่ยนแบคทีเรียมากถึง 80 ล้านตัว ทว่าทำไมการจูบถึงยังคงถูกใช้ในการพรรณนาความรักผ่านบทเพลง บทกวีและภาพยนตร์มาหลายยุคหลายสมัย? พ่อกับแม่น่าจะเป็นคู่แรกที่แสดงให้เห็นว่าการจูบนั้นทำอย่างไร คุณซึมซับและเรียนรู้พฤติกรรมดังกล่าวมา แต่ใช่ว่าการจูบจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรักที่เป็นสากล เพราะในวัฒนธรรมทั่วโลกมีเพียง 46% เท่านั้นที่นิยมการจูบ เช่นบนเกาะ Perry ชาวเอสกิโมมีวิธีการแสดงความรักด้วยการเอาจมูกชนกันแทน กลับมาโฟกัสที่วัฒนธรรมซึ่งการจูบเป็นเรื่องสำคัญ ผลการศึกษาชี้ว่ารอยจูบที่ไม่ประทับใจนั้นส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ร้างราตามมาถึงในผู้หญิง 66% และในผู้ชายอีก 59% ทีนี้คุณคงเริ่มมองเห็นภาพแล้ว่าจูบนั้นสำคัญไฉน จากประวัติศาสตร์มีบันทึกเกี่ยวกับการจูบย้อนหลังไปไกลได้ถึง 3,500 ปีก่อน ในบันทึกภาษาสันสกฤต ที่นิยามไว้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณ นอกจากนั้นวัฒนธรรมการจูบยังพบได้ในไบเบิ้ล, กามาสุตรา และอื่นๆ อีกมากมาย พฤติกรรมการจูบค่อนข้างหาได้ยากในสัตว์อื่นๆ นอกจากเราแล้วก็มีชิมแปนซีและลิงโบโนโบเท่านั้น มีทฤษฎีสนับสนุนการจูบว่าเป็นพฤติกรรมดึกดำบรรพ์ที่เราใช้ในการยอมรับบุคคลนั้นๆ เพราะเมื่อจูบคุณจะได้กลิ่นของคนๆ นั้นชัดเจนจากการนำจมูกมาใกล้กันมีหลายงานวิจัยระบุไว้ว่าการจูบส่งผลดีต่อร่างกาย เมื่อจูบร่างกายจะหลั่งสารเซโรโทนินที่ช่วยปรับอารมณ์ของคุณให้ดีขึ้นโดพามีนถูกผลิตสร้างความพึงใจให้แก่สมอง หัวใจคุณจะเต้นแรงขึ้นจากอะดรีนาลีน และสุดท้ายฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพันนั่นคือออกซิโทซินจะถูกหลั่งออกมา ฉะนั้นแล้วไม่ว่าแบคทีเรียที่ถูกส่งต่อจะเยอะแค่ไหน ในเมื่อจูบกันมันดีขนาดนี้ ก็คุ้มค่าที่จะจูบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้จูบคนที่เรารักด้วยแล้ว…จ๊วบบ   อ่านเพิ่มเติม วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการตกหลุมรัก

แบ่งเวลา 2 นาทีมาชมความงามของโลก

แบ่งเวลา 2 นาทีมาชมความงามของโลก ชวนชมความงดงามและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบนโลกใบนี้ผ่านโปรเจค Symphony for Our World ที่จะพาคุณผู้อ่านเดินทางดำดิ่งไปยังใต้ทะเลลึกพร้อมกับฝูงสัตว์น้ำ จากนั้นชมวิถีชีวิตของสรรพสัตว์บนบก และบินทะยานขึ้นไปยังหุบเขาและท้องฟ้า พร้อมด้วยบทเพลงอันทรงพลัง แล้ว 2 นาทีที่เสียไป จะทำให้คุณรักโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น…   อ่านเพิ่มเติม 13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก