ในปัจจุบัน ประชากรมนุษย์ ในโลกมีแนวโน้มอย่างไร และทำไมเราควรศึกษาเรื่องนี้

การเติบโตของ ประชากรมนุษย์

ประชากรมนุษย์ กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างในการดำรงเผ่าพันธุ์ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ในการศึกษาเรื่องประชากรเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถเตรียมแผนรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ 

ประชากรโลก (World Population) หมายถึง จำนวน ประชากรมนุษย์ ทั้งหมดที่ยังดำรงชีวิตอยู่บนโลก ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรโลกมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 7.8 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

ในการศึกษาประชากรหรือ “ประชากรศาสตร์” (Demography) รูปแบบการเติบโตของประชากรมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศมากนัก ตามอัตราการเกิด-ตาย อัตราการอพยพเข้า-ออก รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด (Carrying Capacity) ทั้งปริมาณอาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

ประชากรโลกในอดีต

ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินพืชและล่าสัตว์เฉกเช่นสัตว์ผู้ล่าทั้งหลายในระบบนิเวศ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์อยู่เพียง 5 ล้านคน ถึงแม้ในเวลาต่อมา มนุษย์จะหันมาริเริ่มทำการเพาะปลูก รู้จักเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ครั้งใหญ่ ประชากรเกิดใหม่ยังนับว่ามีจำนวนไม่แตกต่างจากผู้เสียชีวิตมากนัก ทำให้หญิงสาวในยุคดังกล่าว ส่วนใหญ่อาจมีบุตรมากถึง 6 หรือ 7 คน เนื่องจากอัตราการรอดชีวิตของทารกเกิดใหม่จนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่สูงอย่างเฉกเช่นในปัจจุบัน

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

จนมาถึงยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงปี 1750 – 1850 ประชากรโลกในขณะนั้นมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 1 พันล้านคน ซึ่งเป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนจากการทำไร่นาไปสู่งานโรงงานและอุตสาหกรรม โดยนับเป็นยุคแรกเริ่มของการเปลี่ยนผ่าน เป็นก้าวแรกของการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ทั้งในด้านสุขอนามัย อาหาร ยารักษาโรค และการขนส่ง ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับมาตรฐานชีวิตของผู้คนในระดับต่าง ๆ ทำให้จำนวนประชากรโลก ณ ขณะนั้น มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่า อีกทั้ง อัตราการเสียชีวิตของประชากรลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มทารกและเด็กแรกเกิด

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

ประชากรโลกทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างสะสมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1963 ที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรลดลงมาอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0 – 1.5 ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์การลดลงของอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ในทุกประเทศทั่วโลก จากอดีตที่หญิงสาวส่วนใหญ่มักมีบุตรมากราว 6 หรือ 7 คน แต่จากการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพชีวิตที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการมีบทบาท สิทธิเสรีภาพ และการศึกษาที่สูงขึ้นของผู้หญิงในสังคม ส่งผลให้หญิงสาวส่วนใหญ่มีบุตรน้อยลงหลายเท่า โดยอัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.0 – 2.5 เท่านั้น

โครงสร้างของประชากรมนุษย์ (Population Structure)

ภายใต้เกณฑ์อายุและระยะการสืบพันธุ์ส่งผลให้โครงสร้างประชากรมนุษย์สามารถจำแนกออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

  • ระยะก่อนสืบพันธุ์ (Prereproductive Age) คือ ช่วงอายุ 0 – 14 ปี หรือช่วงวัยเด็ก
  • ระยะสืบพันธุ์ (Reproductive Age) คือ ช่วงอายุ 15 – 44 ปี หรือช่วงวัยหนุ่มสาว
  • ระยะหลังสืบพันธุ์ (Post Reproductive Age) คือ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือช่วงวัยชรา

โดยโครงสร้างทางอายุของประชากรมนุษย์สามารถนำมาแสดงเป็นสัดส่วนบนแผนภาพที่เรียกว่า “พีระมิดอายุ” ได้้้ 4 รูปแบบ ดังนี้

  • พีระมิดฐานกว้างยอดแหลม หรือ พีระมิดแบบขยายตัว (Expansive Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างประชากรที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถพบโครงสร้างของประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศกัวเตมาลา ซาอุดีอาระเบีย และประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น เคนยา และไนจีเรีย เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงกรวยปากแคบ หรือ พีระมิดแบบคงที่ (Stationary Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ มีรูปแบบของอัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรที่ค่อนข้างต่ำ สามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา และไทย เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงระฆังคว่ำ หรือ พีระมิดแบบเสถียร (Stable Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราการเกิดและอัตราการตายไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก สามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศสเปน เดนมาร์ก อินโดนีเซีย และออสเตรีย

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงดอกบัวตูม หรือ พีระมิดแบบหดตัว (Constrictive Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราลดลง จากจำนวนการเกิดที่ต่ำเช่นเดียวกับจำนวนการตาย โดยสามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศเยอรมัน ญี่ปุ่น บัลแกเรีย และสิงคโปร์ เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

การกระจายตัวและความหนาแน่นของประชากร

การกระจายตัวของประชากรโลก ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยการดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อม ดังนั้น บริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นส่วนใหญ่ มักเป็นแหล่งที่มีความมั่นคงทางอาหาร เช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ พื้นที่ผุพังของหินซากภูเขาไฟเก่า พื้นที่ริมชายฝั่งทะเล รวมถึงพื้นที่ซึ่งมีสภาพอากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไปนัก โดยเฉพาะบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่อดีต เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำในประเทศจีน อินเดียและในประเทศทางทวีปยุโรป

ในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคม การขนส่งและความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อความหนาแน่นของประชากรที่เห็นได้ชัดในสังคมเมืองและชนบท ในปัจจุบัน ความหนาแน่นของประชากรโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 คนต่อตารางกิโลเมตร

แต่ในปัจจุบัน มาเก๊า โมนาโก สิงคโปร์ และฮ่องกง นับเป็นกลุ่มของรัฐหรือประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยสิงคโปร์มีประชากรเกือบ 8,000 คนต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่ประเทศซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ อย่างเช่น บังกลาเทศ มีประชากรหนาแน่นที่สุดอยู่ที่ 1,252 คนต่อตารางกิโลเมตร ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นน้อยที่สุดในโลก คือ กรีนแลนด์ โดยมีความหนาแน่นอยู่ที่ราว 0.2 คนต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น

ผลกระทบและอนาคต

ประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบทางชีวภาพที่สำคัญในระบบนิเวศ ทุกชีวิตต่างมีบทบาทและหน้าที่ของตน ทั้งการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ซึ่งขนาดสัดส่วนและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทั้ง 3 กลุ่ม เป็นกลไกสำคัญที่สร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศของโลก

แต่ในปัจจุบัน วิถี ความคิด และแนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก การเติบโตของประชากรมนุษย์กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมดุลของระบบนิเวศ จากการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เกินควร การสร้างมลพิษและขยะ รวมถึงการจัดการในด้านต่าง ๆ ที่ยังคงก่อปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งในอนาคต ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ อาจกลายเป็นห่วงโซ่สำคัญที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ไม่เพียงเฉพาะด้านการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำและทรัพยากร แต่อาจกลายเป็นฉนวนของปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและสังคม การแก่งแย่งแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างผู้คนและประเทศชาติอีกด้วย

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง
มหาวิทยาลัยรามคำแหง – http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter11.pdf
The Standard – https://thestandard.co/the-world-population-prospects-2019/
National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/magazine/2011/01/7-billion-population/
OurWorldInData.org – https://ourworldindata.org/world-population-growth


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ประชากรในระบบนิเวศ

เรื่องแนะนำ

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง : หน้าที่หลักของผู้ผลิต

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการที่พืชเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานคมีในรูปของอาหาร ถือเป็นหน้าหลักของผู้ผลิตในระบบนิเวศ พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกระบบนิเวศบนโลก คือเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานเคมีในรูปอาหาร โดยการนำเอาน้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์มาทำปฏิกิริยาเคมีกัน และมีแสงเป็นพลังงานกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา ผลผลิตที่ได้คือ “น้ำตาลกลูโคส” ซึ่งน้ำตาลส่วนหนึ่งจะนำไปสังเคราะห์เป็นสารอื่นเก็บสะสมไว้ และยังได้ไอน้ำ และแก๊สออกซิเจน ซึ่งจะปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม กระบวนการนี้เรียกว่าการสร้างอาหารของพืช หรือ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง โครงสร้างของใบพืช กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ใบในภาพ คือ ใบพืชตัดตามขวางจากด้านบน (ด้านที่รับแสง) มายังด้านล่าง ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างและหน้าที่แตกต่าง ดังนี้ หลังใบ (Upper Epidermis) มักจะมีสารคิวติเคิล (Cuticle) เคลือบไว้ชะลอการสูญเสียน้ำออกจากใบ เนื่องจากความร้อนของแสงแดด พาลิเสดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) เป็นเซลล์รูปกระสวยที่บรรจุคลอโรฟิลล์ไว้เป็นจำนวนมาก วางตัวอยู่ถัดจากหลังใบลงมา เป็นส่วนที่มีกิจกรรมการสังเคราะห์ด้วยแสงมากที่สุด สปอนจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll) เป็นกลุ่มเซลล์ที่อยู่ติดถัดลงมาจากพาลิเสดมีโซฟิลล์ แต่มีปริมาณความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์น้อยกว่า เซลล์เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ คล้ายฟองน้ำ พื้นที่ว่างระว่างเซลล์บรรจุของเหลว และอากาศ เอาไว้ กลุ่มท่อลำเลียง (Vascular bundle) ประกอบด้วยท่อลำเลียงน้ำ (Xylem) และท่อลำเลียงอาหาร (Phloem) ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารและน้ำจากรากมาสู่ใบ รวมถึงลำเลียงสารอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงทีใบ […]

แผ่นน้ำแข็งที่นอร์เวย์ละลาย เผยให้เห็นลูกธนูอายุ 6,000 ปี

นักโบราณคดี ค้นพบอาวุธจำนวน 68 ชิ้นจากยุคหินใหม่ถึงยุคไวกิ้ง ช่วยเสริมแนวคิดเกี่ยวกับ วิธีที่น้ำแข็งทั้งรักษาและทำลายหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดี ในนอร์เวย์ค้นพบลูกศรหลายสิบดอกซึ่งมีอายุย้อนไปถึง 6,000 ปี การค้นพบครั้งนี้เป็นผลมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาด 242,811 ตารางเมตร บนภูเขาสูงของภูมิภาค การเดินทางออกสำรวจพืดน้ำแข็ง Langfonne ในปี 2014 และ 2016 โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นเป็นพิเศษ เผยให้เห็นกระดูกกวางเรนเดียร์และเขากวางจำนวนมาก ซึ่งบ่งชี้ว่านักล่าสัตว์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ช่วงหนึ่งพันปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การล่าสัตว์ของพวกเขายังคงเดิม แม้กระทั่งอาวุธที่เลือกใช้ ซึ่งประดิษฐ์มาจากหินแม่น้ำ และเหล็กแหลม ขณะนี้ ทีมวิจัยรายงานการค้นพบในวารสาร Holocene ในเนื้อหารายงานว่า ค้นพบลูกศรทั้งที่สมบูรณ์และเสียหายบางส่วนทั้งหมด 68 ดอก (และหัวลูกศรห้าดอก) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งในบริเวณและรอบ ๆ แผ่นน้ำแข็งที่กำลังละลาย ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพืดน้ำแข็งแหล่งอื่นๆ ของโลก ชิ้นส่วนของอาวุธบางชิ้นมีอายุย้อนไปถึงยุคหินใหม่ ในขณะที่การค้นพบ “ล่าสุด” อาวุธส่วนใหญ่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่ ในขณะที่จำนวนของอาวุธโบราณเหล่านี้สร้างความประหลาดใจต่อนักโบราณคดี การสำรวจพบโบราณวัตถุในพืดน้ำแข็ง Langfonne ยังได้เพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง และเป็นหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำแข็งในเรื่องการรักษาและทำลายโบราณวัตถุตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา น้ำแข็งคือเครื่องย้อนเวลา นับตั้งแต่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจอย่างเป็นระบบในแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่น้ำแข็งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา พืดน้ำแข็งจากนอร์เวย์ที่ยาวไปถึงอเมริกาเหนือ เป็นแหล่งเก็บรักษาซากสิ่งประดิษฐ์โบราณที่เกือบสมบูรณ์ […]

เบื้องหลังสึนามิเหนือความคาดหมายจากแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ความรุนแรงของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย อาจเป็นผลมาจากแผ่นดินถล่มใต้ทะเล ประกอบกับลักษณะของภูมิประเทศอ่าวเมืองปาลูที่แคบ ยิ่งส่งผลให้คลื่นทวีความรุนแรงขึ้น

นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล

เรื่อง เจสัน จี.โกลด์แมน เมื่อ 6 ล้านปีก่อน นากน้ำหนักประมาณร้อยปอนด์เที่ยวเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แตกต่างจากนากในปัจจุบันที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกหอยเม่นตามอ่าวแปซิฟิกทางตอนเหนือของอเมริกาหรือในเอเชีย สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ทำลายเปลือกหอยด้วยกรามอันแข็งแรงของพวกมัน ขอเชิญพบกับ  Siamogale melilutra บรรพบรุษของนากที่ถูกค้นพบในมณฑลยูนนานของจีน และเรื่องราวของมันเพิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ในผลการศึกษาใหม่ ทีมนักวิจัยตรวจสอบฟอสซิลขากรรไกรของมัน และตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกมันอาจเป็นนักล่ากลุ่มสุดท้ายจากปลายยุคไมโอซีน ที่มีขากรรไกรแข็งแรงสำหรับการบดเคี้ยว ซึ่งช่วยให้มันล่าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น “เราคิดว่ามันอาจล่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก แต่ระดับความสามารถในการหาอาหารของพวกมันขณะนี้ เรามองเห็นแค่ความเป็นไปได้จากนากที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น” Z. Jack Tseng หัวหน้าการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองบัฟฟาโลกล่าว การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นวิถีชีวิตของนากโบราณ แต่ยังช่วยไขปริศนาของพฤติกรรมนากในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันรู้จักใช้สิ่งของตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันนากถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่กินพวกสัตว์มีเปลือกอย่างปู, หอย, เม่นทะเล และพวกที่ล่าปลาเป็นอาหาร ในการจะเข้าใจการหากินของ Siamogale เจ้านากโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ Tseng และทีมงานของเขารวบรวมขากรรไกรและกระโหลกของนากจำนวน 10 ใน 13 สายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของนากโบราณขึ้นมาใหม่จากฟอสซิลของขากรรไกร เมื่อกล้ามเนื้อขากรรไกรขยับ พลังงานจะถูกส่งผ่านมายังกระดูกและฟัน […]