ในปัจจุบัน ประชากรมนุษย์ ในโลกมีแนวโน้มอย่างไร และทำไมเราควรศึกษาเรื่องนี้

การเติบโตของ ประชากรมนุษย์

ประชากรมนุษย์ กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างในการดำรงเผ่าพันธุ์ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ในการศึกษาเรื่องประชากรเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถเตรียมแผนรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ 

ประชากรโลก (World Population) หมายถึง จำนวน ประชากรมนุษย์ ทั้งหมดที่ยังดำรงชีวิตอยู่บนโลก ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรโลกมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 7.8 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

ในการศึกษาประชากรหรือ “ประชากรศาสตร์” (Demography) รูปแบบการเติบโตของประชากรมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศมากนัก ตามอัตราการเกิด-ตาย อัตราการอพยพเข้า-ออก รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด (Carrying Capacity) ทั้งปริมาณอาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

ประชากรโลกในอดีต

ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินพืชและล่าสัตว์เฉกเช่นสัตว์ผู้ล่าทั้งหลายในระบบนิเวศ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์อยู่เพียง 5 ล้านคน ถึงแม้ในเวลาต่อมา มนุษย์จะหันมาริเริ่มทำการเพาะปลูก รู้จักเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ครั้งใหญ่ ประชากรเกิดใหม่ยังนับว่ามีจำนวนไม่แตกต่างจากผู้เสียชีวิตมากนัก ทำให้หญิงสาวในยุคดังกล่าว ส่วนใหญ่อาจมีบุตรมากถึง 6 หรือ 7 คน เนื่องจากอัตราการรอดชีวิตของทารกเกิดใหม่จนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่สูงอย่างเฉกเช่นในปัจจุบัน

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

จนมาถึงยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงปี 1750 – 1850 ประชากรโลกในขณะนั้นมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 1 พันล้านคน ซึ่งเป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนจากการทำไร่นาไปสู่งานโรงงานและอุตสาหกรรม โดยนับเป็นยุคแรกเริ่มของการเปลี่ยนผ่าน เป็นก้าวแรกของการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ทั้งในด้านสุขอนามัย อาหาร ยารักษาโรค และการขนส่ง ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับมาตรฐานชีวิตของผู้คนในระดับต่าง ๆ ทำให้จำนวนประชากรโลก ณ ขณะนั้น มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่า อีกทั้ง อัตราการเสียชีวิตของประชากรลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มทารกและเด็กแรกเกิด

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

ประชากรโลกทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างสะสมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1963 ที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรลดลงมาอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0 – 1.5 ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์การลดลงของอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ในทุกประเทศทั่วโลก จากอดีตที่หญิงสาวส่วนใหญ่มักมีบุตรมากราว 6 หรือ 7 คน แต่จากการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพชีวิตที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการมีบทบาท สิทธิเสรีภาพ และการศึกษาที่สูงขึ้นของผู้หญิงในสังคม ส่งผลให้หญิงสาวส่วนใหญ่มีบุตรน้อยลงหลายเท่า โดยอัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.0 – 2.5 เท่านั้น

โครงสร้างของประชากรมนุษย์ (Population Structure)

ภายใต้เกณฑ์อายุและระยะการสืบพันธุ์ส่งผลให้โครงสร้างประชากรมนุษย์สามารถจำแนกออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

  • ระยะก่อนสืบพันธุ์ (Prereproductive Age) คือ ช่วงอายุ 0 – 14 ปี หรือช่วงวัยเด็ก
  • ระยะสืบพันธุ์ (Reproductive Age) คือ ช่วงอายุ 15 – 44 ปี หรือช่วงวัยหนุ่มสาว
  • ระยะหลังสืบพันธุ์ (Post Reproductive Age) คือ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือช่วงวัยชรา

โดยโครงสร้างทางอายุของประชากรมนุษย์สามารถนำมาแสดงเป็นสัดส่วนบนแผนภาพที่เรียกว่า “พีระมิดอายุ” ได้้้ 4 รูปแบบ ดังนี้

  • พีระมิดฐานกว้างยอดแหลม หรือ พีระมิดแบบขยายตัว (Expansive Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างประชากรที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถพบโครงสร้างของประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศกัวเตมาลา ซาอุดีอาระเบีย และประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น เคนยา และไนจีเรีย เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงกรวยปากแคบ หรือ พีระมิดแบบคงที่ (Stationary Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ มีรูปแบบของอัตราการเกิดและอัตราการตายของประชากรที่ค่อนข้างต่ำ สามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา และไทย เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงระฆังคว่ำ หรือ พีระมิดแบบเสถียร (Stable Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราการเกิดและอัตราการตายไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก สามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศสเปน เดนมาร์ก อินโดนีเซีย และออสเตรีย

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

  • พีระมิดทรงดอกบัวตูม หรือ พีระมิดแบบหดตัว (Constrictive Pyramid) แสดงถึงโครงสร้างของประชากรที่มีอัตราลดลง จากจำนวนการเกิดที่ต่ำเช่นเดียวกับจำนวนการตาย โดยสามารถพบโครงสร้างอายุประชากรลักษณะนี้ได้ในประเทศเยอรมัน ญี่ปุ่น บัลแกเรีย และสิงคโปร์ เป็นต้น

ประชากร, ประชากรมนุษย์, พีระมิดประชากร, อัตราการเกิด, อัตราการตาย, ประชากร, การอพยพ

การกระจายตัวและความหนาแน่นของประชากร

การกระจายตัวของประชากรโลก ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยการดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อม ดังนั้น บริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นส่วนใหญ่ มักเป็นแหล่งที่มีความมั่นคงทางอาหาร เช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ พื้นที่ผุพังของหินซากภูเขาไฟเก่า พื้นที่ริมชายฝั่งทะเล รวมถึงพื้นที่ซึ่งมีสภาพอากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไปนัก โดยเฉพาะบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่อดีต เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำในประเทศจีน อินเดียและในประเทศทางทวีปยุโรป

ในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคม การขนส่งและความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อความหนาแน่นของประชากรที่เห็นได้ชัดในสังคมเมืองและชนบท ในปัจจุบัน ความหนาแน่นของประชากรโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 คนต่อตารางกิโลเมตร

แต่ในปัจจุบัน มาเก๊า โมนาโก สิงคโปร์ และฮ่องกง นับเป็นกลุ่มของรัฐหรือประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด โดยสิงคโปร์มีประชากรเกือบ 8,000 คนต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่ประเทศซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ อย่างเช่น บังกลาเทศ มีประชากรหนาแน่นที่สุดอยู่ที่ 1,252 คนต่อตารางกิโลเมตร ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นน้อยที่สุดในโลก คือ กรีนแลนด์ โดยมีความหนาแน่นอยู่ที่ราว 0.2 คนต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น

ผลกระทบและอนาคต

ประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบทางชีวภาพที่สำคัญในระบบนิเวศ ทุกชีวิตต่างมีบทบาทและหน้าที่ของตน ทั้งการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ซึ่งขนาดสัดส่วนและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตทั้ง 3 กลุ่ม เป็นกลไกสำคัญที่สร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศของโลก

แต่ในปัจจุบัน วิถี ความคิด และแนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก การเติบโตของประชากรมนุษย์กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมดุลของระบบนิเวศ จากการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เกินควร การสร้างมลพิษและขยะ รวมถึงการจัดการในด้านต่าง ๆ ที่ยังคงก่อปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งในอนาคต ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ อาจกลายเป็นห่วงโซ่สำคัญที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ไม่เพียงเฉพาะด้านการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำและทรัพยากร แต่อาจกลายเป็นฉนวนของปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและสังคม การแก่งแย่งแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างผู้คนและประเทศชาติอีกด้วย

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง
มหาวิทยาลัยรามคำแหง – http://old-book.ru.ac.th/e-book/c/CU474/chapter11.pdf
The Standard – https://thestandard.co/the-world-population-prospects-2019/
National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/magazine/2011/01/7-billion-population/
OurWorldInData.org – https://ourworldindata.org/world-population-growth


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ประชากรในระบบนิเวศ

เรื่องแนะนำ

ช่วงวัยที่ลูกสุนัขน่ารักที่สุด

ลูกสุนัขมีช่วงวัยที่เรียกได้ว่า "น่ารักที่สุด" อยู่ระหว่างอายุ 6 - 8 สัปดาห์ งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ว่าสุนัขวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่ออยู่เคียงข้างมนุษย์อย่างแท้จริง

ทำไมเราจึงหลงใหลดาวอังคารได้ถึงเพียงนี้

ดาวอังคาร ดาวเคราะห์แดงฝุ่นคลุ้งดวงนี้ดึงดูดเรามาหลายศตวรรษแล้ว แม้ขณะที่เราเรียนรู้มากขึ้น ความลึกลับของมันยิ่งพาให้เราลุ้นระทึก คืนอบอุ่นกลางเดือนตุลาคม ฉันขับรถวนไปตามทางขึ้นหอดูดาวแมกคอร์มิกของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในภารกิจไขความลี้ลับที่ค้างคาใจมานานว่า ทำไมชาวโลกจึงหมกมุ่นกับ ดาวอังคาร ได้ขนาดนี้ โดมหอดูดาวบนยอดเขาเปิดอยู่ เห็นเป็นเสี้ยวสีอำพันในความมืดของฤดูใบไม้ร่วง ภายในโดมมีกล้องโทรทรรศน์ที่จะช่วยให้ฉันเห็นดาวอังคารอย่างที่ปรากฏแก่ผู้สังเกตเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว ครั้งที่นักดาราศาสตร์ ผู้กระตือรือร้นใช้กล้องนี้เมื่อปี 1877 เพื่อยืนยันการค้นพบดวงจันทร์จิ๋วสองดวงของดาวอังคาร ได้แก่ โฟบอส และดีมอส คืนนี้นักดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เอ็ด เมอร์ฟี ขึ้นมาที่หอดูดาวเป็นกรณีพิเศษ เพราะหอดูดาว ปิดเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จังหวะการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ทำให้ขณะนี้ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่ง ที่ใหญ่และสว่างที่สุดบนท้องฟ้า และเมอร์ฟีก็คำนวณแล้วว่า ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับดู ดาวอังคาร จากตอนกลางของรัฐเวอร์จิเนีย ที่ซึ่งอากาศปั่นป่วนสามารถทำให้การสังเกตท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นเรื่องยุ่งยาก เขาปีนบันไดขึ้นไปยังฐานสังเกตการณ์ซึ่งเป็นนั่งร้านไม้สร้างมาตั้งแต่ปี 1885 เขาหมุนกล้องโทรทรรศน์ยักษ์ไปหาจุดสีส้มสว่างแจ่มจ้า ปรับปุ่มหมุนเพื่อดึงภาพดาวเคราะห์ให้ชัด “รอหลายอึดใจหน่อยนะครับ รอช่วงบรรยากาศนิ่ง แล้วคุณจะเห็นดาวอังคารที่คมชัดจริงๆ… ก่อนที่มันจะมัวลงอีก” เมอร์ฟีพูดผ่านหน้ากากอนามัยลายอวกาศ เราสลับที่กัน เมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์ ดาวอังคารเป็นลูกกลมสีชมพูหัวกลับที่เดี๋ยวชัดเดี๋ยวไม่ชัด ฉันร่างภาพมืดๆ ของดาวอังคารอย่างไม่สู้จะเต็มใจนักในช่วงไม่กี่อึดใจที่ภาพคมชัด พยายามอย่างที่สุดที่จะสวมวิญญาณนักวิชาการในสมัยศตวรรษที่ 19 ผู้เคยทำแผนที่ภูมิทัศน์ของดาวดวงนี้ บางคนถึงกับปักใจเชื่อว่า ภาพต่างพิภพนั้นประทับไว้ด้วยเครื่องหมายบ่งบอกถึงอารยธรรมล้ำยุค ทุกวันนี้เรารู้ว่า ไม่มีร่องรอยหรือเส้นสายของงานวิศวกรรมมหึมาทาบทับกันไปมาบนพื้นผิวสีชาดของ […]

องค์ประกอบของดิน และชั้นดิน

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของทุกชีวิตบนโลก เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดอาหาร เพราะในดินมี องค์ประกอบของดิน ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและสร้างอาหาร ดิน (Soil) คือ เทหวัตถุที่เกิดขึ้นจากการผุพังและแปรสภาพของหินและแร่ธาตุในธรรมชาติ ร่วมกับอินทรียวัตถุที่ได้จากการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย น้ำและอากาศ ซึ่งผสมคลุกเคล้าและเกาะกลุ่มรวมตัวกันจนเกิดเป็นเม็ดดิน (Soil Aggregate) และ องค์ประกอบของดิน เหล่านั้น กลายเป็นผืนดินที่ปกคลุมพื้นผิวชั้นบนของโลกในท้ายที่สุด ดินแต่ละชนิด มีลักษณะและคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปตามอิทธิพลของภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ แหล่งต้นกำเนิด และสิ่งมีชีวิตที่เจริญเติบโตในพื้นที่ดังกล่าว ตลอดจนระยะเวลาของการพัฒนาหรือการสร้างตัวตามกระบวนการทางธรรมชาติ องค์ประกอบของดิน (Soil Component) สามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1. อนินทรียวัตถุ (Mineral Matter) คือ ส่วนประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในดิน ซึ่งเกิดจากการผุพังหรือการสึกกร่อนทั้งทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพของหินจากปัจจัยทั้งหลายในธรรมชาติ โดยอนินทรียวัตถุหรือแร่ธาตุในดินนับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถกำหนดลักษณะของเนื้อดิน (Soil Texture) รวมถึงคุณสมบัติในการเป็นแหล่งกำเนิดของธาตุอาหารต่าง ๆ ของพืช 2. อินทรียวัตถุ (Organic Matter) คือ ส่วนประกอบที่เกิดจากการเน่าเปื่อยหรือการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน หรือ […]