เพื่อรับมือ โควิด-19 เราต้องเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์

นักวิจัยพยายามทำความเข้าใจเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างกระท่อนกระแท่น วิทยาศาสตร์เป็นเช่นนี้เสมอมา การได้เห็นอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่นี่เป็นหนทางเดียวในการเอาชนะการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้

ถ้าจะมีแก่นเรื่องสักอย่างร้อยเรียงอยู่ในหนังสือและสารคดีที่ฉันเขียนตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ก็คงจะเป็นความหลงใหลในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ อาชีพที่อธิบายงานวิจัยด้านชีวเวชศาสตร์มายาวนานส่งผลให้ฉันเคารพในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง แม้บางครั้งวิทยาศาสตร์จะผิดพลาดและต้องแก้ไขตนเอง ฉันก็ยังเชื่อว่าในที่สุดแล้ววิทยาศาสตร์จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ชัดเจนขึ้น และเรียนรู้ที่จะก้าวหน้าต่อไป

ดังนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์เร่งศึกษาเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งไม่เคยพบมาก่อนนี้เป็นครั้งแรก ฉันเตรียมตัวปฏิบัติตามคำแนะนำของพวกเขาในเรื่องการป้องกันตนเอง โดยตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ไวรัสส่วนใหญ่แพร่ทางละอองฝอย (droplet) จากการไอและจามที่ตกค้างอยู่บนพื้นผิวต่างๆ ฉันเช็ดพื้นเคาน์เตอร์อย่างว่านอนสอนง่าย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และล้างมือจนเพชรเม็ดเล็กจ้อยบนแหวนแต่งงานเปล่งประกายสุกใสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

จากนั้น ประมาณสองสัปดาห์ครึ่งหลังจากนิวยอร์ก เมืองของฉัน เข้าสู่การล็อกดาวน์ นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนคำแนะนำที่ต่างไปจากเดิมเป็นทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัย แย้งกับคำแนะนำในตอนแรกที่ว่า หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ไม่มีความจำเป็นต้องสวมหน้ากาก การทบทวนคำแนะนำนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานใหม่ว่า เชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ทางอากาศเป็นส่วนใหญ่

สเตอร์ลิง จอห์นสัน ในชุดป้องกันเต็มรูปแบบ ทำความสะอาดรถไฟขององค์การรถไฟฟ้าเบย์เอเรียที่อู่ในเมืองคองคอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพถ่าย: พารี ดูโควิช)

ฉันยอมรับว่า การเปลี่ยนคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากทำให้ฉันรู้สึกกลัว ไม่ใช่เป็นเพราะคำแนะนำใหม่นั้นเอง แต่เพราะระหว่างที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโรคนี้ พวกเขาก็คิดหาคำแนะนำไปด้วย จู่ๆคำแถลงอย่างจริงจังที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของโลกกลับฟังดูดีกว่าการคาดเดาอย่างมีหลักการและมาจากความตั้งใจดีเพียงเล็กน้อย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความท้าทายนี้ใหญ่หลวงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน [อย่างน้อยก็ในชั่วรุ่นเรา] เชื้อไวรัสโคโรนาที่ชื่อ ซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) รวมความสามารถในการแพร่กระจายและความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต จนกลายเป็นส่วนผสมที่ทารุณโหดร้ายซึ่งแอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติของสหรัฐฯ เรียกว่า “ฝันร้ายที่สุด” ของเขา

เพราะประการแรก เมื่อมันปรากฏขึ้น ไม่มีใครในโลกมีภูมิคุ้มกัน ประการที่สอง มันล่องลอยในอากาศและทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดภาวะติดเชื้อ นั่นหมายความว่าเชื้อจะถูกพ่นกลับสู่อากาศอย่างง่ายดาย จึงสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ ประการที่สาม และน่าจะเลวร้ายที่สุด เชื้อไวรัสนี้แพร่ได้มากที่สุดก่อนแสดงอาการ นั่นหมายความว่า ผู้เป็นพาหะรู้สึกสบายดีพอจะไปไหนมาไหนได้ ตอนที่พวกเขาน่าจะเอาเชื้อมาติดเรามากที่สุด

อุบายที่เชื้อไวรัสนี้ใช้ขัดขวางการตอบโต้ของร่างกายมีประสิทธิภาพอย่างร้ายกาจ เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางจมูกหรือปาก เชื้อไวรัสโคโรนาจะหลบหลีกแนวปราการภูมิคุ้มกันด่านแรกเข้าไปในเซลล์ได้อย่างง่ายดาย สร้างสำเนา ของเชื้อเอง แล้วทำให้แน่ใจว่า สำเนาเหล่านั้นใช้การได้โดยใช้กลไกพิสูจน์อักษรที่ไวรัสอื่นมากมายไม่มีเลยด้วยซ้ำ

เมื่อทางการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ชาวอิตาลีก็กลับมาประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่เคยถูกเลื่อนออกไปได้ ในภาพนี้ มาร์ตา โคลซานี และอเล็สซีโย คาวัลลาโล สวมหน้ากากผ้าระหว่างประกอบพิธีสมรสที่วัดซันวีโต ในเมืองบาร์ซาเนาะใกล้กับนครมิลาน นครรัฐวาติกันออกกฎระเบียบอนุญาตให้บาทหลวงสามารถใช้ดุลพินิจในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม (ภาพถ่าย: ดาวิเด แบร์ตุชโช)

กล่าวคือมันสามารถเปลี่ยนเซลล์ปอดของมนุษย์ให้กลายเป็นวัสดุไร้ประโยชน์ที่ดูเหมือนกระจกฝ้า ทำให้หลอดเลือดแตกหรืออุดตันหลอดเลือดด้วยลิ่มเลือดขนาดจิ๋ว และทำลายการทำงานของไต หัวใจ หรือตับ โดยทำให้แข็งเกินกว่า จะซ่อมแซม เชื้อนี้สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันทุติยภูมิจนทำงานผิดปกติไปอย่างเลวร้าย ก่อให้เกิดหายนะ โดยภูมิคุ้มกันเอง และใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมีโอกาสจะติดเชื้อด้วย

ฝันร้ายที่สุดของเฟาชีหรือ ฉันถึงกับหลับไม่ลง

ขณะที่การระบาดใหญ่ครั้งนี้คุกคามทั่วโลก การต่อกรกับโรคนี้ก็อยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ประชาชนทั่วไปเริ่มเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งปกติแล้วจำกัดอยู่ในการประชุมวิชาการและวารสาร ที่ขยับขับเคลื่อนอย่างเชื่องช้า การถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ เช่นเดียวกับ บนทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และในสนามหลังบ้าน

การจับตามองความพยายามทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะให้ความรู้สึกเหมือนดาบสองคม กล่าวคือ ทำให้รู้สึกมีกำลังใจ แต่ขณะเดียวกันก็ติดตามได้ยาก ดังนั้น ฉันจึงทำสิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตการทำงาน นั่นคือโทรศัพท์ไปขอความคิดเห็นจากนักวิทยาศาสตร์ ตามปกติแล้ว วิธีนี้ช่วยให้วิธีคิดของฉันกระจ่างขึ้น แต่คราวนี้…กลับไม่มากเท่าไร

วิทยาศาสตร์บนพรมแดนความรู้ใหม่มักเผยว่า เรารู้เกี่ยวกับบางสิ่งน้อยนิดเพียงใด แม้จะศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆโดยตรงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การพูดคุยทางโทรศัพท์เหล่านั้นทำให้ฉันรู้ซึ้งว่า เรายังต้องไปอีกไกลเพียงใด กระนั้นก็ยังรู้สึกดีที่ได้ยินว่ามีนักวิทยาศาสตร์มากมายกำลังหาคำตอบ

ช่างภาพเลือกถ่ายภาพวิถีชีวิตใหม่ของเราด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อสะท้อนว่า อุณหภูมิร่างกายกลายเป็นดรรชนีชี้วัดว่าเราอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้อย่างไร อุณหภูมิจะถูกเปลี่ยนเป็นระดับสีซึ่งไล่โทนตั้งแต่สีน้ำเงินที่เย็นจนถึงสีส้มที่อุ่น ในภาพคือการเว้นระยะห่างทางสังคมที่จูบิลีการ์เดนส์ ใกล้ชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอาย (ภาพถ่าย: ไจลส์ ไพรซ์)

“เป็นเรื่องน่าทึ่งที่เห็นผู้คนใช้ความสามารถและพรสวรรค์แก้ปัญหานี้กันครับ” เกรกก์ กอนซัลเวส ผู้อำนวยการร่วมของโครงการพันธมิตรเพื่อความยุติธรรมด้านสาธารณสุขของโลก (Global Health Justice Partnership) ที่มหาวิทยาลัยเยล บอกฉัน “ทุกคนล้วนอยากทำอะไรสักอย่าง” แม้จะเรียนจบจากสาขาที่ต่างออกไปมากก็ตาม

ความทุ่มเทด้านการวิจัยทั้งหมดก่อให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลในเวลาที่สั้นอย่างน่าทึ่ง ภายในไม่กี่สัปดาห์เมื่อทราบว่ามีการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ก็วิเคราะห์ลำดับสารพันธุกรรมของไวรัสนี้จนครบทั้งจีโนม พอถึงฤดูร้อน ในสหรัฐฯมียาที่มีศักยภาพในการรักษาโควิด-19 กว่า 270 ตัวอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

สำหรับการค้นหาวัคซีนซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด กลุ่มนักวิจัยนานาชาติจากสหรัฐฯ จีน สหราชอาณาจักร อินเดีย เยอรมนี สเปน แคนาดา ไทย และประเทศอื่นๆ พบผู้ท้าชิงมากกว่า 165 ขนานเมื่อถึงต้นเดือนสิงหาคม ความก้าวหน้าเกิดขึ้นเร็วมาก จนแม้กระทั่งผู้ยึดมั่นในความจริงชนิดถึงแก่นอย่างเฟาชี ซึ่งมีแนวโน้มจะเน้นถึงความจำเป็นในการทดลองทางคลินิกกับอาสาสมัครจำนวนมากก่อนนำยาใหม่มาใช้ ยังยอมรับว่าเขา “มองโลกในแง่ดีอย่างไม่ประมาท” ว่า วัคซีนอาจพัฒนาสำเร็จในช่วงต้นปีหน้า ถ้าเขาถูกต้อง โปรดเถิด โปรดเถิด ให้เขาคิดถูกด้วยเถิด นั่นจะเป็นวัคซีนที่พัฒนาเร็วกว่าการพัฒนาวัคซีนที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงสามปี

แต่บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็เร่งรัดไม่ได้ กอนซัลเวสบอกฉันว่า “คุณเรียกร้องให้พบการรักษาจากหลอดทดลอง เพียงเพราะคุณต้องการมันอย่างที่สุดไม่ได้หรอกครับ”

ความเรียงโดย โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก


อ่านเพิ่มเติม เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเองโรคระบาด

เรื่องแนะนำ

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้

ดูเหมือนว่าเกราะของไดโนเสาร์ไม่ได้มีไว้แค่ต่อสู้ ไดโนเสาร์ บางชนิดมีเกราะไว้สำหรับช่วยให้มันได้เปรียบยามต่อสู้ แต่สำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกราะของมันดูเหมือนว่าจะมีส่วนช่วยในการจับคู่ผสมพันธุ์ด้วย ผลการศึกษาฟอสซิลของ Borealopelta markmitchelli ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ พบว่าแผ่นกระดูกที่อยู่ล้อมรอบคอและไหล่ของมันนั้นมีขนาดใหญ่โตเกินไปสำหรับการต่อสู้ นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดูกเหล่านี้น่าจะมีไว้สำหรับการดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้ามหรือใช้ข่มขวัญคู่แข่งของมัน ย้อนกลับไปเมื่อ 110 ล้านปีก่อน เจ้าไดโนเสาร์กินพืชตัวนี้ตาย ร่างของมันจมลงไปยังก้นมหาสมุทรโบราณ ในปี 2011 คนงานเหมืองในแคนาดาค้นพบร่างของมันเข้าโดยบังเอิญ  นับเป็นความโชคดีที่ร่างของมันจมลงในตะกอน ส่งผลให้แร่ธาตุเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อก่อนที่มันจะเน่าเปื่อย ร่างที่กลายเป็นหินทั้งร่างช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาได้ว่าไดโนเสาร์ตัวนี้เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร ในความเป็นจริงการคาดเดาว่าเกราะของสัตว์นั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้และการจับคู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจนัก ช้างเองก็ใช้งวงของมันในการต่อสู้ ป้องกันตัว และงวงเดียวกันนี้ก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดด้วยเช่นกันหากตัวเมียต้องการที่จะเลือกผสมพันธุ์ “ส่วนใหญ่ของโครงสร้างที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหางของนก การเปลี่ยนสีของกิ้งก่า หรือเขาในสัตว์สี่เท้า แรงขับที่ทำให้พวกมันวิวัฒนาการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาล้วนมาจากการคัดสรรทางเพศ” Caleb Brown นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ Royal Tyrrell กล่าว ซึ่งตัวเขาเองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาไดโนเสาร์ Borealopelta ด้วยทุนสนับสนุนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลการวิจัยเจ้า Borealopelta ใหม่จาก Brown ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ PeerJ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์หุ้มเกราะ และเป็นงานวิจัยแรกที่มุ่งเป้าไปที่การศึกษาฟอสซิลของเนื้อเยื่อ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “มันยากที่จะพิจารณาการใช้งานจากรูปร่างของอวัยวะ แม้แต่ในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม” Victoria Arbour นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์หุ้มเกราะโดยเฉพาะ […]

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดาวเทียมในประเทศไทย

ช่วงเวลาแห่งวันหยุดพักผ่อน อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่หลายคนรอคอย เพื่อได้พักผ่อนสมองที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน และใช้เวลากับตัวเอง และคนใกล้ชิดรอบข้าง ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่ปรารถนาที่จะได้ใช้วันหยุดเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไปดื่มด่ำบรรยากาศตามแหล่งท่องเที่ยว สวยๆ ต่างๆ ทั่วประเทศ ในบรรดาการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมักได้รับความนิยมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดยาว หรือหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะเป็นอะไรที่สะดวก และสบายใจ เสน่ห์ของการเดินทางโดยรถยนต์คือ การมองเห็นความสวยงามของทัศนียภาพระหว่างทาง ทั้งวิถีชีวิตผู้คน บ้านเรือน ไร่นา ชุมชน และทิวทัศน์ธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนทำให้การเดินทางในแต่ละครั้งพิเศษขึ้นกว่าเดิม เมื่อลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมการเดินทางโดยรถยนต์ในปัจจุบันเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น ปลอดภัย และมีสีสันมากกว่าสมัยก่อน จึงพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น คือระบบนำทางที่มีความแม่นยำ ประกอบกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม ทำให้เราสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ตรวจสอบสภาพอากาศ ค่าฝุ่นละอองในอากาศ เลือกเส้นทาง รวมไปถึงร้านอาหารในละแวกใกล้เคียง ระบบนำทางและการสื่อสารนั้นเกิดขึ้นจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงขึ้น โดยอาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของระบบเทคโนโลยีดาวเทียม  สำหรับประเทศไทย หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ต่างก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดาวเทียม จึงได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มาโดยตลอด  ดาวเทียมไทยโชติ หรือ THEOS I สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) เป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย […]

อาจารย์ใหญ่ ผู้เป็นอมตะ

สารคดีแห่งชีิวิตที่ช่างภาพใช้เวลากว่าสิบปี เมื่อซูซาน พอตเตอร์ ตัดสินใจมอบร่างของเธอเป็น "อาจารย์ใหญ่" เวอร์ชั่นไฮเทค ร่างของเธอไม่ได้ถูกผ่าชำแหละศึกษาเหมือนร่างอาจารย์ใหญ่ทั่วไป ทว่าถูกแช่แข็งจนเย็นจัด แล้วสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบกว่า 20,000 แผ่น เพื่อนำมาประกอบกลับเป็นร่างดิจิตอลของ "อาจารย์ใหญ่" ที่สามารถพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์ได้