เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง

เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง

สำหรับช่างภาพผู้นี้การเป็นประจักษ์พยานถึงความเข้มแข็งของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด โควิด-19 คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับการที่ตัวเขาเองอาจติดเชื้อ

ผมถ่ายภาพราว 10,000 ภาพในช่วง 12 วันที่ผมใช้เวลาอยู่ในเมืองดีทรอยต์ เพื่อบันทึกผลกระทบที่ไวรัส โควิด-19 มีต่อผู้คนในเมืองนี้ ผมไปทุกหนทุกแห่งด้วยความระมัดระวังเท่าที่จะทำได้ ทั้งรถประจำทางในเมืองที่คนงานต้องพึ่งพาเพื่อไปและกลับจากทำงาน บ้านและอพาร์ตเมนต์ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความรัก ถึงแม้ความเจ็บป่วยและการตกงานจะคุกคามความอยู่ดีมีสุขของพวกเขา และพิธีศพที่สมาชิกในครอบครัวต้องผลัดกันมาอำลาบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน

สิบคน นั่นคือจำนวนลูก ๆ ของเชสเตอร์ เลิฟเวตต์ พอดี นาวิกโยธินผ่านศึกและอดีตบุรุษไปรษณีย์ผู้นี้ยังมีแม่ พี่ชาย น้องชาย หลานชายหลานสาว และคนอื่น ๆ ที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน กระนั้น ชายวัย 59 ปีผู้นี้กลับเสียชีวิตในโรงพยาบาล โดยไม่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย นั่นคือวิถีที่เป็นไปในเวลานั้น

โรคระบาด, โควิด-19ญาติ ๆ ของเลิฟเวตต์ไม่อาจอยู่พร้อมหน้ากันในพิธีศพ พวกเขาต้องผลัดกันเข้าและออก เจอร์รี พี่ชายของเลิฟเวตต์ กล่าวอย่างคมคายถึงเลิฟเวตต์ซึ่งเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวและชุมชน สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ เขียนคำอุทิศแสดงความรัก บางคนทำให้บรรยากาศแจ่มใสขึ้นด้วยอารมณ์ขัน ทุกคนพูดถึงความสุภาพและห่วงใยผู้อื่นของเลิฟเวตต์ เขาชอบการเดินทางเช่นเดียวกับผม

ผมถ่ายภาพดีออนเทย์ เคลย์ ลูกจ้างของบริษัทรับจัดงานศพวิลสัน-อากินส์ฟิวเนอรัลโฮม ขณะที่เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่สั่นคลอนความรู้สึก เคนนี อะเล็กซานเดอร์เล่นออร์แกนคลอไปกับเคลย์ โดยสวมหน้ากากช่วยหายใจตลอดเวลา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของอันตรายที่พบเจอได้ง่าย ๆ เพียงแค่เล่นออร์แกนในงานศพ

เมื่อสัปเหร่อเตรียมจะปิดหีบศพ ลูกของเลิฟเวตต์บางคนมารวมกลุ่มกันใกล้ ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ยังอยู่ในที่นั่ง แยกห่าง แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน นี่เป็นเหตุการณ์ที่ให้ความรู้สึกหนักอึ้งผมยกกล้องขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้ ตลอด 20 ปีของการถ่ายภาพผมไม่เคยทำแบบนั้นเลย

หลังจากนั้น นาวิกโยธินนายหนึ่งเดินมาตามทางเดินในโบสถ์เพื่อเริ่มพิธีอำลาของกองทัพ เธอทำความเคารพหีบศพของเลิฟเวตต์ ขณะนาวิกโยธินอีกนายหนึ่งเป่าแตรเดี่ยวทหารสองนายพับธงชาติสหรัฐฯ และมอบให้แม่ของเลิฟเวตต์

ร้านขายเนื้อ, อิตาลี
ฟลอเรนซ์ อิตาลี เลโอนาร์โด ปาโยนี เป็นพ่อค้าขายเนื้อในฟลอเรนซ์ เนื่องจากคิวยาวเหยียดในร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ผู้คนจึงหันมาซื้อของจากร้านผู้ค้าร้ายย่อย ภาพถ่าย กราบริเอล กาลิมเบร์ติ

ด้านนอก ครอบครัวรวมตัวกันเท่าที่จะทำได้ ขณะเจอร์รี เลิฟเวตต์ ปล่อยนกพิราบขึ้นสู่ท้องฟ้า อันเป็นสัญลักษณ์ว่าน้องชายของเขาได้รับการปลดปล่อยขึ้นสู่สวรรค์ ผมมองว่ามันยังเป็นสัญญาณแห่งความหวังที่ผุดขึ้นมาจากโศกนาฏกรรมด้วยไม่กี่วันต่อมา ผมกลับบ้านที่ไอโอวา เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานวันละ 16 ถึง 18 ชั่วโมง แต่ผมรู้สึกมั่นใจว่ามีภาพมากพอจะบอกเล่าเรื่องราวการฟื้นตัวท่ามกลางโศกนาฏกรรมของดีทรอยต์ และแสดงให้เห็นว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อประเทศชาติทอดทิ้งพลเมืองของตนจำนวนมากให้ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคระบาด

ผมระมัดระวังเวลาถ่ายภาพ โดยสวมอุปกรณ์ป้องกันเสมอ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ก่อนและหลังการถ่ายภาพ ซักเสื้อผ้าทุกวัน และไม่วางอุปกรณ์ถ่ายภาพไว้ที่ไหนก็ตาม ถึงกระนั้นผมกักตัวในที่พักให้เช่าแห่งหนึ่งซึ่งลิเดีย ภรรยาของผมพบว่าอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองของเรา

ผมย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นวันอังคาร ตอนนั้นผมก็ระมัดระวังเช่นกัน ผมสวมหน้ากากเอ็น 95 ตอนออกไปข้างนอกกระทั่งเวลาขึ้นบันไดไปยังบ้านพักชั่วคราว

พอถึงวันพฤหัสบดี ผมสังเกตว่าตัวเองหายใจแรงกว่าปกติ ผมไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก ผมคิดว่าเป็นเพราะหน้ากากและบันไดที่ทอดยาวมากกว่า

พอถึงวันเสาร์ ผมมีอาการคัดจมูกและไอ นํ้ามูกไหลและปวดกล้ามเนื้อ ผมคิดว่าเป็นโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล แต่ยาปกติกลับใช้ไม่ได้ผล ผมม่อยหลับตอนกลางวัน แต่นอนไม่หลับตอนกลางคืน ผมอธิบายให้ภรรยาและบรรณาธิการฟังว่า ผมคงจะเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลชนิดรุนแรง ผมยังคงสงสัยว่าตัวเองเป็นไข้หวัดใหญ่ ตอนที่อาการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงและผมท้องร่วงจนถ่ายทุกอย่างที่กินออกมา

COVID-19
อิสตันบูล ตุรกี พนักงานทำความสะอาดฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ COVID-19 ตามท้องถนนในเขต Beyoglu ซึ่งวันนี้ กลายเป็นเขตที่ไร้นักท่องเที่ยว ภาพถ่ายโดย EMIN OZMEN, MAGNUM PHOTOS

ท้ายที่สุด ผมก็โทรศัพท์หาหมอในวันจันทร์ จากอาการของผม เธอคิดว่าผมเป็นโควิด-19 เธอบอกผมว่า ถ้าไข้ขึ้นสูงถึง 39.2 องศาเซลเซียส ผมต้องไปโรงพยาบาลในวันอังคาร ผมแก้ไขภาพถ่ายจากดีทรอยต์เป็นเวลานานหลังจากนั้น อุณหภูมิร่างกายก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น 37.8, 38.1, 38.6, 38.8 ผมไม่อยากไปโรงพยาบาล ความคิดนี้ทำให้ผมวิตกกังวล ผมรู้จักผู้คนหลายคนอย่างเช่นเลิฟเวตต์ที่ไปโรงพยาบาลแล้วเสียชีวิต

ร่างกายผมรู้สึกแย่แค่ไหน จิตใจผมรู้สึกแย่ยิ่งกว่า ผมคิดว่าผมทำให้ครอบครัวผิดหวัง ผมสัญญากับพวกเขาว่าจะไม่ป่วย ผมคิดว่าผมทำให้คนที่ผมไปถ่ายภาพผิดหวังเช่นกัน รวมถึงบรรณาธิการของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกซึ่งไว้วางใจผมด้วยการมอบหมายงานและอุปกรณ์ป้องกันมากมายให้ผม

อุณหภูมิของผมขึ้นสูงสุดที่ 38.8 องศาเซลเซียส

ในวันพุธ ผมหลับไปขณะถือสายรอหมอ เมื่อผมตื่นขึ้นมาหลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง โทรศัพท์วางอยู่ข้างตัวผมเหงื่อโชกเหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ ไข้ลดลงแล้ว แต่อาการอื่น ๆ ยังอยู่ต่ออีกสองสามสัปดาห์ ได้แก่ ไม่มีแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปวดศีรษะ

เกาหลีใต้, โควิด-19, การระบาด, มาตรการควบคุม, ชุดตรวจหาเชื้อ
วันที่ 2 พฤษภาคม 2020 ผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศเข้ารับการตรวจโควิด-19ที่ศูนย์สุขภาพในเขตอึนพยอง กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ศูนย์สุขภาพชุมชนเหล่านี้คือแนวหน้าในการรบกับโคโรน่าไวรัสของเกาหลีใต้ ภาพ: JUN MICHAEL PARK, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ผมรู้ถึงความเสี่ยงในการไปดีทรอยต์ แต่จนถึงตอนนี้ ผมยังคิดว่าคุ้มค่า มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเจ้าหน้าที่ขององค์กรมอเตอร์ซิตีมิตเทนมิชชัน ผู้ซึ่งแม้ว่าจะมีไวรัส ก็ไม่เคยหยุดส่งอาหารให้แก่ผู้หิวโหย

มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของไทเยีย แจ็กสัน และครอบครัวของเขา ซึ่งอาศัยในห้องพักริมทางเพราะแจ็กสันถูกเลิกจ้างจากบริษัทจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ที่ปิดตัวลงในช่วงโรคระบาด พวกเขามีเงินสำรองน้อยมากจนองค์กรมอเตอร์ซิตีมิตเทนมิชชันต้องจ่ายค่าเช่าห้องให้ กระนั้น พวกเขาก็พูดคุย หัวเราะ และอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยกัน

มันคุ้มค่าอย่างยิ่งที่จะเสี่ยงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวลูก ๆ ของเลิฟเวตต์ ซึ่งสูญเสียพ่ออย่างเจ็บปวด แต่ก็ผูกพันกันด้วยความรักที่พวกเขามีต่อเลิฟเวตต์

ประสบการณ์ของผมในดีทรอยต์ยืนยันในสิ่งที่ผมเชื่อ นั่นคือไม่ว่าจะประสบกับความทุกข์ยากอะไรก็ตาม เราจะผ่านมันไปได้ ถ้าเราอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นรัฐ และเป็นประเทศที่ห่วงใยประชาชนของตน ไม่ใช่แค่คนที่รํ่ารวยที่สุด นี่คือสิ่งที่ผมกลัวมาก ว่าเราจะกลายเป็นประเทศที่มีเพียงคนรํ่ารวยที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอดและรุ่งเรือง

เรื่องและภาพถ่าย แดนนี วิลคอกซ์ เฟรเชอร์
เรียบเรียง แคสซันดรา สแปรตลิง


อ่านเพิ่มเติม เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 เธอจึงตัดสินใจ คลอดลูกที่บ้าน

คลอดลูกที่บ้าน

เรื่องแนะนำ

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

พัฒนาการเด็ก ได้รับผลกระทบจากการเก็บตัวช่วงโควิด-19 อย่างไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงผลกระทบของ พัฒนาการเด็ก และวิธีสนับสนุนเด็กที่ต้องใช้ชีวิตแบบ “บังเกอร์ เบบี้” หรือเด็กในหลุมหลบภัยในช่วงเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายเมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 มีการศูนย์เลี้ยงเด็กและโรงเรียนทั่วประเทศ พ่อแม่จากหลายครอบครัวต้องตกงาน อีกหลายครอบครัวต้องทำงานและเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เด็กๆ นับล้านคนต้องกลายเป็น “บังเกอร์ เบบี้” (Bunker Babies) หรือเด็กในหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเติบโตในยุคที่ห่างไกลจากความปกติที่เคยเป็นมา หนึ่งในคำแรกที่ “Winnie” หนูน้อยวัย 3 ขวบพูดได้คือคำว่า “มาสก์” คุณ Nick Ruggia พ่อของเธอกังวลว่า Winnie จะมีมุมมองไม่ดีต่อโลกและชีวิต เช่นเดียวกับคุณ Mike John คุณพ่ออีกรายในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งก็เป็นห่วงพัฒนาการทางสังคมของหนู “Luna” ลูกสาววัยสี่ขวบที่ต้องใส่หน้ากาก KN-95 ไปเรียน “เธอไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นหรือแม้แต่คุยกับเด็กวัยเดียวกันกับเธอ” คุณ John กล่าว พ่อแม่อีกหลายคนสอนให้ลูกระมัดระวังตัวจากการติดเชื้อ ในขณะที่บางครอบครัวสร้าง “เครือข่าย” พบปะระหว่างครอบครัวที่รักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกัน ไม่ว่าแต่ละครอบครัวจะใช้วิธีหรือมาตรการใดๆ เหล่าผู้ปกครองก็ยังกังวลถึงพัฒนาการของเด็กๆ ในชีวิตท่ามกลางโรคระบาด สถานการณ์ในระยะเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆ […]