วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า แม้จะมีข้อสงสัยในผลข้างเคียงที่ปรากฏออกมา แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถเป็นวัคซีนที่ช่วยชีวิตประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนาได้

ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ผลิตวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์วัคซีนระยะที่สามในสหรัฐอเมริกาว่า วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพป้องกันอาการของโรคติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 76

การป้องกันของวัคซีนจะได้ผลดีมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีประสิทธิผลร้อยละ 85 และที่สำคัญที่สุด วัคซีนนี้สามารถป้องกันอาการร้ายแรงจากโรคโควิด-19 ได้มากถึงร้อยละ 100 และไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรง แม้ว่าจะมีข้อกังขาในที่หลายประเทศในยุโรปได้สั่งหยุดการใช้วัคซีนชนิดนี้หลังจากมีผู้เสียชีวิตจากภาวะอาการลิ่มเลือด

แม้ว่าผลดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีประสิทธิภาพที่ไม่เท่ากับวัคซีนชนิด mRNA อย่างไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค และโมเดอร์นา แต่ก็ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่เพียงพอ

ผลการทดสอบขั้นต้นที่ออกมาถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ควบคุมดูแลการใช้วัคซีนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลกที่พยายามฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่มีต่อวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซนกา

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้ผลการวิเคราะห์นี้เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนได้ว่า วัคซีนนี้ปลอดภัย และยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อเมริกา
ผู้มีอาชีพทางการแพทย์รอนักเศึกษาที่จะเข้ามาฉีดวัคซีนในพื้นที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ตัน รัฐเวสท์เวอร์จิเนีย ภาพถ่ายโดย STEPHEN ZENNER, GETTY IMAGES

“หากวัคซีนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง (กับภาวะลิ่มเลือด) จริง จะต้องมีสัญญาณที่ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็วและชัดเจนกว่านี้” เอ็ดเวิร์ด โจนส์-โลเปซ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คณะแพทยศาสตร์เค็ก มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย หนึ่งในคณะทำงานด้านการทดสอบทางคลินิกวิทยาของวัคซีนแอสตราเซเนกาในสหรัฐฯ กล่าวและเสริมว่า “แต่เมื่อคุณใช้กับคนนับล้านคน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการทดสอบทางคลินิก ผลข้างเคียงซึ่งปรากฏได้ยากก็จะชัดเจนขึ้นครับ”

ในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้คนกว่า 10 ล้านคนได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา ยังไม่มีรายงานของภาวะลิ่มเลือดอุดตันอย่างรุนแรง โดยรวมแล้ว มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกามีภาวะลิ่มเลือดอยู่ 37 กรณีจาก 17 ล้านคนในสหราชอาณาจักรและยุโรป ในวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา แอนน์ เทย์เลอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของบริษัทกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “จำนวนของรายงานภาวะลิ่มเลือดจากกลุ่มประชากร ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการใช้กับกลุ่มประชากรทั่วไป”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าวหรือไม่ “การเกิด (ลิ่มเลือด) ทั้งหมดก็ยังเป็นปัญหาอยู่” วิลเลียม ชัฟฟ์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ และอาจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กล่าวและเสริมว่า “เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสัญญาณ ไม่ใช่ข้อสรุป แต่ต้องมีการตรวจสอบสัญญาณนี้ต่อไป ถ้าเกิดควัน ก็หมายความว่าอาจจะมีไฟ เราต้องแยกให้ออกระหว่างความเกี่ยวข้องจริงๆ กับสิ่งที่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ”

พยาบาลคนหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแขนผู้หญิงคนหนึ่งในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายโคโรนาในเขตแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ในเมืองโคโรนา เมื่อเดือนมกราคม 2021 ภาพถ่ายโดย FREDERIC J. BROWN, AFP VIA GETTY IMAGESA

ด้านนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ที่ศึกษาสุขภาพของคนงานชาวนอร์เวย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้กล่าวว่า ปฏิกิริยานี้เกิดจากวัคซีน คำอธิบายของเขาคือวัคซีนได้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป นำมาสู่การก่อตัวของแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภาวะที่เกล็ดเลือดก่อตัวจนเป็นลิ่ม และในเวลาเดียวกัน แอนติบอดีเหล่านี้ก็ได้เกิดผลกระทบตรงกันข้าม ซึ่งการลดจำนวนลงของเกล็ดเลือด อันเป็นกระบวนการจำเป็นที่ก่อให้เกิดการเกิดลิ่มเลือด (for coagulating the blood) ก็จะก่อให้เกิดภาวะเลือดออกภายในได้

อย่างไรก็ตาม เอเมอร์ คุก ประธานขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป หรือ European Medicines Agency (EMA) กล่าวว่า “นี่เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่ากรณีผลข้างเคียงอันเลวร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ก็จะส่งผลในจำนวนน้อยคนที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในระดับที่อันตรายและภาวะเลือดออกในร่างกาย ดังนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่ วัคซีนชนิดนี้ยังปลอดภัยและได้ผล ซึ่งทางองค์กรจะทำการตรวจสอบต่อไป แต่ก็ได้ให้ไฟเขียวกับการใช้วัคซีนชนิดนี้ ด้านประเทศในยุโรปหลายประเทศก็มีแผนการนำเอาวัคซีนชนิดนี้กลับมาใช้แล้ว

วัคซีนแอสตราเซนเนกาทำงานอย่างไร

วัคซีนแอสตราเซนเนกาต่างจากวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาตรงที่การใช้เชื้อไวรัสที่ทำการตัดต่อเพื่อการนำพาชิ้นส่วนพันธุกรรมที่ถูกถอดออกมาจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าไปภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน ในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แอสตราเซเนกาเป็นวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มในช่วงเวลาที่ห่างกัน 4-12 สัปดาห์

วัคซีนโควิด-19, ทดสอบโควิด, สนามบิน
ชายคนหนึ่งรับการทดสอบโควิด-19 ที่สนามบินลอสแอนเจลิส ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2020 ภาพถ่ายโดย MARIO TAMA, GETTY IMAGES

พื้นผิวของไวรัสโควิด-19 มีลักษณะเป็นหนาม หรือที่เรียกว่าสไปก์โปรตีน ไว้สำหรับใช้ยึดเกาะในเซลล์ของมนุษย์ ซึ่งส่วนของสไปก์โปรตีนนี้เองกลายเป็นส่วนที่ผู้ผลิตวัคซีนให้ความสนใจ สำหรับวัคซีนแอสตราเซนเนกา นักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตใช้วัคซีนเพื่อประกบยีนของไวรัสที่ใช้สร้างสไปก์โปรตีนไปยังพันธุกรรมของไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัด (cold virus) ที่ถูกตัดต่อซึ่งส่งผลกับสัตว์ประเภทชิมแปนซี ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดเหล่านี้จะนำพายีนที่ก่อให้เกิดสไปก์โปรตีนเข้าไปติดในเซลล์ของมนุษย์ แต่จะไม่ก่อให้เกิดโรคที่มาจากไวรัสแต่อย่างใด

เมื่อวัคซีนแอสตราเซนเนกาถูกฉีดเข้าไปในร่างกายของมนุษย์ ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดนี้จะเข้าไปจับกับพื้นผิวของเซลล์และส่งดีเอ็นเอเข้าไป กลไกเซลล์ของมนุษย์จะใช้ดีเอ็นเอนี้ผลิตสไปก์โปรตีนที่เตือนไปยังระบบภูมิคุ้มกันว่ามีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามาภายในเซลล์

เมื่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตรวจจับสไปก์โปรตีนได้ จะมีปฏิกิริยาราวกับว่าร่างกายกำลังถูกจู่โจมจากไวรัสโคโรนาของจริง เซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ที่ต่อสู้กับการติดเชื้อและสร้างแอนติบอดีจะเริ่มปฏิบัติการ โดยวิธีการประกบสไปก์โปรตีนของไวรัสโคโรนา แอนติบอดีจะป้องกันการติดเชื้อโดยการขัดขวางสไปก์โปรตีนไม่ให้จับกับเซลล์มนุษย์ กระบวนการนี้จะป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าไปในเซลล์ของมนุษย์ได้

วัคซีนโควิด-19, หน้ากากอนามัย
เด็กๆ กำลังเล่นมวยปล้ำใต้ต้นซากุระญี่ปุ่นที่สวนเซ็นทรัลพาร์กท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในนครนิวยอร์ก หลังจากคำสั่งปิดเมืองในหลายๆ สถานที่ตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ได้ผ่อนปรนการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เสี่ยงติดเชื้อต่ำแล้ว ภาพถ่ายโดย ALEXI ROSENFELD, GETTY IMAGES

วัคซีนช่วยชีวิตของบรรดาประเทศยากจน?

วัคซีนแอสตราเซนเนกาซึ่งเป็นวัคซีนที่ไม่ได้มีเป้าหมายการผลิตเพื่อแสวงหาผลกำไรนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตให้กับบรรดาประเทศที่กำลังพัฒนา และองค์การอนามัยโลกใช้วัคซีนนี้ในโครงการฉีดวัคซีนให้กับประเทศที่ยากจนหรือมีรายได้ปานกลาง เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ราคาไม่แพง ผลิตได้เร็วในปริมาณที่มาก และสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิของตู้เย็นปกติได้นานสุดถึง 6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องเก็บในอุณหภูมิแช่แข็งเหมือนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาที่เก็บรักษาได้ยากกว่า

ในปัจจุบัน มีการอนุมัติใช้วัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่า 70 ประเทศใน 6 ทวีป นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก และได้มีการเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนชนิดนี้ใน 142 ประเทศผ่านโครงการโคแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการรับประกันว่าประเทศที่ยากจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงวัคซีนได้

“สิ่งที่น่ากังวลคือจะมีประเทศที่รู้สึกผิดหวังในเรื่องนี้” ชัฟฟ์เนอร์กล่าวและเสริมว่า “ในประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาจะพูดว่า โธ่ คุณให้วัคซีนคุณภาพชั้นสองให้เรา”

การถูกขัดจังหวะในกระบวนการกระจายวัคซีนอาจทำให้ความพยายามในการลดผู้ติดเชื้อในระดับโลกอาจลดลงไป เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตตั้งใจว่าจะผลิตวัคซีนจำนวนมากให้ประเทศที่มีวัคซีนไม่เพียงพอ

ด้าน พอล ออฟฟิต แพทย์และผู้อำนวยการของศูนย์ศึกษาวัคซีนในโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวัคซีนวิทยาในคณะแพทยศาสตร์เพเรลแมน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า “นี่จะเป็นวัคซีนที่ราคาไม่แพง จัดเก็บได้ง่าย ซึ่งจะถูกส่งมอบให้คนทั้งโลก ผมเกรงว่าผู้คนจะไม่ต้องการให้มันถูกใช้ในเหตุผลที่ผิด ถ้ามันยังมีประเด็นข้อสงสัยในแง่ของความปลอดภัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้เนื่องจากความสำเร็จที่แท้จริง (ของวัคซีน) ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้”

เรื่อง ลินดา มาร์ซา


อ่านเพิ่มเติม การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียงวัคซีน

เรื่องแนะนำ

‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ คาดการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 3 วัน

คพ. ผนึก สวทช. ใช้ ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ คาดการณ์ฝุ่น PM 2.5 รู้ล่วงหน้า 3 วัน กรมควบคุมมลพิษผนึกกำลังบุคลากรและเครื่องมือของ สวทช. โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง หรือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) จากศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง หรือ ThaiSC พัฒนาการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เฉพาะทางด้านมลพิษทางอากาศ (WRF-chem) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้เร็วขึ้นถึง 15 เท่า ช่วยรองรับการคาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้า 3 วัน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยผู้บริหารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมแถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการคาดการณ์คุณภาพอากาศ และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ระหว่างกรมควบคุมมลพิษกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษได้พัฒนาระบบการคาดการณ์คุณภาพอากาศสำหรับใช้ประเมินสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ และพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยรับการสนับสนุนการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ทำให้การคาดการณ์สถานการณ์ปัญหา PM 2.5 ของประเทศ มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจ และวางแผนบริหารจัดการเพื่อตอบโต้สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น […]

กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major)

กลุ่มดาวหมีใหญ่ เรื่องเล่า ตำนาน และความจริงเกี่ยวกับกลุ่มดาวที่พบเห็นได้ง่ายที่สุด กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ “กลุ่มดาวจระเข้” เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์ที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดในบรรดากลุ่มดาวสากล (Constellations) ทั้ง 88 กลุ่มของโลก เนื่องจากมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวทางฝั่งซีกฟ้าเหนือและใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของกลุ่มดาวทั้งหมดในน่านฟ้าโลก กลุ่มดาวหมีใหญ่มีขนาดเป็นรองเพียงกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra) และกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี (Virgo) หรือกลุ่มดาวราศีกันย์ในฝั่งซีกฟ้าใต้ โดยครอบคลุมพื้นที่ราว 1,280 ตารางองศา หรือคิดเป็นร้อยละ 3.10 ของทรงกลมท้องฟ้า (Celestial sphere) ทั้งหมด นอกจากนี้ กลุ่มดาวหมีใหญ่ยังเป็นกลุ่มดาวที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปี และจะปรากฏขึ้นชัดเจนที่สุดบนท้องฟ้าช่วงค่ำในฤดูใบไม้ผลิของทางฝั่งซีกโลกเหนือ ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งซีกโลกใต้มีโอกาสพบเห็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ได้เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มดาวที่ปรากฏอาจไม่ชัดเจน หรือโดดเด่นเท่ากับการมองจากฝั่งซีกโลกเหนือ อ่านเพิ่มเติม : การกำเนิดดาวสฤกษ์ในระบบสุริยะ  องค์ประกอบของกลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวหมีใหญ่เป็นกลุ่มดาวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างมาก เนื่องจากดาวฤกษ์ที่สว่างจ้า 7 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูปกระบวย หรือที่เรียกกันว่า ดาวกระบวยใหญ่ (Big Dipper) เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของกลุ่มดาว โดยที่ดาวฤกษ์ทั้ง 7 ดวงนี้ ไม่ได้เป็น […]

หน้าที่ของระบบนิเวศ (Ecosystem Function)

หน้าที่ของระบบนิเวศ (Ecosystem function) มีส่วนสนับสนุนความสมดุลของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศ ในระบบนิเวศ (Ecosystem) การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง และปฏิสัมพันธ์ต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้เกิด หน้าที่ของระบบนิเวศ ที่สำคัญยิ่ง 2 ประการ ได้แก่ การถ่ายทอดพลังงาน (Energy Flows) คือ การถ่ายทอดพลังงานผ่านความสัมพันธ์ตามลำดับขั้นของสิ่งมีชีวิตในรูปของห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) และสายใยอาหาร (Food Web) ที่ซับซ้อน จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ของพืชสีเขียวหรือกลุ่มผู้ผลิตภายในระบบนิเวศ ซึ่งนำแสงสว่างและพลังงานจากดวงอาทิตย์มาใช้สร้างพลังงานเคมีในรูปของอาหาร เช่น แป้ง และน้ำตาล โดยพลังงานดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคลำดับต่อไป จนถึงผู้ย่อยสลายในท้ายที่สุด ในทุกขั้นของการถ่ายทอดพลังงานผ่านห่วงโซ่อาหารจะเกิดการสูญเสียพลังงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) จากระบบนิเวศไปในรูปของพลังงานความร้อน จากการนำไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ของสิ่งมีชีวิต มีพลังงานเพียงร้อยละ 10 ที่เก็บสะสมไว้ในพืชสีเขียวถูกนำมาแปรเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพของสัตว์กินพืช ดังนั้น ผู้บริโภคในลำดับขั้นถัดไปในห่วงโซ่อาหารจะได้รับพลังงานสะสมที่ถูกเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ตามกฎ ร้อยละ 10 (Ten Percent […]