วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า แม้จะมีข้อสงสัยในผลข้างเคียงที่ปรากฏออกมา แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถเป็นวัคซีนที่ช่วยชีวิตประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนาได้

ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ผลิตวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์วัคซีนระยะที่สามในสหรัฐอเมริกาว่า วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพป้องกันอาการของโรคติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 76

การป้องกันของวัคซีนจะได้ผลดีมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีประสิทธิผลร้อยละ 85 และที่สำคัญที่สุด วัคซีนนี้สามารถป้องกันอาการร้ายแรงจากโรคโควิด-19 ได้มากถึงร้อยละ 100 และไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรง แม้ว่าจะมีข้อกังขาในที่หลายประเทศในยุโรปได้สั่งหยุดการใช้วัคซีนชนิดนี้หลังจากมีผู้เสียชีวิตจากภาวะอาการลิ่มเลือด

แม้ว่าผลดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีประสิทธิภาพที่ไม่เท่ากับวัคซีนชนิด mRNA อย่างไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค และโมเดอร์นา แต่ก็ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่เพียงพอ

ผลการทดสอบขั้นต้นที่ออกมาถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ควบคุมดูแลการใช้วัคซีนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลกที่พยายามฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่มีต่อวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซนกา

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้ผลการวิเคราะห์นี้เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนได้ว่า วัคซีนนี้ปลอดภัย และยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อเมริกา
ผู้มีอาชีพทางการแพทย์รอนักเศึกษาที่จะเข้ามาฉีดวัคซีนในพื้นที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ตัน รัฐเวสท์เวอร์จิเนีย ภาพถ่ายโดย STEPHEN ZENNER, GETTY IMAGES

“หากวัคซีนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง (กับภาวะลิ่มเลือด) จริง จะต้องมีสัญญาณที่ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็วและชัดเจนกว่านี้” เอ็ดเวิร์ด โจนส์-โลเปซ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คณะแพทยศาสตร์เค็ก มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย หนึ่งในคณะทำงานด้านการทดสอบทางคลินิกวิทยาของวัคซีนแอสตราเซเนกาในสหรัฐฯ กล่าวและเสริมว่า “แต่เมื่อคุณใช้กับคนนับล้านคน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการทดสอบทางคลินิก ผลข้างเคียงซึ่งปรากฏได้ยากก็จะชัดเจนขึ้นครับ”

ในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้คนกว่า 10 ล้านคนได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา ยังไม่มีรายงานของภาวะลิ่มเลือดอุดตันอย่างรุนแรง โดยรวมแล้ว มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกามีภาวะลิ่มเลือดอยู่ 37 กรณีจาก 17 ล้านคนในสหราชอาณาจักรและยุโรป ในวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา แอนน์ เทย์เลอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของบริษัทกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “จำนวนของรายงานภาวะลิ่มเลือดจากกลุ่มประชากร ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการใช้กับกลุ่มประชากรทั่วไป”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าวหรือไม่ “การเกิด (ลิ่มเลือด) ทั้งหมดก็ยังเป็นปัญหาอยู่” วิลเลียม ชัฟฟ์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ และอาจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กล่าวและเสริมว่า “เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสัญญาณ ไม่ใช่ข้อสรุป แต่ต้องมีการตรวจสอบสัญญาณนี้ต่อไป ถ้าเกิดควัน ก็หมายความว่าอาจจะมีไฟ เราต้องแยกให้ออกระหว่างความเกี่ยวข้องจริงๆ กับสิ่งที่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ”

พยาบาลคนหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแขนผู้หญิงคนหนึ่งในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายโคโรนาในเขตแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ในเมืองโคโรนา เมื่อเดือนมกราคม 2021 ภาพถ่ายโดย FREDERIC J. BROWN, AFP VIA GETTY IMAGESA

ด้านนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ที่ศึกษาสุขภาพของคนงานชาวนอร์เวย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้กล่าวว่า ปฏิกิริยานี้เกิดจากวัคซีน คำอธิบายของเขาคือวัคซีนได้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป นำมาสู่การก่อตัวของแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภาวะที่เกล็ดเลือดก่อตัวจนเป็นลิ่ม และในเวลาเดียวกัน แอนติบอดีเหล่านี้ก็ได้เกิดผลกระทบตรงกันข้าม ซึ่งการลดจำนวนลงของเกล็ดเลือด อันเป็นกระบวนการจำเป็นที่ก่อให้เกิดการเกิดลิ่มเลือด (for coagulating the blood) ก็จะก่อให้เกิดภาวะเลือดออกภายในได้

อย่างไรก็ตาม เอเมอร์ คุก ประธานขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป หรือ European Medicines Agency (EMA) กล่าวว่า “นี่เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่ากรณีผลข้างเคียงอันเลวร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ก็จะส่งผลในจำนวนน้อยคนที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในระดับที่อันตรายและภาวะเลือดออกในร่างกาย ดังนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่ วัคซีนชนิดนี้ยังปลอดภัยและได้ผล ซึ่งทางองค์กรจะทำการตรวจสอบต่อไป แต่ก็ได้ให้ไฟเขียวกับการใช้วัคซีนชนิดนี้ ด้านประเทศในยุโรปหลายประเทศก็มีแผนการนำเอาวัคซีนชนิดนี้กลับมาใช้แล้ว

วัคซีนแอสตราเซนเนกาทำงานอย่างไร

วัคซีนแอสตราเซนเนกาต่างจากวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาตรงที่การใช้เชื้อไวรัสที่ทำการตัดต่อเพื่อการนำพาชิ้นส่วนพันธุกรรมที่ถูกถอดออกมาจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าไปภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน ในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แอสตราเซเนกาเป็นวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มในช่วงเวลาที่ห่างกัน 4-12 สัปดาห์

วัคซีนโควิด-19, ทดสอบโควิด, สนามบิน
ชายคนหนึ่งรับการทดสอบโควิด-19 ที่สนามบินลอสแอนเจลิส ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2020 ภาพถ่ายโดย MARIO TAMA, GETTY IMAGES

พื้นผิวของไวรัสโควิด-19 มีลักษณะเป็นหนาม หรือที่เรียกว่าสไปก์โปรตีน ไว้สำหรับใช้ยึดเกาะในเซลล์ของมนุษย์ ซึ่งส่วนของสไปก์โปรตีนนี้เองกลายเป็นส่วนที่ผู้ผลิตวัคซีนให้ความสนใจ สำหรับวัคซีนแอสตราเซนเนกา นักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตใช้วัคซีนเพื่อประกบยีนของไวรัสที่ใช้สร้างสไปก์โปรตีนไปยังพันธุกรรมของไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัด (cold virus) ที่ถูกตัดต่อซึ่งส่งผลกับสัตว์ประเภทชิมแปนซี ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดเหล่านี้จะนำพายีนที่ก่อให้เกิดสไปก์โปรตีนเข้าไปติดในเซลล์ของมนุษย์ แต่จะไม่ก่อให้เกิดโรคที่มาจากไวรัสแต่อย่างใด

เมื่อวัคซีนแอสตราเซนเนกาถูกฉีดเข้าไปในร่างกายของมนุษย์ ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดนี้จะเข้าไปจับกับพื้นผิวของเซลล์และส่งดีเอ็นเอเข้าไป กลไกเซลล์ของมนุษย์จะใช้ดีเอ็นเอนี้ผลิตสไปก์โปรตีนที่เตือนไปยังระบบภูมิคุ้มกันว่ามีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามาภายในเซลล์

เมื่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตรวจจับสไปก์โปรตีนได้ จะมีปฏิกิริยาราวกับว่าร่างกายกำลังถูกจู่โจมจากไวรัสโคโรนาของจริง เซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ที่ต่อสู้กับการติดเชื้อและสร้างแอนติบอดีจะเริ่มปฏิบัติการ โดยวิธีการประกบสไปก์โปรตีนของไวรัสโคโรนา แอนติบอดีจะป้องกันการติดเชื้อโดยการขัดขวางสไปก์โปรตีนไม่ให้จับกับเซลล์มนุษย์ กระบวนการนี้จะป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าไปในเซลล์ของมนุษย์ได้

วัคซีนโควิด-19, หน้ากากอนามัย
เด็กๆ กำลังเล่นมวยปล้ำใต้ต้นซากุระญี่ปุ่นที่สวนเซ็นทรัลพาร์กท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในนครนิวยอร์ก หลังจากคำสั่งปิดเมืองในหลายๆ สถานที่ตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ได้ผ่อนปรนการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เสี่ยงติดเชื้อต่ำแล้ว ภาพถ่ายโดย ALEXI ROSENFELD, GETTY IMAGES

วัคซีนช่วยชีวิตของบรรดาประเทศยากจน?

วัคซีนแอสตราเซนเนกาซึ่งเป็นวัคซีนที่ไม่ได้มีเป้าหมายการผลิตเพื่อแสวงหาผลกำไรนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตให้กับบรรดาประเทศที่กำลังพัฒนา และองค์การอนามัยโลกใช้วัคซีนนี้ในโครงการฉีดวัคซีนให้กับประเทศที่ยากจนหรือมีรายได้ปานกลาง เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ราคาไม่แพง ผลิตได้เร็วในปริมาณที่มาก และสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิของตู้เย็นปกติได้นานสุดถึง 6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องเก็บในอุณหภูมิแช่แข็งเหมือนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาที่เก็บรักษาได้ยากกว่า

ในปัจจุบัน มีการอนุมัติใช้วัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่า 70 ประเทศใน 6 ทวีป นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก และได้มีการเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนชนิดนี้ใน 142 ประเทศผ่านโครงการโคแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการรับประกันว่าประเทศที่ยากจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงวัคซีนได้

“สิ่งที่น่ากังวลคือจะมีประเทศที่รู้สึกผิดหวังในเรื่องนี้” ชัฟฟ์เนอร์กล่าวและเสริมว่า “ในประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาจะพูดว่า โธ่ คุณให้วัคซีนคุณภาพชั้นสองให้เรา”

การถูกขัดจังหวะในกระบวนการกระจายวัคซีนอาจทำให้ความพยายามในการลดผู้ติดเชื้อในระดับโลกอาจลดลงไป เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตตั้งใจว่าจะผลิตวัคซีนจำนวนมากให้ประเทศที่มีวัคซีนไม่เพียงพอ

ด้าน พอล ออฟฟิต แพทย์และผู้อำนวยการของศูนย์ศึกษาวัคซีนในโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวัคซีนวิทยาในคณะแพทยศาสตร์เพเรลแมน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า “นี่จะเป็นวัคซีนที่ราคาไม่แพง จัดเก็บได้ง่าย ซึ่งจะถูกส่งมอบให้คนทั้งโลก ผมเกรงว่าผู้คนจะไม่ต้องการให้มันถูกใช้ในเหตุผลที่ผิด ถ้ามันยังมีประเด็นข้อสงสัยในแง่ของความปลอดภัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้เนื่องจากความสำเร็จที่แท้จริง (ของวัคซีน) ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้”

เรื่อง ลินดา มาร์ซา


อ่านเพิ่มเติม การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียงวัคซีน

เรื่องแนะนำ

รู้ได้อย่างไรว่าลิงตัวไหนอยากกัดคุณ?

เรื่อง ซาร่า กิบเบนส์ ด้วยความที่เป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ ไพรเมตบางชนิดมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับพวกเรา อย่างไรก็ตามการแปลความหมายที่เกิดขึ้นของสีหน้านั้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด และนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อทั้งมนุษย์ และลิงได้ ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยลินคอล์นพบว่า ยิ่งมนุษย์พยายามที่จะเดาความหมาย ของท่าทางที่ลิงบาร์บารี หรือลิงกังแสดงออกมามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งคาดเดาได้ผิดมากเท่านั้น โดย Laëtitia Maréchal หนึ่งในผู้วิจัย เชื่อว่าสาเหตุเป็นเพราะมนุษย์เราตีความท่าทางของสัตว์เอาโดยใช้ลักษณะของมนุษย์เองเป็นหลัก “บรรดานักท่องเที่ยวมักชอบคิดว่าท่าทางที่ลิงกังแสดงออกมานั้น พวกมันกำลังส่งจูบอยู่ และพวกเขาก็ส่งจูบกลับเป็นการตอบสนอง”เธอกล่าว ซึ่งในทางกลับกันท่าทางดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนจากพวกมันไม่ให้มนุษย์เข้ามาใกล้ ในการศึกษาเธอแบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองทางออนไลน์ออกเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับสัตว์มาก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน สองคือกลุ่มคนที่เคยชมภาพถ่ายการแสดงสีหน้าของลิงมาก่อน และสุดท้ายกลุ่มที่ไม่เคยพบเห็นลิงตัวเป็นๆมาก่อนในชีวิต หลังให้พวกเขาชมภาพถ่าย ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมทุกคนนั้นตีความสัญญาณที่ส่งออกมาผิดพลาด กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและทำงานร่วมกับสัตว์นั้น มีอัตราความผิดพลาดไม่เกิน 7% ในกลุ่มที่สองที่เคยชมภาพนั้นความผิดพลาดอยู่ที่ 20%และกลุ่มสุดท้ายผิดพลาดสูงถึง 40% นอกจากนั้น Maréchal ยังระบุว่าในการตีความไพรเมตอื่นๆอย่าง อุรังอุตัง และชิมแปนซี มนุษย์ก็มักจะตีความผิดในทำนองเดียวกัน “ถ้าลิงทำสีหน้าที่ดูเหมือนยิ้ม นั้นแปลว่ามันกำลังไม่ไว้วางใจ” เธอกล่าว “คุณอาจจะเคยเห็นภาพของลิงชิมแปนซียิ้มบนการ์ดวันเกิดแต่จริงๆแล้วมันคือสีหน้าของความทุกข์ตรม” ทั้งนี้ทางคณะนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาครั้งนี้ จะมีประโยชน์สำหรับบรรดานักท่องเที่ยวในสวนสัตว์เปิด เพื่อป้องกันพวกเขาจากความเสี่ยงในการถูกลิงทำร้ายได้ แม้ว่าในตามธรรมชาติแล้วลิงกังจะเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย และจะตอบสนองหากถูกทำร้ายก่อนก็ตาม Agustín […]

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการปรับปรุงดิน

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการปรับปรุงดิน จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืชของมนุษย์ ดิน (Soil) คือหนึ่งในทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก เนื่องจากดินนับเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพืช ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและแหล่งอาหารลำดับที่หนึ่ง ในระบบนิเวศ รวมถึงการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งกักเก็บน้ำ และยังเป็นรากฐานของการเพาะปลูกและการทำเกษตรกรรมของมนุษย์อีกด้วย มนุษย์จึงใช้ประโยชน์จาก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเรียนรู้วิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชที่เพาะปลูก ดังนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน (Soil Fertility) ทั้งในด้านขององค์ประกอบ ชนิดและปริมาณของแร่ธาตุ รวมถึงสถานะของสารอาหารต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในดิน จึงนับเป็นตัวชี้วัดถึงผลิตภาพ (Soil Productivity) หรือความสามารถในการให้ผลผลิตของพืชอีกด้วย เมื่อธาตุอาหารในดินอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงมีปริมาณที่เหมาะสม พืชจึงสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสมดุลภายในระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ แต่ในปัจจุบัน การเพาะปลูกและการทำเกษตรกรรมในรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อผลิตทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ได้ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ดินในธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านคุณสมบัติทางเคมี กายภาพ และชีวภาพ เช่น ปริมาณอินทรียวัตถุ (Organic Matter) ลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการกักเก็บธาตุอาหารพืชของดินลดลง ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำลดลง ดินมีความเป็นกรด-ด่างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการดูดซับธาตุอาหารของพืช เป็นต้น ในธรรมชาติ ดินนับเป็นแหล่งสะสมธาตุอาหารหลักของพืช มีแร่ธาตุถึง […]

พืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledon)

นิยามของพืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledon หรือ Magnoliopsida) คือ พืชที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ เมื่อเริ่มงอกออกจากเมล็ดพันธุ์ เป็นพืชที่มีรากเป็นระบบรากแก้ว และเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะไม่เกิดข้อและปล้องขึ้นชัดเจนตามบริเวณลำต้นเหมือนกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ มีเปลือกหนาและมีเนื้อไม้แข็งแรง ขณะที่ท่อลำเลียงอาหารและน้ำของพืชกลุ่มนี้ จะจัดเรียงอยู่ภายในลำต้นอย่างเป็นระเบียบ จึงทำให้พืชใบเลี้ยงคู่มีการเจริญเติบโตทางด้านข้าง สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาได้ดี อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การงอกของเมล็ดพืช แกนกลางของลำต้นพืชกลุ่มนี้จะไม่มีท่อลำเลียง แต่จะเป็นเนื้อไม้ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน ส่วนท่อลำเลียงจะจัดเรียงเป็นวงอย่างมีระเบียบอยู่รอบลำต้น ส่วนใบของพืชกลุ่มนี้มีลักษณะกว้าง มีการแตกแขนงเป็นร่างแหออกจากแกนกลางของใบ จำนวนของกลีบดอกจะมี 4 – 5 กลีบ หรือทวีคูณของ 4 – 5 หากปลูกพืชใบเลี้ยงคู่เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลา นานกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ยังมีความแตกต่างกันอีกมากระหว่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ อย่างเช่น ลักษณะโครงสร้างของเกสร หรือปากใบ (Stomata) แต่มันยากที่จะสังเกตเห็นชัดด้วยตาเปล่า พืชใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีอายุยืนยาวกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลักษณะของใบกว้าง มีเส้นใบแตกแขนงเป็นร่างแหที่ซับซ้อนออกจากตรงแก่นกลางของใบ และส่วนของกลีบดอกจะมีจำนวนราว 4 ถึง 5 กลีบ หรือเท่าทวีคูณของ 4 และ 5 […]

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยคืนหางให้แอลลิเกเตอร์

อันที่จริงแอลลิเกเตอร์ตัวนี้เคยได้รับการต่อหางมาแล้วจากแอลลิเกเตอร์ตัวที่ตายไป แต่ดูเหมือนว่าหางเทียมจามการพิมพ์สามมิติจะเป็นที่ถูกใจมันมากกว่า