วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ดีหรือไม่ – ทำงานอย่างไร และข้อสงสัยในผลข้างเคียง

วัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า แม้จะมีข้อสงสัยในผลข้างเคียงที่ปรากฏออกมา แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถเป็นวัคซีนที่ช่วยชีวิตประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนาได้

ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ผลิตวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า ได้เปิดเผยผลการวิเคราะห์วัคซีนระยะที่สามในสหรัฐอเมริกาว่า วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพป้องกันอาการของโรคติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 76

การป้องกันของวัคซีนจะได้ผลดีมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีประสิทธิผลร้อยละ 85 และที่สำคัญที่สุด วัคซีนนี้สามารถป้องกันอาการร้ายแรงจากโรคโควิด-19 ได้มากถึงร้อยละ 100 และไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรง แม้ว่าจะมีข้อกังขาในที่หลายประเทศในยุโรปได้สั่งหยุดการใช้วัคซีนชนิดนี้หลังจากมีผู้เสียชีวิตจากภาวะอาการลิ่มเลือด

แม้ว่าผลดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่าวัคซีนชนิดนี้อาจมีประสิทธิภาพที่ไม่เท่ากับวัคซีนชนิด mRNA อย่างไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค และโมเดอร์นา แต่ก็ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่เพียงพอ

ผลการทดสอบขั้นต้นที่ออกมาถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ควบคุมดูแลการใช้วัคซีนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลกที่พยายามฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่มีต่อวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซนกา

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถใช้ผลการวิเคราะห์นี้เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนได้ว่า วัคซีนนี้ปลอดภัย และยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

อเมริกา
ผู้มีอาชีพทางการแพทย์รอนักเศึกษาที่จะเข้ามาฉีดวัคซีนในพื้นที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ตัน รัฐเวสท์เวอร์จิเนีย ภาพถ่ายโดย STEPHEN ZENNER, GETTY IMAGES

“หากวัคซีนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง (กับภาวะลิ่มเลือด) จริง จะต้องมีสัญญาณที่ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็วและชัดเจนกว่านี้” เอ็ดเวิร์ด โจนส์-โลเปซ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ คณะแพทยศาสตร์เค็ก มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย หนึ่งในคณะทำงานด้านการทดสอบทางคลินิกวิทยาของวัคซีนแอสตราเซเนกาในสหรัฐฯ กล่าวและเสริมว่า “แต่เมื่อคุณใช้กับคนนับล้านคน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการทดสอบทางคลินิก ผลข้างเคียงซึ่งปรากฏได้ยากก็จะชัดเจนขึ้นครับ”

ในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้คนกว่า 10 ล้านคนได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา ยังไม่มีรายงานของภาวะลิ่มเลือดอุดตันอย่างรุนแรง โดยรวมแล้ว มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกามีภาวะลิ่มเลือดอยู่ 37 กรณีจาก 17 ล้านคนในสหราชอาณาจักรและยุโรป ในวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา แอนน์ เทย์เลอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของบริษัทกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “จำนวนของรายงานภาวะลิ่มเลือดจากกลุ่มประชากร ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการใช้กับกลุ่มประชากรทั่วไป”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าวัคซีนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าวหรือไม่ “การเกิด (ลิ่มเลือด) ทั้งหมดก็ยังเป็นปัญหาอยู่” วิลเลียม ชัฟฟ์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ และอาจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กล่าวและเสริมว่า “เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสัญญาณ ไม่ใช่ข้อสรุป แต่ต้องมีการตรวจสอบสัญญาณนี้ต่อไป ถ้าเกิดควัน ก็หมายความว่าอาจจะมีไฟ เราต้องแยกให้ออกระหว่างความเกี่ยวข้องจริงๆ กับสิ่งที่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ”

พยาบาลคนหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแขนผู้หญิงคนหนึ่งในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายโคโรนาในเขตแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ในเมืองโคโรนา เมื่อเดือนมกราคม 2021 ภาพถ่ายโดย FREDERIC J. BROWN, AFP VIA GETTY IMAGESA

ด้านนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ที่ศึกษาสุขภาพของคนงานชาวนอร์เวย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะนี้กล่าวว่า ปฏิกิริยานี้เกิดจากวัคซีน คำอธิบายของเขาคือวัคซีนได้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป นำมาสู่การก่อตัวของแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภาวะที่เกล็ดเลือดก่อตัวจนเป็นลิ่ม และในเวลาเดียวกัน แอนติบอดีเหล่านี้ก็ได้เกิดผลกระทบตรงกันข้าม ซึ่งการลดจำนวนลงของเกล็ดเลือด อันเป็นกระบวนการจำเป็นที่ก่อให้เกิดการเกิดลิ่มเลือด (for coagulating the blood) ก็จะก่อให้เกิดภาวะเลือดออกภายในได้

อย่างไรก็ตาม เอเมอร์ คุก ประธานขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป หรือ European Medicines Agency (EMA) กล่าวว่า “นี่เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่ากรณีผลข้างเคียงอันเลวร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ก็จะส่งผลในจำนวนน้อยคนที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในระดับที่อันตรายและภาวะเลือดออกในร่างกาย ดังนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่ วัคซีนชนิดนี้ยังปลอดภัยและได้ผล ซึ่งทางองค์กรจะทำการตรวจสอบต่อไป แต่ก็ได้ให้ไฟเขียวกับการใช้วัคซีนชนิดนี้ ด้านประเทศในยุโรปหลายประเทศก็มีแผนการนำเอาวัคซีนชนิดนี้กลับมาใช้แล้ว

วัคซีนแอสตราเซนเนกาทำงานอย่างไร

วัคซีนแอสตราเซนเนกาต่างจากวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาตรงที่การใช้เชื้อไวรัสที่ทำการตัดต่อเพื่อการนำพาชิ้นส่วนพันธุกรรมที่ถูกถอดออกมาจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าไปภายในเซลล์ของมนุษย์เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน ในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แอสตราเซเนกาเป็นวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มในช่วงเวลาที่ห่างกัน 4-12 สัปดาห์

วัคซีนโควิด-19, ทดสอบโควิด, สนามบิน
ชายคนหนึ่งรับการทดสอบโควิด-19 ที่สนามบินลอสแอนเจลิส ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2020 ภาพถ่ายโดย MARIO TAMA, GETTY IMAGES

พื้นผิวของไวรัสโควิด-19 มีลักษณะเป็นหนาม หรือที่เรียกว่าสไปก์โปรตีน ไว้สำหรับใช้ยึดเกาะในเซลล์ของมนุษย์ ซึ่งส่วนของสไปก์โปรตีนนี้เองกลายเป็นส่วนที่ผู้ผลิตวัคซีนให้ความสนใจ สำหรับวัคซีนแอสตราเซนเนกา นักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตใช้วัคซีนเพื่อประกบยีนของไวรัสที่ใช้สร้างสไปก์โปรตีนไปยังพันธุกรรมของไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัด (cold virus) ที่ถูกตัดต่อซึ่งส่งผลกับสัตว์ประเภทชิมแปนซี ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดเหล่านี้จะนำพายีนที่ก่อให้เกิดสไปก์โปรตีนเข้าไปติดในเซลล์ของมนุษย์ แต่จะไม่ก่อให้เกิดโรคที่มาจากไวรัสแต่อย่างใด

เมื่อวัคซีนแอสตราเซนเนกาถูกฉีดเข้าไปในร่างกายของมนุษย์ ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดนี้จะเข้าไปจับกับพื้นผิวของเซลล์และส่งดีเอ็นเอเข้าไป กลไกเซลล์ของมนุษย์จะใช้ดีเอ็นเอนี้ผลิตสไปก์โปรตีนที่เตือนไปยังระบบภูมิคุ้มกันว่ามีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้ามาภายในเซลล์

เมื่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตรวจจับสไปก์โปรตีนได้ จะมีปฏิกิริยาราวกับว่าร่างกายกำลังถูกจู่โจมจากไวรัสโคโรนาของจริง เซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ที่ต่อสู้กับการติดเชื้อและสร้างแอนติบอดีจะเริ่มปฏิบัติการ โดยวิธีการประกบสไปก์โปรตีนของไวรัสโคโรนา แอนติบอดีจะป้องกันการติดเชื้อโดยการขัดขวางสไปก์โปรตีนไม่ให้จับกับเซลล์มนุษย์ กระบวนการนี้จะป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าไปในเซลล์ของมนุษย์ได้

วัคซีนโควิด-19, หน้ากากอนามัย
เด็กๆ กำลังเล่นมวยปล้ำใต้ต้นซากุระญี่ปุ่นที่สวนเซ็นทรัลพาร์กท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในนครนิวยอร์ก หลังจากคำสั่งปิดเมืองในหลายๆ สถานที่ตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ได้ผ่อนปรนการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เสี่ยงติดเชื้อต่ำแล้ว ภาพถ่ายโดย ALEXI ROSENFELD, GETTY IMAGES

วัคซีนช่วยชีวิตของบรรดาประเทศยากจน?

วัคซีนแอสตราเซนเนกาซึ่งเป็นวัคซีนที่ไม่ได้มีเป้าหมายการผลิตเพื่อแสวงหาผลกำไรนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตให้กับบรรดาประเทศที่กำลังพัฒนา และองค์การอนามัยโลกใช้วัคซีนนี้ในโครงการฉีดวัคซีนให้กับประเทศที่ยากจนหรือมีรายได้ปานกลาง เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ราคาไม่แพง ผลิตได้เร็วในปริมาณที่มาก และสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิของตู้เย็นปกติได้นานสุดถึง 6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องเก็บในอุณหภูมิแช่แข็งเหมือนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาที่เก็บรักษาได้ยากกว่า

ในปัจจุบัน มีการอนุมัติใช้วัคซีนแอสตราเซเนกามากกว่า 70 ประเทศใน 6 ทวีป นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ก็ได้รับการยอมรับจากองค์กรอนามัยโลก และได้มีการเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนชนิดนี้ใน 142 ประเทศผ่านโครงการโคแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการรับประกันว่าประเทศที่ยากจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงวัคซีนได้

“สิ่งที่น่ากังวลคือจะมีประเทศที่รู้สึกผิดหวังในเรื่องนี้” ชัฟฟ์เนอร์กล่าวและเสริมว่า “ในประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาจะพูดว่า โธ่ คุณให้วัคซีนคุณภาพชั้นสองให้เรา”

การถูกขัดจังหวะในกระบวนการกระจายวัคซีนอาจทำให้ความพยายามในการลดผู้ติดเชื้อในระดับโลกอาจลดลงไป เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตตั้งใจว่าจะผลิตวัคซีนจำนวนมากให้ประเทศที่มีวัคซีนไม่เพียงพอ

ด้าน พอล ออฟฟิต แพทย์และผู้อำนวยการของศูนย์ศึกษาวัคซีนในโรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวัคซีนวิทยาในคณะแพทยศาสตร์เพเรลแมน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า “นี่จะเป็นวัคซีนที่ราคาไม่แพง จัดเก็บได้ง่าย ซึ่งจะถูกส่งมอบให้คนทั้งโลก ผมเกรงว่าผู้คนจะไม่ต้องการให้มันถูกใช้ในเหตุผลที่ผิด ถ้ามันยังมีประเด็นข้อสงสัยในแง่ของความปลอดภัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้เนื่องจากความสำเร็จที่แท้จริง (ของวัคซีน) ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้”

เรื่อง ลินดา มาร์ซา


อ่านเพิ่มเติม การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียงวัคซีน

เรื่องแนะนำ

การแลกเปลี่ยนก๊าซ (Gas Exchange)

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างต้องการพลังงาน เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของการดำรงชีวิต โดยพลังงานส่วนใหญ่ได้มาจากการย่อยสลายโมเลกุลสารอาหารหรือกระบวนการที่เรียกว่า “การแลกเปลี่ยนก๊าซ” (Gas Exchange) และ “ระบบหายใจ” (Respiratory Systems) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ก๊าซออกซิเจน (Oxygen: O2) เพื่อก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีกลไกและอวัยวะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนก๊าซแตกต่างกันออกไปตามความซับซ้อนทางโครงสร้างร่างกาย และสภาพแวดล้อมหรือถิ่นที่อยู่อาศัย ขั้นตอนของกระบวนการหายใจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การหายใจภายนอกเซลล์ (External Respiration หรือ Breathing) คือ การนำอากาศเข้าสู่เซลล์หรือร่างกาย ก่อนเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอวัยวะที่ใช้หายใจ เช่น ปอด เหงือก ผิวหนัง ท่อลม และปากใบของพืช เป็นต้น การหายใจภายในเซลล์ (Internal Respiration หรือ Cellular Respiration) คือ ขั้นตอนของการย่อยสลายสารอาหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงาน เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยออกซิเจนและปฏิกิริยาทางเคมีที่สลับซับซ้อน ซึ่งสิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการหายใจครบทั้ง 2 ขั้นตอน ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น โพรโทซัว […]

ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า สถานที่ที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงของ โรคโควิด-19 มีสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกัน นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของพวกเขาสามารถคาดการณ์สถานที่ต่อไปที่เชื้อจะแพร่ระบาด นักวิทยาศาสตร์พบ “ความคล้ายคลึงกัน” เกี่ยวกับปัจจัยเรื่องอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดรุนแรงของ โรคโควิด-19 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีอุณภูมิเฉลี่ย 5-11 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศร้อยละ 47-79 ประเทศส่วนใหญ่ที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอยู่ในเขตอบอุ่นเหนือเส้นศูนย์สูตร ซึ่งรวมพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดคือ เมืองอู่ฮั่น มนฑลหูเป่ย รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่มีรายงานการระบาดรุนแรง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน สหรัฐอเมริกาทางตะวันตกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของอิตาลี การศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากสหรัฐฯ และอิหร่าน เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา พวกเขาอาจนำโมเดลนี้ไปใช้คาดการณ์พื้นที่หรือภูมิภาคอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรงต่อไป นักวิจัยกล่าวและเสริมว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยเรื่องกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กาาเดินทางและระบบสาธารณสุข และจากโมเดลนี้ นักวิจัยคาดว่า เมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรง ได้แก่ ลอนดอน ปราก ฮัมบูร์ก แวนคูเวอร์ นิวยอร์อก และเคียฟ แต่ถ้าอุณภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงในพื้นที่เหล่านี้อาจลดลง การศึกษาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ […]

หมอกควัน หรือ “หมอกพิษ” (Smog)

หมอกควัน หรือ “หมอกพิษ” (Smog) คือ หนึ่งในมลภาวะทางอากาศที่ปกคลุมมหานครทั่วโลกมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มควันและหมอกหนาหนักในชั้นบรรยากาศซึ่ง หมอกพิษ มีส่วนผสมขององค์ประกอบมากมายที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากควันโรงงานและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในสถานะของเหลวและก๊าซ ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ตามท้องถนน หรือแม้แต่ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประกอบกับการก่อตัวขึ้นภายใต้สภาพอากาศที่อุณหภูมิบริเวณภาคพื้นดินต่ำกว่าชั้นบรรยากาศด้านบนในฤดูหนาว ซึ่งทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดแนวผกผัน (Inversion Layer) หรือ สภาวะอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ที่ทำให้หมอกควันเหล่านี้ถูกกดทับให้ลอยตัวต่ำ โดยไม่ถูกพัดพาไปตามการเคลื่อนที่ของกระแสลมตามปกติ กลายเป็นการสะสมสารพิษในอากาศที่หนาแน่น เข้มข้น และฟุ้งกระจายอยู่เหนือมหานครทั้งหลาย นิยามและความหมาย “สม็อก” (Smog) คือ คำศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติขึ้นใหม่ในช่วงต้น ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นการอธิบายถึงการผสานหรือการรวมกันของ “ควัน” (Smoke – สโมก) ซึ่งเป็นสารคอลลอยด์ (Colloid) หรืออนุภาคของสสารต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในอากาศและ “หมอก” (Fog – ฟ็อก) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของไอน้ำและหยดน้ำจำนวนมาก กลายเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีส่วนผสมของทั้งเขม่า ขี้เถ้า ฝุ่นละออง ไอน้ำ และสารเคมีที่อยู่ในอากาศทั้งหลาย […]

แรงบันดาลใจจาก “Bird Box” คนตาบอดได้ยินเสียงชัดกว่าจริงหรือ?

ธรรมชาติชดเชยสิ่งที่ขาดได้จริงหรือ? ต้องขอบคุณซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการปรับตัวอย่างน่าทึ่งที่เรียกว่า “สมอง”