อนาคตคือ รถยนต์ไฟฟ้า - National Geographic Thailand

อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า

การปฏิวัติเขียวด้านการสัญจรเริ่มขึ้นแล้ว

 รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่รุ่นใหม่ๆขายดิบขายดี

และเครื่องบินที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ก็กำลังมา

ที่โรงงานประกอบรถยนต์โฟล์คสวาเกนในเมืองแชตทานูกา รัฐเทนเนสซี ตัวถังรถที่ยึดติดกับสายพานลอยสูงเหนือพื้นคอนกรีตจะถูกหย่อนลงมาทุก 73 วินาที เพื่อนำมาวางบนชุดส่งกำลังรถยนต์ และไม่ช้าทั้งตัวถังกับแชสซี จะประกอบเข้าด้วยกัน   ขณะที่ผมยืนดู คนงานบนเก้าอี้ล้อเลื่อนซึ่งถือสว่านไฟฟ้ารูปร่างคล้ายปืนพก ก็ไถเก้าอี้เข้าไปใต้รถยนต์รุ่นพาสสาตที่ยกสูงระดับอก ไขน็อตตรึงซุ้มล้อบังโคลนและแผ่นกันกระแทกให้แน่น ก่อนเก็บอุปกรณ์ใส่ซอง รอรถคันต่อไปเคลื่อนเข้ามา

บนพื้นที่ 320,000 ตารางเมตร คนงานประมาณ 3,800 คนและหุ่นยนต์ 1,500 ตัวขยับตัวเป็นจังหวะตลอดวันเพื่อผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันบางรุ่นที่คนรู้จักดีที่สุดบนท้องถนน  ในอัตรา 45 คันต่อชั่วโมง 337 คันต่อกะ และกว่า 1.1 ล้านคัน นับตั้งแต่โฟล์คสวาเกนสร้างโรงงานแห่งนี้เสร็จเมื่อปี 2011  ทุกวันนี้ บริษัทรถยนต์ที่มีประวัติอื้อฉาว เรื่องเลี่ยงกฎหมายควบคุมการปล่อยมลพิษมายาวนานถึงเจ็ดปี กำลังพยายามทำให้ระบบคมนาคมขนส่งของสหรัฐฯ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การปฏิวัติด้านการคมนาคมขนส่งทั่วโลกต้องใช้วัตถุดิบ เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ แมงกานีส และแกรไฟต์ ปริมาณมหาศาลเพื่อผลิตแบตเตอรี่  ในหมู่บ้านชาวประมงทาปุยมีอาและทาปุงเกยาบนเกาะซูลาเวซีของอินโดนีเซีย เหมืองนิกเกิลสร้างงานที่จ่ายค่าแรงสูสีกับคนงานในจาร์กาตา แต่การกัดเซาะและน้ำที่ไหลบ่าหลังการถางป่าเพื่อทำเหมืองอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตใต้ทะเลในละแวกนั้น

ในไม่ช้า โรงงานแห่งนี้จะประกอบยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโฟล์คสวาเกนที่ผลิตในสหรัฐฯ โดยในปี 2022 จะเริ่มสายการผลิตรถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดรุ่นไอดี.4 จากสายพานการผลิตที่มีอยู่ ควบคู่กับรถใช้น้ำมัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบมีโครงสร้างเรียบง่ายกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน ในทางกลับกัน รถยนต์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ขนาดมหึมา ที่โฟล์คสวาเกน ชุดแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเกือบ 500 กิโลกรัม

การที่โฟลก์สวาเกนและบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่งกำลังพยายามปรับเปลี่ยนมาสู่กระบวนการอันซับซ้อนเหล่านี้บ่งชี้ว่า เรามาถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว    บริษัทรถยนต์รายนี้และอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังหันเหจากเครื่องยนต์สันดาปภายในที่พ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

จักรยานยนต์ไฟฟ้า, มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
กลุ่มผู้ขับขี่จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่แทบไม่ส่งเสียงรบกวนใดๆ แล่นคดเคี้ยวไปตามหุบผาชันในมาลิบู รัฐแคลิฟอร์เนีย  การเดินทางนี้จัดขึ้นโดยฮาร์ลัน แฟลก เจ้าของฮอลลีวูดอิเล็กทริกส์ ร้านจำหน่ายจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สนับสนุนความสุขในการขี่จักรยานยนต์ที่เงียบและสะอาด แทนการขี่จักรยานยนต์ใช้น้ำมันที่ส่งเสียงดัง กระทั่งฮาร์ลีย์-เดวิสัน ตอนนี้ก็ขายจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว

บรรดาสตาร์ตอัปและผู้เล่นหลักๆ ในธุรกิจล้วนกำลังดิ้นรนต่อสู้    เพื่อหาจุดยึดเกาะในสิ่งที่ผู้นำในอุตสาหกรรมพลันเห็นว่าเป็นเส้นทางสู่อนาคตที่ดีที่สุด นั่นคือรถยนต์ที่ปลอดจากการพ่นไอเสีย และจากตัววัดเกือบทั้งหมด ความนิยมในยานยนต์สะอาดเหล่านี้ก็พุ่งสูงขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ตามกรอบเวลาเวลาที่จำเป็นในการรับมือกับความท้าทายด้านภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์แบบใช้น้ำมันยังนับว่าช้าเกินไปอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดกับผู้คนหลายล้าน คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า โลกต้องลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จนเหลือศูนย์ภายในปี 2050 หรือถ้าจะให้ดีควรจะเร็วกว่านั้นมาก

ยากจะโต้แย้งได้ว่า เรากำลังเป็นประจักษ์พยานของปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติ

รถยนต์ไฟฟ้า
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก้าวหน้าในการพัฒนายานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพียงหนึ่งเดือนหลังฟอร์ดเผยโฉมรถกระบะรุ่นยอดนิยม เอฟ-150 เวอร์ชันใช้ไฟฟ้า ลูกค้าก็แห่จองไปแล้วกว่า 100,000 คัน ราคาเริ่มต้นของฟอร์ด เอฟ-150 ไลต์นิงอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแพงกว่ารุ่นใช้น้ำมันประมาณ 10,000 ดอลลาร์ แต่ฟอร์ดบอกว่า รุ่นใช้ไฟฟ้ามีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า

จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (electric vehicle: EV) ทั้งที่ใช้ไฟฟ้าเต็มรูปแบบและระบบไฮบริดแบบปลั๊กอิน [ระบบส่งกำลังร่วมระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าโดยสามารถชาร์จไฟฟ้าจากภายนอกได้] เพิ่มขึ้นเกือบครึ่ง    เมื่อปีที่แล้ว ทั้งที่ยอดขายรถโดยรวมลดลงร้อยละ 16  ประเภทของอีวีรุ่นต่างๆ ที่มีจำหน่ายทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จนมีประมาณ 370 รุ่น  มินิคูเปอร์ พอร์เชอ และฮาร์ลีย์-เดวิสัน ล้วนมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว

เมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลต่างๆ ตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนียไปจนถึงจีน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ประกาศแผนการ ห้ามขายรถยนต์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่ที่ใช้น้ำมันหรือดีเซลอย่างเดียวภายในปี 2035 หรือเร็วกว่านั้น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากวอลโว่ถึงจากัวร์ระบุว่ามีแผนลดเครื่องยนต์ที่ใช้ลูกสูบให้หมดไปภายในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่แล้ว ขณะที่ฟอร์ด บอกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลของตนในยุโรปจะมีแต่รถอีวีหรือรถไฮบริดภายในห้าปี และจะเป็นอีวีทั้งหมดภายใน ปี 2030  จีเอ็มมีแผนจะเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral หรือปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์) ภายในปี 2040

รถยนต์ไฟฟ้า, แคลิฟอร์เนีย, ทะเลทราย
รถยนต์ไฟฟ้าที่เคยถูกมองว่าน่าเบื่อและแล่นไม่ได้จริงได้รับการยอมรับแล้วในปัจจุบัน แม้กระทั่งในหมู่คนที่ ชอบขับรถแข่ง เมื่อเดือนมิถุนายน ผู้ผลิตรถยนต์จากบริษัทอีวีเวสต์ในแซนมาร์คอส รัฐแคลิฟอร์เนีย ทดสอบรถ อิเล็กตราไลเนอร์ (Electraliner) ซึ่งใช้แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าของเทสลาในทะเลทรายโมฮาวี โดยตั้งเป้าจะทำลายสถิติบนถนนของรถยนต์ไฟฟ้า รถแข่งที่ใช้ไฟฟ้ารุ่นก่อนหน้าของพวกเขาวิ่งได้เฉลี่ย 369.124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วอลล์สตรีทและนักลงทุนกำลังเดิมพันครั้งใหญ่    ช่วงหนึ่งของปีที่แล้ว หุ้นของเทสลาซึ่งมียอดขายรถอีวี ในสหรัฐฯ เกือบร้อยละ 80 ในปี 2020 มีมูลค่าสูงกว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่างเอ็กซอนโมบิล เชฟรอน เชลล์ และบีพีรวมกัน  บริษัทผลิตรถยนต์และรถบรรทุกไฟฟ้าหน้าใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่ในประเทศจีนซึ่งมีรถยนต์ปลั๊กอิน [ทั้งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบและไฮบริด] คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 40 ของโลก รถยนต์ไฟฟ้าจิ๋วสองประตูที่ทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีราคาขายเริ่มต้นไม่ถึง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำยอดขายดีกว่าเทสลา

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

กระทั่งก่อนที่โตโยต้าจะผลิตรถพรีอุสไฮบริดออกมาตีตลาดเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน หลายชาติที่ตระหนักถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศก็เริ่มเข้มงวดกับกฎหมายควบคุมการปล่อยคาร์บอนแล้ว ประเทศอย่างนอร์เวย์ซึ่งมีรถออกใหม่บน ท้องถนนในปี 2020 ครึ่งหนึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเสนอการลดหย่อนภาษีให้รถยนต์ไฟฟ้า ในจีน เมืองใหญ่ๆ ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ เร่งรัดให้การจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าทำได้เร็วกว่าและถูกกว่ารถใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน จากนั้น ในปี 2009 เทสลาก็กู้เงิน 465 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงพลังงานเพื่อเริ่มการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ราคาแบตเตอรี่ลดลงร้อยละ 89 ในช่วงสิบปี และเทสลาก็ขายรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วราว 1.5 ล้านคัน

รถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์โตโยต้าแลนด์ครูเซอร์ที่เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าอยู่ระหว่างทดลองขับที่โรงไฟฟ้าพลังลมอึงง็องฮิลส์ของเคนยา ประเทศที่ใช้พลังงานทดแทนกว่าสองในสามของทั้งหมดในปัจจุบันและมีเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง  การขนส่งสีเขียวจะเป็นก้าวสำคัญ ในเคนยา รถบรรทุก รถยนต์ และจักรยานยนต์ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ารถเก่าที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล

ถึงอย่างนั้น เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล ที่ผ่านมามีการขายรถยนต์และรถบรรทุกปลั๊กอินไปแล้วประมาณ 12 ล้านคันทั่วโลก แต่เกือบร้อยละ 90 อยู่ในสามภูมิภาคเท่านั้น ได้แก่ จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขณะที่รถใช้น้ำมัน ราว 1,500 ล้านคันยังคงครองถนน และรถยนต์ส่วนบุคคลทุกประเภทก็อาจเพิ่มอีกพันล้านคันในช่วง 30 ปีข้างหน้า    เมื่อประเทศด้อยพัฒนามีรายได้เพิ่มขึ้น

คนขับรถทั่วโลกจะหันมาใช้รถอีวีกันได้เร็วเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อุตสาหกรรมกำลังขจัดสิ่งที่ผู้บริโภคมองว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดบางประการ เช่น ระยะทางที่แล่นได้จากการชาร์จไฟแต่ละครั้ง ระยะเวลาชาร์จไฟ สถานที่ชาร์จไฟ ราคา ต้นแบบแบตเตอรี่ชนิดแข็ง (solid-state battery) ที่มีความเสถียรสูงในห้องปฏิบัติการอาจเป็นก้าวแรกไปสู่การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าได้ใน 10 นาที  สำหรับตอนนี้ รถอีวีรุ่นใหม่ๆส่วนใหญ่เป็นรถหรู แต่ธนาคารเพื่อ การลงทุนยูบีเอสและบริษัทวิจัยบลูมเบิร์กเอ็นอีเอฟคาดการณ์ว่า ยานยนต์ไฟฟ้าอาจมีราคาสูสีกับรถยนต์ทั่วไปภายในเวลาห้าปีหรือราวๆนั้น

กระนั้น นักวิเคราะห์ก็ยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้นได้ต้องมีตัวช่วยอีกหลายปัจจัย ไม่มีใครคาดว่า ผู้บริโภคจะมีทางเลือกหลากหลายมากเท่ากับที่รถยนต์ใช้น้ำมันมีอยู่ในเร็ววันนี้  แรงจูงใจต่างๆ จากภาครัฐ [เช่น มาตรการทางภาษี] อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้อได้

เรื่อง เครก เวลช์
ภาพถ่าย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์

สามารถติดตามสารคดี อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/533276


อ่านเพิ่มเติม รถยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแห่งวงการยานยนต์

เรื่องแนะนำ

ถอดรหัส แพทย์แผนจีน : ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร

วิทยาศาสตร์และการแพทย์แผนปัจจุบันกำลังพยายามถอดรหัสเพื่อเรียนรู้ศาสตร์เก่าแก่โบราณอย่าง แพทย์แผนจีน ที่ช่วยชีวิตผู้คนมานานนับพันปี สิ่งที่พวกเขาค้นพบอาจช่วยหลอมรวมศาสตร์การแพทย์จากตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในยุคศตวรรษที่ 21

หมอกควัน หรือ “หมอกพิษ” (Smog)

หมอกควัน หรือ “หมอกพิษ” (Smog) คือ หนึ่งในมลภาวะทางอากาศที่ปกคลุมมหานครทั่วโลกมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มควันและหมอกหนาหนักในชั้นบรรยากาศซึ่ง หมอกพิษ มีส่วนผสมขององค์ประกอบมากมายที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากควันโรงงานและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในสถานะของเหลวและก๊าซ ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ตามท้องถนน หรือแม้แต่ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประกอบกับการก่อตัวขึ้นภายใต้สภาพอากาศที่อุณหภูมิบริเวณภาคพื้นดินต่ำกว่าชั้นบรรยากาศด้านบนในฤดูหนาว ซึ่งทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดแนวผกผัน (Inversion Layer) หรือ สภาวะอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ที่ทำให้หมอกควันเหล่านี้ถูกกดทับให้ลอยตัวต่ำ โดยไม่ถูกพัดพาไปตามการเคลื่อนที่ของกระแสลมตามปกติ กลายเป็นการสะสมสารพิษในอากาศที่หนาแน่น เข้มข้น และฟุ้งกระจายอยู่เหนือมหานครทั้งหลาย นิยามและความหมาย “สม็อก” (Smog) คือ คำศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติขึ้นใหม่ในช่วงต้น ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นการอธิบายถึงการผสานหรือการรวมกันของ “ควัน” (Smoke – สโมก) ซึ่งเป็นสารคอลลอยด์ (Colloid) หรืออนุภาคของสสารต่าง ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในอากาศและ “หมอก” (Fog – ฟ็อก) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของไอน้ำและหยดน้ำจำนวนมาก กลายเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีส่วนผสมของทั้งเขม่า ขี้เถ้า ฝุ่นละออง ไอน้ำ และสารเคมีที่อยู่ในอากาศทั้งหลาย […]

มลพิษในดิน (Soil Pollution)

มลพิษในดิน (Soil Pollution) คือการเสื่อมถอยของคุณภาพดิน หรือภาวะการปนเปื้อนด้วยสารพิษ (Soil Pollutant) ในดินมากเกินไป ส่งผลให้คุณสมบัติของดินเกิดการเปลี่ยนแปลง จนเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่และการเจริญเติบโตของทั้งคน สัตว์ และพืช อีกทั้งยังทำให้ดินไม่เหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย ดิน (Soil) คือสสารที่เกิดจากการรวมตัวกันของแร่ธาตุต่างๆ (ร้อยละ 45) สารอินทรีย์ (ร้อยละ 5) น้ำ (ร้อยละ 25) และอากาศ (ร้อยละ 25) จากการสลายตัวของแผ่นเปลือกโลกและการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ในธรรมชาติ โดยดินในแต่ละพื้นที่หรือภูมิภาคของโลกมักมีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณดังกล่าว แหล่งกำเนิดของ “ดินเสีย” หรือการเกิดมลพิษในดิน ดินเสียในธรรมชาติ เป็นผลมาจากการมีองค์ประกอบซึ่งเป็นอันตรายต่อการดำรงอาศัยอยู่ของสิ่งมีชีวิตในดิน หรือการมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างเช่น การมีส่วนผสมของเกลือหรือแร่ธาตุบางชนิดมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะ “ดินเค็ม” (Saline Soil) จนเป็นอันตรายต่อพืช หรือดินที่มีการเจือปนของสารกัมมันตรังสีและโลหะหนัก (Heavy Metal) จากหินแหล่งต้นกำเนิดของดินที่ทำให้ดินเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดินเสียจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทิ้งขยะและของเสียในย่านชุมชน ไม่ว่าจะเป็นขยะมูลฝอย ชิ้นส่วนพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ […]