ระบบไหลเวียนโลหิต ทำหน้าที่อะไร และมีส่วนประกอบสำคัญอะไรบ้าง

ระบบไหลเวียนโลหิต ของมุนษย์

ระบบไหลเวียนโลหิต เป็นหนึ่งในระบบของร่างกายที่มีความสำคัญในสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด โดยระบบไหลเวียนโลหิตในมนุษย์มีความซับซ้อน และเป็นระบบปิด ซึ่งแตกต่างจากสัตว์บางกลุ่ม เช่น แมลง ที่มีระบบไหลเวียนแบบเปิด

ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory System) คือ ระบบภายในของมนุษย์ที่มีหน้าที่ลำเลียงสาร แร่ธาตุ และก๊าซชนิดต่าง ๆ ไปล่อเลี้ยงยังเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วทั้งร่างกาย

ในขณะเดียวก็ทำหน้าที่ลำเลียงของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญและการสันดาปในร่างกาย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กรดยูริก และแอมโมเนีย ไปขับออกจากร่างกายยังอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ระบบไหลเวียนโลหิตยังทำหน้าที่ควบคุมและรักษาดุลของน้ำและอุณหภูมิภายในร่างกายอีกด้วย

ระบบไหลเวียน, ระบบไหลเวียนโลหิต, ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์, ระบบในมนุษย์, เลือด, หัวใจ, หลอดเลือด

ระบบไหลเวียนโลหิตทั้งหมดอาศัยการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ดังนี้

1. เลือด (Blood) : ประกอบด้วยน้ำเลือด (Plasma) ประมาณร้อยละ 55 ซึ่งอยู่ในสถานะของเหลว และเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร ฮอร์โมน ก๊าซ และแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังเซลล์

เม็ดเลือดสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย

เกล็ดเลือด (Platelet) คือ ส่วนประกอบของเซลล์ขนาดเล็กที่ถูกสร้างจากไขกระดูก ไม่มีนิวเคลียส ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มีอายุราว 8 ถึง 10 วันในกระแสเลือด ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิดบาดแผล

เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) คือ เซลล์เม็ดเลือดที่ถูกสร้างจากไขกระดูก มีรูปร่างคล้ายจาน ไม่มีนิวเคลียส มีรอยบุ๋มตรงกลางเซลล์ มีอายุราว 120 วัน ก่อนถูกทำลายโดยฟาโกไซต์ (Phagocyte) ในม้ามและตับ เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนส่งและถ่ายโอนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างปอดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผ่านการจับของสารสีม่วงแดงที่เรียกว่า “ฮีโมโกลบิน” (Hemoglobin)

เซลล์เม็ดเลือดขาว (White blood Cell) คือ เซลล์เม็ดเลือดที่ถูกสร้างจากไขกระดูก มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง มีรูปร่างกลมแบน มีนิวเคลียส ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี้ (Antibody) เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอม สร้างภูมิคุ้มกัน และทำลายเชื้อโรค

ระบบไหลเวียน, ระบบไหลเวียนโลหิต, ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์, ระบบในมนุษย์, เลือด, หัวใจ, หลอดเลือด
องค์ประกอบของเลือด

2. หลอดเลือด (Blood Vessels) : ท่อลำเลียงเลือดที่ทอดแขนงจากหัวใจไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยเป็นการทำงานร่วมกันของหลอดเลือดแดง (Artery) ที่นำเลือดซึ่งมีปริมาณออกซิเจนสูงออกจากหัวใจส่งต่อไปยังหลอดเลือดฝอย (Capillary) ที่มีขนาดเล็ก แตกแขนงแทรกซึมอยู่ในเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ก่อนที่หลอดเลือดฝอยจะรับเลือดดำหรือเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำออกจากเซลล์ส่งต่อไปยังหลอดเลือดดำ (Vein) ที่นำเลือดกลับสู่หัวใจอีกครั้ง

ระบบไหลเวียน, ระบบไหลเวียนโลหิต, ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์, ระบบในมนุษย์, เลือด, หัวใจ, หลอดเลือด
หลอดเลือดชนิดต่าง ๆ ภาพประกอบ : Richard Foster

3. หัวใจ (Heart) : อวัยวะที่มีกล้ามเนื้อชนิดพิเศษ ซึ่งทำการบีบตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยภายในหัวใจสามารถแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องมีการเรียงลำดับตามการไหลเวียนโลหิตของหัวใจ ดังนี้

หัวใจห้องบนขวา (Right Atrium) คือ ส่วนที่รับเลือดดำหรือเลือดที่ผ่านการใช้งานจากทุกส่วนของร่างกาย
หัวใจห้องล่างขวา (Right Ventricle) คือ ส่วนที่รับเลือดจากหัวใจห้องบนขวา เพื่อส่งไปยังปอด
หัวใจห้องบนซ้าย (Left Atrium) คือ ส่วนที่รับเลือดแดงซึ่งผ่านการฟอกจากปอด
หัวใจห้องล่างซ้าย (Left Ventricle) คือ ส่วนที่รับเลือดแดงจากหัวใจห้องบนซ้ายก่อนส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกาย จึงเป็นส่วนของหัวใจที่ทำงานหนักที่สุด มีผนังหัวใจหนาที่สุด เพื่อทำการสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ระบบไหลเวียน, ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์, ระบบในมนุษย์, เลือด, หัวใจ, หลอดเลือด
กายวิภาคของหัวใจมนุษย์

นอกจากนี้ ในหัวใจยังมีผนังหรือเนื้อเยื่อแข็งแรงกั้นระหว่างหัวใจซีกซ้ายและขวา รวมถึงห้องหัวใจด้านบนและด้านล่างของแต่ละซีก และมีลิ้นหัวใจทำหน้าปิดกั้นไม่ให้เลือดเกิดการไหลย้อนกลับ ดังนั้น การไหลเวียนของเลือดในร่างกายจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ

ระบบไหลเวียน, ระบบไหลเวียนโลหิต, ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์, ระบบในมนุษย์, เลือด, หัวใจ, หลอดเลือด

ระบบไหลเวียนโลหิตในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยในธรรมชาติสามารถจำแนกออกเป็น 2 ระบบหลัก คือ ระบบหมุนเวียนโลหิตแบบวงจรปิด (Close Circulatory System) ที่เลือดไหลไปตามเส้นเลือดผ่านหัวใจและเส้นเลือดต่าง ๆ เหมือนในมนุษย์ ซึ่งมักพบในสัตว์จำพวกหนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน และสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ ขณะที่ระบบหมุนเวียนโลหิตแบบวงจรเปิด (Open Circulatory System) คือ ระบบที่เลือดมีการไหลออกจากหัวใจไปตามหลอดเลือดผ่านช่องว่างระหว่างลำตัวที่เรียกว่า “เฮโมซีล” (Haemocoel) หรือช่องว่างระหว่างอวัยวะ ซึ่งมักพบในสัตว์จำพวกแมลง กุ้ง ปู และหอย เป็นต้น

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ และณภัทรดนัย

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.redcrossblood.org/donate-blood/dlp/platelet-information.html

https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/30620-043104

http://www.na.ac.th/science/Binder2.pdf


อ่านเพิ่มเติม ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)

เรื่องแนะนำ

การเกิด ลูกเห็บ ก้อนน้ำแข็งที่ตกลงมาจากฟากฟ้า

ลูกเห็บ (hails) เกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ลูกเห็บ มักเกิดขึ้นพร้อมพายุฝนฟ้าคะนอง และเมื่อตกลงมาจากฟ้าแล้ว ก็มักส่งผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือน พืชผลทางการเกษตร ยานพานะ และผู้คนอาจได้รับบาดเจ็บ ลูกเห็บ เกิดจากมวลอากาศร้อนที่ลอยตัวสูงขึ้น และพัดพาเม็ดฝนลอยขึ้นไปปะทะกับมวลอากาศเย็นด้านบน มักเกิดขึ้นในเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus clouds) จากนั้น เม็ดฝนจับตัวเป็นเม็ดน้ำแข็งซึ่งตกลงมาเจอมวลอากาศร้อนที่อยู่ด้านล่าง ความชื้นจะเข้าไปห่อหุ้มเม็ดน้ำแข็งให้เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น อ่านเพิ่มเติมเรื่อง เมฆชนิดต่างๆ ในชั้นบรรยากาศ จากนั้นกระแสลมก็พัดพาเม็ดน้ำแข็งวนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งระหว่างชั้นมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นภายในกลุ่มเมฆ จนกลายเป็นเม็ดน้ำแข็งมีน้ำหนักมากขึ้น และกระแสลมไม่สามารถพยุงไว้ได้จึงตกลงมายังพื้นดิน  ลูกเห็บมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร หรือไม่เกิน 25 มิลลิเมตร เคยมีบันทึกลูกเห็บที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบันทึกของสหรัฐอเมริกา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ยาวถึง 8 นิ้ว และมีน้ำหนักเกือบหนึ่งกิโลกรัม พบที่เมืองวิเวียน รัฐเซาท์ดาโกทา ในปี 2010 หากเราลองหยิบลูกเห็บมาดู เราจะเห็นลักษณะภายในของลูกเห็บเป็นลักษณะวงชั้นของน้ำแข็งลักษณะคล้ายหัวหอม นั่นเพราะว่า เม็ดน้ำแข็งเกิดการเย็นตัวถึงจุดอุณหภูมิต่ำ มีการพัดพาของลมสัมผัสกับละอองน้ำในก้อนเมฆหลายครั้งทำให้เม็ดแข็งสะสมความชื้นที่ห่อหุ้มเม็ดน้ำแข็งไปเรื่อยๆ ทำให้น้ำแข็งมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น จำนวนชั้นของน้ำแข็งสามารถบอกได้ว่าลูกเห็บลูกนี้ถูกพัดวนขึ้นไปกี่ครั้ง ส่วนใหญ่ ลูกเห็บเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดพายุฤดูร้อน เนื่องจากอากาศแปรปรวนในฤดูร้อน และเกิดขึ้นในแถบประเทศเขตร้อนมากกว่าเขตอบอุ่น และเขตหนาว  อย่างไรก็ตาม […]

หมีขอไม่ใช่หมี! และยังมีอีกเพียบที่ชื่อสามัญไม่ตรงความจริง

บางครั้งชื่อสามัญที่ใช้เรียกชื่อสัตว์ก็สร้างความสับสน เมื่อหมีขอไม่ใช่หมี แพนด้าแดงไม่ได้เป็นญาติกับแพนด้ายักษ์ และม้าน้ำก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับม้าเลย

ผู้หญิงเสียเปรียบเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง

‘ความกังวลด้าน สุขภาพผู้หญิง ถูกเพิกเฉยและบิดเบือนเป็นเรื่องการเมือง’ แพทย์หญิงผู้เขียนบทความนี้กล่าว ใบสั่งยาของเธอเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ก็คือ ผู้หญิงต้องก้าวออกมาพูดให้โลกรู้ ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 ฉันดูแลรักษาผู้ป่วยมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งคนชราและคนหนุ่มสาว คนรวยและคนจน ผู้ชายและผู้หญิง นอกจากนี้ ฉันยังเฝ้าสังเกตผู้ติดตามที่มากับคนไข้ ขณะที่พวกเขารับมือกับวิกฤติทางสุขภาพ ท่ามกลางหน้าที่การงาน ครอบครัว และภาระผูกพันทางการเงิน บ่อยครั้งภาระเกือบทั้งหมดตกอยู่กับผู้หญิง ซึ่งรับหน้าที่เป็นสองเท่า สามเท่าหรือสี่เท่า ในการดูแลลูก คู่ครอง พ่อแม่ และผู้เป็นที่รักอื่น ๆ ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือโออีซีดี (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) ระบุว่า ผู้หญิงทั้งโลกใช้เวลาปีละกว่า 1.1 ล้านล้านชั่วโมงในการดูแลเด็กและคนชรา โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้ชายใช้เวลาแค่ราวหนึ่งในสาม ในบทบาทนักเขียน แน่นอนว่าฉันเป็นนักเล่าเรื่อง ฉันดัดแปลงเรื่องราวของผู้หญิงในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อแต่งเป็นเรื่องราวของตัวละคร ฉันเชื่อว่าหมอที่ดีจะต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วย ฉันยึดแนวปฏิบัติที่เรียกกันว่า เวชปฏิบัติเรื่องเล่า ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วหมายถึงการรับฟังเรื่องราวของผู้ป่วยอย่างตั้งใจ การอ่านสัญญาณที่ร่างกายผู้ป่วยถ่ายทอดออกมาและการนำทั้งสองสิ่งนั้นมาสร้างเรื่องเล่าเพื่อวินิจฉัยและรักษาโรค ดูอย่างเรื่องของเมริดิท เป็นต้น เธอเป็นศัลยแพทย์ เป็นแม่ม่ายมีลูกยังเล็กสามคน และไม่เพียงได้รับรางวัลเกียรติยศทางอาชีพ แต่ยังมีเวลาให้กับลูกและชีวิตทางสังคมด้วย […]

ความรู้ประจำวัน : คุณอาจเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน

หลายคนคงรู้จักเจงกิส ข่าน บรุษนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างอาณาจักรมองโกล แต่รู้หรือไม่ว่าบนโลกใบนี้ทุกๆ 200 คนจะมีอยู่หนึ่งคนที่มีความเกี่ยวข้องทางดีเอ็นเอกับเจงกิส ข่าน ผลการศึกษาโครโมโซม Y โครโมโซมเพศที่พบในผู้ชาย นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้ชายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรมองโกลในอดีต ผู้ชายจำนวนมากมีโครโมโซม Y ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อกันว่าพวกเขาเหล่านี้คือลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากบรรดาลูก หลาน เหลน โหลนของจักรพรรดิเจงกิส ข่านอีกที ความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหนว่ากันว่ามีโอกาส 0.5% ที่คุณจะเป็นญาติกับเจงกิส ข่าน แต่หากคุณเป็นชาวเอเชีย โอกาสดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 8% ทั้งนี้แม้ว่าบรรพบรุษของคุณ (หากคุณอยู่ใน 8%) เจงกิส ข่าน จะเป็นนักรบจอมกระหายเลือด (จากสถิติว่ากันว่าในยุคที่มองโกลเรืองอำนาจ ชาวมองโกลรุกรานและเข่นฆ่าผู้คนไปมากถึง 40 ล้านคน) แต่ก็มีตำนานกล่าวถึงความรักของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ว่าจุดเริ่มต้นของอาณาจักรอันไพศาลนี้มาจากความต้องการแก้แค้นให้แก่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะเป็นอย่างไรลองชม   อ่านเพิ่มเติม : 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน, บังเกอร์ทหารจากยุคเผด็จการ กลายเป็นสารพัดประโยชน์