พฤติกรรมของสัตว์ สามารถจำแนกได้อย่างไรบ้าง และมีความแตกต่างกันอย่างไร

พฤติกรรมของสัตว์

สัตว์แต่ละชนิดย่อมมีพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกันออกไป โดยมีปัจจัยต่างๆ เป็นสิ่งเร้า การศึกษา พฤติกรรมของสัตว์ จึงเป็นการศึกษาที่ต้องอาศัยการสังเกตและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

พฤติกรรมของสัตว์ (Animal Behavior) หมายถึง การกระทำและการแสดงออกของสัตว์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และฮอร์โมนภายในร่างกาย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น (Stimulus) ทั้งสิ่งเร้าภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเครียด หรือความต้องการทางเพศ และสิ่งเร้าภายนอก เช่น แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และการสัมผัสโดยตรงจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ โดยการตอบโต้สิ่งเร้าอาจแสดงออกในรูปของพฤติกรรมการกิน การนอน การต่อสู้ หรือแม้แต่การช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม

พฤติกรรมของสัตว์, พฤติกรรมสัตว์, ปัจจัยการเกิดพฤติกรรม, คืออะไร, มีอะไรบ้าง,
การถ่ายทอดพฤติกรรมมักเกิดขึ้นโดยรุ่นพ่อแม่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูก / ภาพถ่าย Sammy Wong

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างมีแบบแผนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป ทั้งการตอบสนองอย่างเฉียบพลันและการตอบสนองในระยะยาว ซึ่งการแสดงออกหรือพฤติกรรมส่วนใหญ่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอยู่รอดและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ (Fitness) เช่น พฤติกรรมการเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด หรือการเลือกคู่ผสมพันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อให้รุ่นต่อไปมีโอกาสรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปสูงสุด

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรม

  1. สิ่งเร้า (Stimulus) หมายถึง ตัวกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตอบสนองออกมาในเชิงการกระทำ หรือก่อให้เกิดแรงจูงใจต่าง ๆ (Motivation)
  2. กลไกการปลดปล่อยพฤติกรรม (Releasing Mechanism) หมายถึง วงจรกระแสประสาทและหน่วยรับความรู้สึกที่ไวต่อตัวกระตุ้น โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความสามารถรับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าที่ต่างกันไปตามวิวัฒนาการทางสรีรวิทยา ส่งผลให้พฤติกรรมและการแสดงออกที่เกิดขึ้นมีทั้งข้อจำกัดและผลของการปลดปล่อยที่ไม่เหมือนกัน
พฤติกรรมของสัตว์, พฤติกรรมสัตว์, ปัจจัยการเกิดพฤติกรรม, คืออะไร, มีอะไรบ้าง,
การส่งเสียงร้องของกบตัวผู้ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายนอก และภายในร่างกาย / ภาพถ่าย Alfons Schüler

พฤติกรรมของสัตว์สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท

พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (Innate behavior) คือ พฤติกรรมการแสดงออกที่เป็นผลจากพันธุ์กรรมและเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ใช้ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น แสง เสียง หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งสัตว์สามารถแสดงออกและตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนรู้หรือมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้น การแสดงออกจึงมีแบบแผนเดียวกัน (Stereotype) ตามลักษณะเฉพาะของสัตว์แต่ละชนิดและส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมที่ปราศจากความซับซ้อน เช่น การสร้างรังของผึ้ง หรือการคุ้ยเขี่ยดินเพื่อหาอาหารของไก่

พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

  1. การตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยปราศจากทิศทางที่แน่นอน (Kinesis Response) คือ การเคลื่อนที่เข้าหาหรือหลีกหนีจากสิ่งเร้า โดยมีทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กันและปราศจากความแน่นอน มักพบในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เคลื่อนที่ได้ และพวกโพรทิสต์ (Protist) ซึ่งมีหน่วยรับความรู้สึกที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
  2. การตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยมีทิศทางที่แน่นอน (Taxis Response) คือ การเคลื่อนที่เข้าหาอย่างมีจุดมุ่งหมายแน่นอน ทั้งการเคลื่อนที่เข้าหาหรือหลีกหนีออกห่างจากสิ่งเร้า มักพบในสิ่งมีชีวิตที่มีหน่วยรับความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพดีพอที่จะสามารถรับรู้และเปรียบเทียบสิ่งเร้าได้ เช่น การเคลื่อนที่เข้าหาแสงไฟของแมลงเม่า หรือการเคลื่อนที่ตามเสียงสะท้อนของค้างคาว
พฤติกรรมของสัตว์, พฤติกรรมสัตว์, ปัจจัยการเกิดพฤติกรรม, คืออะไร, มีอะไรบ้าง,
ภาพถ่าย Clément Falize
  1. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างทันทีทันใด (Reflex Response) คือ การเคลื่อนที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ผ่านการตัดสินใจ เพื่อหลีกหนีอันตราย ซึ่งเป็นการทำงานของวงจรประสาทอย่างง่ายที่รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ก่อนส่งสัญญาณไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เช่น การยกเท้าหนีเมื่อเหยียบลงบนหนามแหลม การถอยหนีจากความร้อน หรือ การจาม เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมการตอบสนองอย่างต่อเนื่อง (Chain of Reflexes) ที่กลายเป็น “สัญชาตญาณ” (Instinct) หรือพฤติกรรมในระยะยาวจากการรวมกันของพฤติกรรมการตอบสนองย่อยจำนวนมาก เช่น การชักใยของแมงมุม การจำศีล และการอพยพย้ายถิ่นของนก เป็นต้น

พฤติกรรมของสัตว์, พฤติกรรมสัตว์, ปัจจัยการเกิดพฤติกรรม, คืออะไร, มีอะไรบ้าง,
ภาพถ่าย Chase McBride

พฤติกรรมการเรียนรู้ (Learning behavior) คือ พฤติกรรมการแสดงออกที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้และประสบการณ์ในอดีต ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมเหล่านี้มักพบในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทเจริญแล้ว โดยสัตว์แต่ละชนิดมีความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป

พฤติกรรมการเรียนรู้สามารถแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ

  1. พฤติกรรมตามความเคยชิน (Habituation) เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของสัตว์ที่เกิดขึ้นจากการทำซ้ำเป็นระยะเวลานาน
  2. พฤติกรรมจากการเรียนรู้แบบฝังใจ (Imprinting) จากสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต (Critical Period) ซึ่งสำคัญพอที่จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมฝังใจ เช่น การเดินตามหลังแม่ของลูกเป็ดหลังฝักออกจากไข่
ภาพถ่าย Vlad Tchompalov
  1. พฤติกรรมจากการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข (Classical Conditioning) การเรียนรู้ที่จะนำสิ่งเร้าใหม่เข้าไปทดแทนสิ่งเร้าเดิม รวมถึงการตอบสนองจากการลองผิดลองถูก (Operant Conditioning/Trial And Error) ที่เรียนรู้การเชื่อมโยงพฤติกรรมหนึ่งกับประโยชน์หรือโทษที่ได้รับ
  2. พฤติกรรมจากการเรียนรู้ผ่านการใช้เหตุผล (Insightful learning) ผ่านการเรียนรู้และนำข้อมูลที่เคยประสบมาใช้ตอบสนองในสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน
  3. พฤติกรรมจากการลอกเลียนแบบ (Observational learning) จากการเฝ้าดูพฤติกรรมของสัตว์อื่นและเรียนรู้ที่จะทำตาม
  4. การเรียนรู้ทางพื้นที่และมิติต่าง ๆ (Spatial Learning & Cognitive Map Learning) การคิดประมวลข้อมูลทางด้านมิติและพื้นที่ เช่น การจดจำภูมิประเทศและลักษณะเด่น รวมถึงความเข้าใจทางมิติหรือความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม

พฤติกรรมจากการเรียนรู้เป็นผลมาจากประสบการณ์และการฝึกฝนเฉพาะตน ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้น สัตว์แต่ละตัวมีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไปตามอายุและสภาพทางสรีรวิทยาของร่างกาย

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ และณภัทรดนัย

ข้อมูลอ้างอิง

https://biology.mwit.ac.th/Resource/EcoPWPpdf/behavior_60.pdf

https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7042-animal-behavior

https://science.jburroughs.org/sdeken/advbio/notes/learned.pdf


อ่านเพิ่มเติม มีสัตว์หลายชนิดที่แกล้งตาย และไม่ใช่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผู้ล่า

เรื่องแนะนำ

การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียง เช่น อาการหนาวสั่น ปวดหัว และเหนื่อยล้า หลังจากฉีดวัคซีนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อวัคซีนอาจต่างกันออกไปในแต่ละคน และไม่ได้สะท้อนว่าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเราจะตอบสนองต่อการติดเชื้อโควิด-19 อย่างไร ผลข้างเคียง เป็นสิ่งที่ยั้บยั้งผู้คนไม่ให้เข้ารับวัคซีนมากที่สุด การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ผลค้างเคียงบางอย่าง ซึ่งแม้กระทั่งผลที่มาจากการได้รับวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้เกิดจากการฉีด แต่เกิดจากความกลัวของผู้ที่ได้รับวัคซีนเอง “เราเห็นสิ่งนี้จากในกองทัพ (สหรัฐฯ) เมื่อทหารใหม่ๆ คิดว่าสามารถอดทนได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นลมไปช่วงการฉีดวัคซีนเนื่องจากร่างกายมีปฏิกริยาตอบสนองมากเกินไป” Robert Jacobson ผู้อำนวยการด้านการแพทย์โครงการสาธารณสุขศาสตร์แห่งมาโยคลินิก สหรัฐอเมริกา กล่าว นั่นเป็นบทเรียนที่มีประโยชน์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่สามารถยืนยันกับคนไข้ได้ว่าผลข้างเคียงโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นเรื่องปกติและสามารถคาดเดาได้ แม้ว่าเป็นผลที่ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีนเองก็ตาม เช่นกรณีศึกษาจากวัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์-ไบโอเอนเทค (Pfizer-BioNTech) ร้อยละ 23 ของผู้ที่มีอายุ 16-55 ปีซึ่งได้รับยาหลอกได้อ้างว่ามีอาการเหนื่อยล้าหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 และร้อยละ 24 ระบุว่ามีอาการปวดหัว นอกจากนี้ งานศึกษาพบว่ามากกว่า 7 ใน 10 คนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่สองมีปฏิกิริยาบางอย่าง บางคนรู้สึกถึงอาการปวดแขนข้างที่ได้รับการฉีดวัคซีน บางคนเจอกับอาการคันหรือผื่นคัน หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัด เช่น มีไข้และหนาวสั่น ปวดหัว หรือ อ่อนเพลีย ซึ่งทำให้ล้มป่วยได้ […]

World Update: ทำไมมนุษย์และสัตว์ถึง หาว และการหาวติดต่อกันได้จริงหรือ

ทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว แล้วทำไมเราหาวตามคนอื่นได้คล้ายโรคติดต่อ – ไม่ใช่เพิ่มระดับออกซิเจนอย่างที่เคยเชื่อกัน แอนดรูว์ กัลลัป (Andrew Gallup) นักชีววิทยาวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กได้เสนอคำตอบใหม่หลังจากใช้เวลาหลายปีทำงานวิจัยว่าทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว และทำไมการ หาว จึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด เขาพบว่ามีความเป็นไปได้ว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดมีพฤติกรรมการหาวเพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมกระบวนการภายในร่างกายบางอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นตามที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน “แม้จะมีความเชื่อนี้มาอย่างยาวนาน แต่การวิจัยได้ทดสอบสมมติฐานและสรุปอย่างชัดเจนว่าการหาวนั้นไม่ได้ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น” กัลลัปกล่าวพร้อมเสริมตัวอย่างว่า “กรณีที่ชัดเจนนั้นคือการหาวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัตว์นั้นอยู่ใต้น้ำและ (การหาว) ไม่ได้ช่วยในเรื่องการหายใจ” ถ้าเป็นเช่นนั้น การหาวทำอะไรกับร่างกายเราจริงๆ กัลลัปเสนอว่าเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว “มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวเกิดขึ้นพร้อมกับการกระตุ้นของสมองที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการหาวอาจทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว” เขากล่าวและเสริมว่า “ปัจจุบันมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวนั้นเกิดจากอุณหภูมิของสมองสูงขึ้น” กัลลัปกล่าวว่าเขาได้ศึกษาหนู โดยทำให้สมองของหนูมีอุณหภูมิสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการหาวขึ้นมาจริงๆ และหลังจากหาวอุณหภูมิก็ลดลง จึงกลายเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้พวกเขายังได้ศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกมากกว่า 100 สายพันธุ์และพบว่าระยะเวลาการหาวนั้นสัมพันธ์กับขนาดของสมอง ยิ่งสมองมีขนาดใหญ่และซับซ้อน การหาวก็จะนานและถี่กว่า อีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการหาวจึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด และไม่ใช่แค่เพียงในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดียวกันเท่านั้น แต่ยังอาจข้ามสปีชีส์ได้เช่นการหาวของสัตว์เลี้ยงก็ทำให้เจ้าของหาวตามได้ กัลลัปได้เสนอเหตุผลว่าการหาวอาจมีการพัฒนาขึ้นเมื่อเพื่อเพิ่มความระมัดระวังภายในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่สูง “เหตุผลพื้นฐานคือ หากการหาวเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบุคคลหนึ่งกำลังมีการตื่นตัวที่ลดลง ดังนั้นการเห็นอีกคนหาวอาจช่วยเพิ่มความระมัดระวังของผู้ที่มองเห็น การแพร่กระจายอาจทำให้การระมัดระวังเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่ม” กัลลัปกล่าวพร้อมอธิบายถึงการศึกษาหนึ่งของเขาที่ทดสอบว่าคนที่มองเห็นการหาวจะตอบสนองต่อรูปภาพภัยคุกคามเพิ่มขึ้นหรือไม่ “เราแสดงรูปภาพต่างๆ มากมายที่รวมถึงสิ่งเร้าที่คุกคามคือรูปภาพของงู และสิ่งเร้าที่ไม่คุกคามคือรูปภาพของกบ […]