วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความน่ารัก - National Geographic Thailand

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความน่ารัก

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความน่ารัก

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนในที่นี้คงใช้เวลาในแต่ละวันหลายชั่วโมงไปกับการดูวิดีโอของสัตว์น่ารักๆ บนโลกออนไลน์ ว่าแต่ทำไมเราถึงชื่นชอบความน่ารักกันนัก? เกิดอะไรขึ้นกับสมองของเราเมื่อดูอะไรที่น่ารัก? เบื้องหลังพฤติกรรมนี้มีที่มาและเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว

ลองจินตนาการถึงสิ่งที่น่ารัก คุณจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก อาจเป็นลูกสุนัขหรือลูกแมว ทีนี้ลองมองสิ่งที่น่ารักเหล่านี้ให้ดีว่ามีองค์ประกอบร่วมกันของอะไรบ้าง ตาโต ใบหน้ากลม รูปร่างอ้วน ขนปุยน่าสัมผัส ลักษณะเหล่านี้เรียกว่า “kinderschema” หรือรูปลักษณ์แบบเด็กๆ ซึ่งตรงกับลักษณะของเด็กทารกในมนุษย์ เมื่อมนุษย์เห็นเด็กทารก สัญชาตญาณจะกำหนดให้รู้สึกรักและอยากดูแลขึ้นมา ซึ่งเป็นวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดของเรา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบอะไรๆ ที่มันน่ารัก

ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นบ้างกับสมองของเรา เมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่ารัก แรกเริ่มสมองส่วน Orbitofrontal Cortex จะทำงานโดยอัตโนมัติให้เรารู้สึกอยากปกป้องสิ่งนั้นๆ หรืออยากเลี้ยงดู ใส่ใจ ส่วนที่สองคือ Nucleus Accumbens จะปล่อยสารเคมีที่ชื่อโดปามีนออกมา ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่ร่างกายได้รับเมื่อตกหลุมรัก มีเซ็กส์ หรือใช้ยาเสพติด ซึ่งช่วยให้เรารู้สึกดีและมีความสุข และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงชอบอะไรน่ารักๆ นัก ลักษณะเหล่านี้พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ในช่วงที่ยังเด็ก ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าสัตว์อย่างลูกปลา หรือลูกจระเข้นั้นน่ารัก เพราะสัตว์เหล่านี้ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตนเองตั้งแต่แรกเกิด

รู้อย่างนี้แล้วครั้งหน้าถ้าคุณเห็นอะไรก็ตามที่น่ารักก็ปล่อยให้ตนเองได้มีความสุขกับมันไปเลยตามสัญชาตญาณ….

 

อ่านเพิ่มเติม

สัตว์เหล่านี้มีดวงตาโต๊โต!

เรื่องแนะนำ

สาหร่ายปริศนากำลังเปลี่ยนกรีนแลนด์ให้เป็นสีชมพู

จุลชีพขนาดเล็กอย่างแบคทีเรียและสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในผืนน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และความอุดมสมบูรณ์ของพวกมันส่งผลให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

พบเครื่องมือหินเก่าแก่ที่สุดนอกทวีปแอฟริกา

จากหลักฐานที่พบใหม่ในจีนนี้บ่งชี้ว่าบรรพบุรุษญาติห่างๆ ของมนุษย์เดินเท้าอพยพออกจากทวีปแอฟริกาเร็วกว่าที่คาดคิดกันไว้มาก ทว่าพวกเขาคือใครยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

อุกกาบาตที่ตกเมื่อปี 2014 อาจเป็นวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะ

อุกกาบาต ที่พุ่งเข้าชนชั้นบรรยากาศของโลกในปี 2014 อาจเป็นวัตถุชิ้นที่สองที่มนุษย์ค้นพบ ว่ามีจุดกำเนิดมาจากนอกระบบสุริยะอันไกลโพ้น อุกกาบาต ลึกลับ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2014 เวลาประมาณตีสาม มีผู้คนพบเห็นวัตถุคล้ายลูกบอลไฟกำลังเผาไหม้อยู่บนท้องฟ้านอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปาปัวนิวกีนี เป็นอุกกาบาตที่แตกสลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ด้วยชั้นบรรยากาศของโลก เช่นเดียวกับอุกกาบาตอื่นๆ จำนวนมาก แต่การวิจัยครั้งใหม่พบว่า วัตถุดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่หินอวกาศเก่าๆ หากแต่เป็นวัถตุที่มาจากนอกระบบสุริยะ หากมีข้อมูลที่มากกว่านี้เพื่อจะมายืนยันข้อสันนิษฐานข้างต้น อุกกาบาต ลูกนี้จะเป็นวัตถุชิ้นที่สองที่มาจากนอกระบบสุริยะที่มนุษย์เห็น โดยชิ้นแรกคือหินอวกาศที่มีรูปร่างประหลาดที่ตอนนี้มีชื่อเรียกว่า “โอมูอามูอา” (‘Oumuanua) ที่เดินทางผ่านระบบสุริยะจักรวาลของเราเมื่อปี 2017 และขณะนี้มันกำลังกลับไปยังถิ่นกำเนิดของมัน โดยอุกกาบาตในปี 2014 นั้นมีเส้นทางโคจรที่แตกต่างกันออกไป โดยสิ้นสุดการเดินทางอันแสนยาวไกลของมันที่นี่ (โลก) ทำให้กลายเป็นหินก้อนแรกจากนอกระบบสุริยะที่เรารู้จัก “มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะค้นพบอะไรแบบนี้” อาวี โลบ จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน อธิบายถึงการค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ในวารสาร Astrophysical Journal Letters “แต่ก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่มีการค้นพบอะไรเช่นนี้ มองมองย้อนกลับไปก็รู้สึกประมาณ “ทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทำไมมองไม่เห็น” วัตถุแปลกประหลาด โลปและ อามีร์ ศิราช ทั้งคู่เป็นเพียงนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เห็นอุกกาบาตลูกนี้ใน catalog […]

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยคืนหางให้แอลลิเกเตอร์

อันที่จริงแอลลิเกเตอร์ตัวนี้เคยได้รับการต่อหางมาแล้วจากแอลลิเกเตอร์ตัวที่ตายไป แต่ดูเหมือนว่าหางเทียมจามการพิมพ์สามมิติจะเป็นที่ถูกใจมันมากกว่า