ชันสูตร ไฉนจึงสำคัญ - นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ไฉน ชันสูตร จึงสำคัญ

ไฉน ชันสูตร จึงสำคัญ

เรื่องและภาพ ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

ข่าวคราวการเสียชีวิตเป็นเรื่องเศร้า แม้ว่าความตายจะเป็นสัจธรรมที่เราทุกคนต้องพบเจอ แต่ถ้าเป็นคุณเองจะสามารถทำใจและใช้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างไร หากคนที่คุณรักจากโลกใบนี้ไปแบบไม่ทราบสาเหตุ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ความตายกลายเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาและการติดตามในสังคมไทย ความตายของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ภาพความเจ็บปวดของครอบครัวผู้เสียชีวิตถูกเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์และโลกออนไลน์

The Perspective พาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับกระบวนการ ชันสูตรศพ ศาสตร์ที่ว่านี้ย้อนอายุได้ไกลเป็นพันปี และในปัจจุบันกระบวนการชันสูตรพัฒนาไปไกลจากเดิมมาก การ ชันสูตร มีความสำคัญอย่างไร? มีขั้นตอนอะไรบ้าง? ต้องขอขอบคุณความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ที่นำพาไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ความตายเองก็เช่นกัน จริงที่ว่าคนตายไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้ แต่องค์ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ สามารถพาเราย้อนเวลากลับไปเพื่อหาคำตอบของปริศนาที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจคนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ช่วยให้พวกเขาหมดข้อกังขา และก้าวเดินต่อไปได้

ชันสูตร
กระบวนการเก็บข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งแต่สภาพของศพ สถานที่เกิดเหตุ วัตถุพยาน ประวัติการรักษาทางการแพทย์ ข้อมูลจากแพทย์หรือสมาชิกในครอบครัวสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการไขปริศนาการเสียชีวิตทั้งสิ้น แพทย์สามารถใช้ข้อมูลจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุมาช่วยประกอบการผ่าศพเพื่อหาสาเหตุของการตายให้ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ชันสูตรศพนี้มีมาช้านาน

ย้อนกลับไปในอดีต กระบวนการผ่าศพไม่ได้มีขึ้นเพื่อช่วยไขคดีปริศนาความตายเช่นในปัจจุบัน แต่ศาสตร์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อช่วยให้แพทย์ได้ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายได้มากขึ้น องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคศาสตร์และกระบวนการผ่าศพนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ในสมัยอียิปต์ หรือหลายพันปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าวิทยาการที่โด่งดังของชาวอียิปต์นั่นคือการทำมัมมี่ หรือการดองศพตามความเชื่อของพวกเขา ดังนั้นแล้วการผ่าศพเพื่อความรู้จึงมีส่วนสนับสนุนให้การทำมัมมี่ของพวกเขานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นศาสตร์ที่ว่าด้วยการผ่าศพก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาหยุดชะงักในยุคกลาง เมื่อศาสนจักรครองอำนาจ การผ่าศพถูกมองว่าเป็นบาป เนื่องจากศาสนาคริสต์มีความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ว่าทุกคนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันพิพากษาดังนั้นในทรรศนะของพวกเขาแล้ว การผ่าศพจึงเป็นการทำลายร่างกายซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้า และอาจปิดโอกาสที่คนๆ นั้นจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า

เมื่อสิ้นสุดยุคกลาง วิทยาการหลายแขนงกลับมาเป็นที่สนใจและพัฒนาอีกครั้งในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ รวมถึงการผ่าศพเองเช่นกัน ในช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 ในอังกฤษและสกอตแลนด์เริ่มมีโรงเรียนกายวิภาคศาสตร์ของเอกชนก่อตั้งขึ้นสำหรับบรรดานักเรียนแพทย์ แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เมื่อเช่นสมัยนี้ ดังนั้นศพที่พวกเขาจะได้ศึกษาจึงเป็นศพของนักโทษประหารเท่านั้น จำนวนศพจึงไม่เพียงพอสำหรับความต้องการศึกษา ในขณะที่โรงเรียนกายวิภาคศาสตร์ของฝรั่งเศสรับเอาศพไร้ญาติจากโรงพยาบาลของรัฐมาให้นักเรียนของเขาได้ศึกษา จะเห็นได้ว่ากระบวนการผ่าศพในอดีตเป็นเรื่องจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย หากมิฉะนั้นแล้วแพทย์ผู้รักษาอาการป่วยจะทราบได้ทราบกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร หากไม่ได้เปิดดู “ข้างใน” จริงๆ เหนือสิ่งอื่นใดการผ่าศพนี้นอกจากจะช่วยให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์แล้ว ยังเป็นเครื่องมือช่วยให้พวกเขาเผชิญหน้าและรับมือกับความตายอีกด้วย เพราะในฐานะว่าที่แพทย์ในอนาคต พวกเขาจะต้องไม่เกิดความรู้สึกอ่อนไหวไปกับผู้ป่วยหรือผู้ตายที่กำลังนอนอยู่ตรงหน้า แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีภาพสามมิติช่วยให้นักเรียนแพทย์รุ่นใหม่ๆ เรียนรู้ศาสตร์วิชากันได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่การผ่าศพเพื่อเห็นอวัยวะของจริงก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น องค์ความรู้ที่ถ่ายเทส่งต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยนี้ ต้องขอขอบคุณร่างของผู้เสียชีวิตมากมายที่เสียสละร่างกายของพวกเขาทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจให้ถูกผ่า เฉือน หรือหั่นเป็นชิ้นๆ ตั้งแต่เนื้อเยื่อไปจนถึงกระดูก

กระบวนการชันสูตรพลิกศพ (ตรวจสอบภายนอก) ศพจะถูกบันทึกภาพ เก็บข้อมูลทุกอย่างแบบละเอียด ตั้งแต่อัตลักษณ์ของผู้ตายไปจนถึงร่องรอยสาเหตุการเสียชีวิต ชั่งน้ำหนัก เก็บตัวอย่างของผมและเล็บ สแกนด้วยรังสีเอ็กซ์เพื่อช่วยในการวินิจฉัยภายใน ฯลฯ ปกติแล้วหากเจ้าหน้าที่เห็นว่าการตรวจสอบภายนอกนั้นเพียงพอแล้วที่จะรู้สาเหตุการเสียชีวิตก็ถือว่ากระบวนการเสร็จสิ้น แต่หากยังไม่ได้คำตอบชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาให้ผ่าศพตรวจดูภายในร่างกาย

ผ่าดูแล้ว ทำไมยังต้องเอาอวัยวะออก?

สำหรับกระบวนการชันสูตรนั้นแบ่งออกเป็นสองวิธี หนึ่งคือการชันสูตรพลิกศพแต่ภายนอก คือการตรวจภายนอกของศพเพื่อเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและสาเหตุของการเสียชีวิต ที่ต้องใช้คำว่าพลิกศพก็เพราะการดูด้วยภายนอกนี้ต้องพิจารณาศพทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่หากศพดังกล่าวไม่มีร่องรอยใดๆ ที่บ่งชี้ว่าจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต กระบวนการชันสูตรจะถูกนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือการตรวจสอบศพด้วยวิธีการผ่าดูภายใน ซึ่งนอกจากจะช่วยไขปริศนาการเสียชีวิตแล้วยังช่วยยืนยันข้อมูลจากการชันสูตรพลิกศพให้มีน้ำหนักมากขึ้นอีกด้วย เช่นในกรณีที่เมื่อพลิกศพแล้วพบบาดแผลเป็นรูลึกเข้าไปในร่างกาย การผ่าศพจะทำให้ทราบว่าบาดแผลนั้นเกิดจากอาวุธหรือวัตถุอะไร และได้ข้อมูลเพิ่มว่าอาวุธหรือวัตถุนั้นไปถูกอวัยวะสำคัญใดจึงทำให้บุคคลนี้เสียชีวิต

 แพทย์หญิงปาริชาติ ภิญโญศรี พยาธิแพทย์ ไขข้อสงสัยในกรณีที่ว่าเหตุใดจึงต้องนำอวัยวะภายในออกจากศพว่า ในการผ่าศพนั้นดูด้วยตาเปล่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเสียชีวิตได้แน่ชัด เหตุตายบางอย่างต้องดูการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ ดังนั้นอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้อง รวมถึงสมอง แม้แต่ไขสันหลัง รวมถึงไขกระดูกจะถูกนำออกมาดองในน้ำฟอร์มาลินเพื่อรักษาสภาพเซลล์ให้ไม่เน่าเปื่อยกระบวนการนี้เรียกว่า fixation เนื้อที่ถูกแช่จนอยู่ตัว (fixed) นี้จะถูกเลือกบริเวณที่มีรอยโรคมาตัดเป็นชิ้นเนื้อเล็กๆ ขนาดเพียง 3 ไมครอนสำหรับจัดวางบนสไลด์แก้วเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตามขั้นตอนปกติของกระบวนการชันสูตร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกลงไปอีกในระดับการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เราจะเห็นอะไรบ้างในกล้องจุลทรรศน์? สิ่งเหล่านี้มีมากมายตั้งแต่ร่องรอยของโรค, การตายของเซลล์สมองเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ไปจนถึงการบาดเจ็บของเซลล์จากผลของสารพิษ ความร้อนจัด ความเย็นจัด และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยไขปริศนาการเสียชีวิตของศพนั้นๆ ให้กระจ่างชัดแจ้งขึ้น

 ทั้งนี้ในบางรายที่การเสียชีวิตมีความซับซ้อนหรือเกี่ยวพันกับคดีความ แพทย์สามารถเลือกที่จะเก็บอวัยวะภายในนั้นๆ ไว้ได้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบซ้ำในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งบางกรณีนั้นกระบวนการพิจารณาคดีอาจใช้เวลายาวนานเป็นปีๆ การเก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไปได้และเป็นผลประโยชน์ต่อญาติผู้เสียชีวิตเอง โดยแพทย์จะแจ้งกับญาติผู้เสียชีวิตให้เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการเก็บอวัยวะไว้ และมีอวัยวะใดบ้างที่ถูกเก็บเอาไว้

กระบวนการตรวจสอบภายใน ศพจะถูกผ่าเพื่อนำอวัยวะภายในออกมาชั่งน้ำหนัก ตรวจสอบหาร่องรอยการเสียชีวิต ตัดเนื้อเยื่อบางส่วนของอวัยวะออกมานำมาแช่น้ำยาฟอร์มาลีนเพื่อเก็บไว้ทำสไลด์ สำหรับการชันสูตรด้วยกล้องจุลทรรศน์หรืออาจเก็บอวัยวะทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบต่อในครั้งถัดไป ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี รวมไปถึงเก็บสารคัดหลั่งในร่างผู้ตาย

ปัญหาจากความไม่รู้

กระแสปริศนาการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา นอกเหนือจากความไม่รู้ไม่เข้าใจในกระบวนการชันสูตรของคนทั่วไปแล้ว หนึ่งประเด็นที่นายแพทย์สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยากายวิภาคมองเห็นก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดจาก กรอบความคิดของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่วิธีการเดิมๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนตาม “มันเป็นขั้นตอนตามปกติของกระบวนการชันสูตรศพครับ แต่ในปัจจุบันมโนทัศน์ของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลตั้งคำถามกันมากขึ้น” ย้อนกลับไปเมื่อ 10 – 20 ปีก่อน หน่วยงานรัฐทำอะไรผู้คนอาจไม่ได้สนใจที่จะรับรู้เท่าใดนัก เนื่องจากยังติดกับความคิดในรูปแบบเก่าที่ว่ารัฐมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน “ประชาชนอยู่เฉยๆ เดี๋ยวรัฐจัดการเอง” คุณหมอสุรณรงค์ขยายความ แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไป ในยุคของข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลไปมาข้ามทวีปอย่างรวดเร็วประชาชนต้องการทราบข้อมูล ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐจะยังคงทำงานในรูปแบบ หรือขั้นตอนเดิมๆ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์

 เมื่อถามว่าในความเป็นจริงแล้ว การนำอวัยวะภายในออกไปเก็บไว้เช่นนี้ ต้องแจ้งญาติของผู้เสียชีวิตหรือไม่? กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้อย่างที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมออกมาแถลง แต่หากมองในมุมของสิทธิมนุษยชนแล้ว สิทธิในการรับรู้ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นแล้วการไม่แจ้งข้อมูลแก่ญาติผู้เสียชีวิต แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน “ปัจจุบันหลักของสิทธิมนุษยชนมันขยายมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนแค่ไม่ไปทำร้ายร่างกายใครก็ถือว่าไม่ได้ละเมิดสิทธิ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วคุณต้องให้ข้อมูล ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ เหล่านี้ก็คือการที่กรอบของสังคมกับกรอบของกระบวนการมันไม่ไปด้วยกัน” คุณหมอกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ขับเคลื่อนไปด้วยโซเชียลมิเดียแล้ว อุปกรณ์ที่ช่วยให้เข้าถึงสังคมออนไลน์เหล่านี้ยิ่งช่วยให้ข้อมูลถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและกลายเป็นกระแสได้มากยิ่งขึ้น  “เอาใจเขามาใส่ใจเราครับ แม้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม”

เมื่อได้ข้อมูลแล้วหากคืนอวัยวะที่นำออกมาตรวจ อวัยวะภายในจะถูกบรรจุใส่ถุงคืนกลับสู่ร่างกาย หากไม่คืนแพทย์จะบรรจุกระดาษและสำลีแทนเพื่อไม่ให้ร่างกายยุบ เย็บปิดแผลจากการผ่า ทำความสะอาดศพ ตกแต่งปกปิดสภาพของบาดแผลและส่งต่อให้ญาติผู้เสียชีวิตไปทำพิธีศพตามศาสนา ซึ่งในบางครั้งกระบวนการชันสูตรยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาคำตอบ แม้ว่าร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกฝังหรือเผาไปแล้วก็ตาม

เทคโนโลยีใหม่ๆ กับการชันสูตร

เทคโนโลยีภาพสามมิติเข้ามามีส่วนช่วยให้นักศึกษาแพทย์เรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคมากขึ้น ในกระบวนการผ่าศพเองก็เช่นกัน ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรับเอาเทคโนโลยีซีทีสแกนมาช่วยในการวินิจฉัยเพื่อเอื้อให้กระบวนการผ่าศพมีประสิทธิภาพมาขึ้น ซีทีสแกนคือการตรวจอวัยวะภายในด้วยการใช้ลำแสงเอ็กซ์ ภาพที่ปรากฏออกมาจะเป็นภาพสามมิติ แสดงความลึกซึ่งช่วยให้ข้อมูลกับแพทย์มากกว่าการสแกนด้วยการเอ็กซเรย์ที่จะได้เพียงภาพสองมิติ ในกระบวนการชันสูตรศพ ด้วยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่าศพดังกล่าวมีร่องรอยกระดูกหักตรงไหน เลือดออกในช่องท้องส่วนใด หรือมีอวัยวะใดที่ผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวมเพื่อนำไปวางแผนสำหรับการผ่าชันสูตร หรืออาจจะนำซีทีสแกนไปใช้กับศพที่มีข้อจำกัดในกระบวนการผ่าเช่น ศพจมน้ำ ศพเด็ก หรือศพเน่า เป็นต้น

นอกจากนั้นในปัจจุบันหลายประเทศเองก็นำเทคโนโลยีกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscope) มาใช้กับกระบวนการผ่าศพมากขึ้น ปกติแล้ว เทคโนโลยีนี้นิยมใช้กับการผ่าตัดในส่วนลึกที่ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่นเส้นประสาท กล้องเอ็นโดสโคปซึ่งมีเลนส์ติดอยู่ที่ปลายของเครื่องมือจะช่วยให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้น ในขณะที่ผู้ป่วยเองก็เสียเลือดในการผ่าตัดน้อย มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อต่ำ และเกิดรอยแผลเพียงขนาดเล็กๆ เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของศพผู้ที่นับถืออิสลาม ที่มีความเชื่อกันว่าการผ่าศพเป็นการทำลายศพ คุณหมอสุรณรงค์สมมุติสถานการณ์ว่าศพดังกล่าวถูกยิงเสียชีวิต เทคโนโลยีนี้ช่วยให้แพทย์สามารถได้ข้อมูล ด้วยการใช้กล้องเอ็นโดสโคปล้วงเอากระสุนปืนออกมาจากร่างเพื่อหาตัวฆาตกร ในขณะเดียวกันฝ่ายญาติเองก็สบายใจมากขึ้น เพราะรอยแผลจากการผ่าเหลือเพียงรอยเล็กๆ

นอกเหนือจากการผ่าศพแล้ว ในประบวนการนิติวิทยาศาสตร์เอง การตรวจหาดีเอ็นเอ รอยพิมพ์นิ้วมือ ฯลฯ ก็มีเทคโนยีใหม่ๆ มากมายที่เข้ามามีบทบาทช่วยไขปริศนามากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคุณหมอสุรณรงค์ย้ำว่า กระบวนการผ่าศพยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เทคโนโลยีเหล่านี้มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยเท่านั้นไม่อาจทดแทนได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

แพทย์หญิงปาริชาติ ภิญโญศรี

นายแพทย์สุรณรงค์ ศรีสุวรรณ

บทเรียนด้านนิติเวชศาสตร์ สถาบันนิติเวชวิทยา

Autopsy by Dr. Dinesh Rao

How Is An Autopsy Performed? by BrainStruff

หนังสือ Stiff เรื่องลับที่ไม่รู้ของศพ

หนังสือ Body The complete Human

และเพจเนติบัณฑิตไทย

 

อ่านเพิ่มเติม : ยินดีต้อนรับสู่ฟาร์มศพฤาความตายหาใช่การลาจาก

เรื่องแนะนำ

ฺ”BICBOK” แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป นวัตกรรมเสริมความปลอดภัย การลาดยางมะตอยและการซ่อมแซมถนน ต้องอาศัยกระบวนการหลอมยางมะตอยให้เหลวหรืออ่อนตัว และคลุกเคล้ากับหินบดก่อนนำไปบดอัดทับผิวถนน ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเพราะใช้ทั้งพื้นที่กว้า และเครื่องจักรขนาดใหญ่ในการทำงาน แม้จะมีการพัฒนายางมะตอยแบบผสมสำเร็จรูปชนิดบรรจุถุง เพื่อให้สามารถใช้งานได้สะดวกในการปิดผิวหรือซ่อมแซมจุดเสียหายขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ เช่น ต้องใช้แรงอย่างมากในการบดอัดและเกลี่ยวัสดุให้เรียบเนียน รวมถึงต้องทิ้งไว้เป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน เพื่อให้ยางมะตอยคงรูปและลดกลิ่นรบกวนลง ด้วยข้อจำกัดข้างต้นของวัสดุยางมะตอย นายพรพรต สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิทูเมน อินโนเวชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ในฐานะที่คุ้นเคยกับวัสดุยางมะตอยมานานจึงมองหาวิธีการใหม่เพื่อให้วัสดุยางมะตอยใช้งานง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น จนเกิดแนวคิดที่จะสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ “แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป” พร้อมใช้งาน โดยร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ Bicbok ‘แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน ที่สามารถปูปิดทับพื้นผิวที่หลากหลายได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้เครื่องจักร ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ และใช้งานได้กับพื้นที่ทุกขนาดและยังคงคุณลักษณะที่โดดเด่นของยางมะตอย แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้น เป็นนวัตกรรมของวัสดุปิดผิวที่มีความโดดเด่นในด้านคุณสมบัติและความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคสมัยปัจจุบันที่นิยมสินค้าประเภท DIY (Do It Yourself) ดร.พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล นักวิจัยอาวุโสของกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง เอ็มเทค สวทช. กล่าวและเสริมว่า […]

เทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้ภาพที่ดีกว่าเดิม

เทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้ภาพที่ดีกว่าเดิม เทคโนโลยีไลดาร์ (LIDAR) ซึ่งย่อมาจาก light detection and ranging กำลังเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์, นักวางผังเมือง, นักโบราณคดี ตลอดจนศาสตร์สาขาอื่นๆ ได้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น การทำงานของไลดาร์นั้น เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือโดรนจะยิงลำแสงเลเซอร์ลงไปยังพื้นผิวเบื้องล่างที่ต้องการเก็บข้อมูล หลักการก็คือการวัดระยะเวลาในการเดินทางของลำแสงเลเซอร์จากจุดเริ่มต้นไปยังวัตถุเป้าหมายและระยะเวลาที่ลำแสงเลเซอร์สะท้อนกลับมายังเซ็นเซอร์เริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถสร้างภาพสามมิติจากข้อมูลที่พวกเขาเก็บได้ รวมทั้งยังได้ภาพของพื้นผิวที่มีรายละเอียดมากกว่าภาพถ่ายดาวเทียมอีกด้วย ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ ช่วยให้นักโบราณคดีค้นพบร่องรอยของอารยธรรมเขมรและมายาซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนป่า และเศษซากของความยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

ในคืนวันคริสต์มาส ซานตาคลอสต้องเหนื่อยขนาดไหน?

อันที่จริงงานส่งของขวัญในคืนคริสต์มาสไม่ได้สบายอย่างที่คิด แล้วซานตาคลอสทำได้อย่างไร? เขาต้องไม่ใช่แค่ช่างทำของเล่นธรรมดาแน่ แต่ต้องเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์แบบสุดๆ โดยเฉพาะฟิสิกส์

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศกับการแก้ปัญหาจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ภาพประกอบ : PIRO4D from Pixabay ปัจจุบัน การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย ได้รับความสนใจจากหน่วยงานทุกภาคส่วนมากขึ้น เนื่องจากประชาชนในสังคมส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้งเรื่องการจัดการปัญหาขยะ การแก้ไขปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น ในทุกการแก้ปัญหา ทุกหน่วยงานมักเริ่มต้นจากการสืบค้นข้อมูล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ประกอบการตัดสินใจและวางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในข้อมูลที่ถูกสืบค้นมากที่สุดคือ ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ข้อมูลเห็นถึงภาพรวมของสภาพพื้นที่ และสามารถนำไปวางแผนปฏิบัติงานได้จริง จิสด้าเป็นหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงที่ผ่านมา จิสด้าสนับสนุนข้อมูลภูมิสารสนเทศในโครงการต่างๆ ดังนี้ 1. เทคโนโลยีและนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดเพชรบุรี เป็นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยการสำรวจสถานการณ์ปัญหาและความพร้อมของพื้นที่ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวางแนวทางกำหนดอนาคตของอ่าวบางตะบูนกับประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยความเชี่ยวชาญเรื่องข้อมูล จิสด้าจึงได้จัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ของชุมชน แผนที่ชุมชนแบบมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกภาส่วน และนำผลที่ได้ไปปฏิบัติใช้งานจริง ก่อให้เกิดการประสานความร่วมมือเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่ต่อไป 2. การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคใบร่วงในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตภาคใต้ตอนล่าง จิสด้าดำเนินงานร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย ใช้เทคโนโลยีเชิงพื้นที่และภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคใบร่วงในสวนยางพาราเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ พังงา กระบี่ ตรัง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน […]