ประจำเดือน : นักบินอวกาศมีวิธีจัดการกับปัญหานี้อย่างไร - National Geographic Thailand

นักบินอวกาศจัดการกับประจำเดือนอย่างไร?

นักบินอวกาศจัดการกับ ประจำเดือน อย่างไร?

ผ้าอนามัยของ Sally Ride น่าจะเป็นผ้าอนามัยที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในโลก ก่อนเธอจะได้เป็นนักบินอวกาศหญิงชาวอเมริกันคนแรก ทีมนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบผ้าอนามัยของเธออย่างละเอียด พวกเขาชั่งน้ำหนักมัน รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญจากนาซ่าดมกลิ่นผ้าอนามัยโดยเฉพาะสำหรับหาวิธีดับกลิ่นของประจำเดือน เพื่อความแน่ใจว่ากลิ่นนี้จะไม่เป็นปัญหาบนยานอวกาศ ด้านวิศวกรก็คำนวณหาระยะเวลาที่เธอจะมีประจำเดือนกี่ครั้งตลอดภารกิจทั้งหมด

ทีมวิศวกรพยายามครุ่นคิดวิธีการแก้ปัญหานี้อย่างรอบคอบ แม้กระทั่งพัฒนาเชือกพิเศษที่ช่วยไม่ให้ผ้าอนามัยลอยไปลอยมา ทั้งหมดทั้งมวลนี้แสดงให้เห็นว่านาซ่าเป็นกังวลมากแค่ไหนเกี่ยวกับการเดินทางสู่อวกาศของผู้หญิง ซึ่งนอกเหนือจากปัญหาในทางเทคนิคแล้ว การมีประจำเดือนยังส่งผลกระทบต่อตัวนักบินอวกาศเอง หากในสภาวะไร้น้ำหนัก เลือดเสียไม่ไหลออกมาจากมดลูก หรืออาจไหลย้อนกลับเข้าไปข้างใน ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าการจัดการกับประจำเดือนในอวกาศนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งยาก ต่างจากบนโลก ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงมีข้อเสนอแนะว่า จะดีกว่าไหมหากบรรดานักบินอวกาศหญิงจะไม่ต้องมีประจำเดือนเลยตลอดภารกิจ

(บางครั้งการขับถ่ายในสภาวะไร้น้ำหนักที่ว่ายาก อาจน่าอภิรมย์กว่า การขับถ่ายในอินเดีย)

ณ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลื่อนประจำเดือนที่เป็นตัวเลือกที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับนักบินอวกาศที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ด้วยการใช้ยาคุมกำเนิด ข้อมูลจาก Varsha Jain นรีแพทย์จากสถาบัน King’s College London ตัวเธอและทีมงานทำงานร่วมกับนาซ่าและเป็นผู้เสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อแก้ไขปัญหา และบางครั้งนักบินอวกาศหญิงก็เลือกที่จะฝังยาลงไปในร่างกายเลย เพื่อความสะดวก

ประจำเดือน
นักบินอวกาศ Heidemarie M. Stefanyshyn-Piper โบกมือทักทายกล้องระหว่างภารกิจ ภาพถ่ายโดยนาซ่า

ในความเป็นจริง วิธีดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เฉพาะกับนักบินอวกาศหญิงเท่านั้น แต่กับผู้หญิงบนโลกเองก็ใช้เช่นกัน ผลสำรวจรายงานราว 1 ใน 3 ของผู้หญิงต้องการประจำเดือนที่มาอย่างแน่นอนทุกเดือนตามธรรมชาติ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าตนไม่ได้ตั้งครรภ์ Jain กล่าว ดังนั้นพวกเธอจะกินยาคุมกำเนิดและยาหลอกตามกำหนด แต่สำหรับนักบินอวกาศที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนก็ให้เว้นสัปดาห์ที่กินยาหลอกไปและกินยาคุมกำเนิดต่อไปอย่างต่อเนื่อง “วิธีการนี้ช่วยให้ร่างกายไม่มีประจำเดือนอย่างสมบูรณ์” Jain กล่าว

อย่างไรก็ตามการรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช่ว่าจะไม่เกิดความเสี่ยงต่อร่างกาย มีความกังวลว่านักบินอวกาศหญิงที่ใช้วิธีดังกล่าวในการเลื่อนประจำเดือนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นลิ่มเลือดในขาและปอดได้ ทัง้นี้ปัจจุบันยังไม่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่นๆ ในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดสามสัปดาห์ตามที่กำหนดและผู้ที่รับประทานติดๆ กันโดยไม่ใช้ยาหลอก

สำหรับภารกิจบนอวกาศแล้ว วิธีการเลื่อนประจำเดือนเช่นนี้เป็นประโยชน์ในระยะยาว ปกติแล้วในยานอวกาศจะมีระบบกลั่นปัสสาวะของบรรดานักบินออกมาเป็นน้ำได้ แต่สำหรับเลือดประจำเดือนยังไม่มีระบบการรีไซเคิลเช่นนั้น แต่ปัญหาก็คือจำนวนและน้ำหนักของมัน ตัวอย่างเช่น ภารกิจไปกลับยังดาวอังคารซึ่งใช้เวลาสามปี นักบินอวกาศหญิงต้องใช้ยาคุมกำเนิดถึง 1,100 เม็ดเลยทีเดียว ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ชุดอวกาศจะสามารถฝังยาให้นักบินได้เลย? ใครจะรู้ ในเมื่อประจำเดือนยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันต่อไปและเทคโนโลยีเองก็ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ คงต้องรอดูกัน

เรื่อง Erika Engelhaupt


อ่านเพิ่มเติม : ดาวอังคารในภาพถ่ายน่าทึ่งจากโครงการสำรวจอวกาศ

ดาวอังคาร

เรื่องแนะนำ

ลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรมของ พะยูนไทย

ความสำเร็จของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก กับการค้นพบลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรมของ พะยูนไทย ที่ไม่เหมือนประชากรพะยูนอื่นๆ ในโลก พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเล ปัจจุบัน จำนวนของประชากรพะยูนทั่วโลกลดลงไปอย่างมาก ในประเทศไทยรายงานนพบประมาณ 200 ตัว เท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบชายฝั่งทะเลจังหวัดตรัง พะยูนไทย จากปัญหาเรื่องจำนวนประชากรพะยูนที่ใกล้สูญพันธุ์ พะยูนจึงถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายจำนวนมาก และหลายงานหน่วยต่างเร่งออกมาตรการปฏิบัติ เพื่อปกป้องสายพันธุ์อันเปราะบางนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน กรมทรัพยากรชายทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พะยูนในทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2021 ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการศึกษาเรื่อง “ความหลากหลายทางพันธุกรรมของพะยูนในประเทศไทยและทั่วโลก” ซึ่งผลจากการศึกษาสร้างความสนใจให้นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพบว่ามีพะยูนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยในทะเลอันดามันของประเทศไทยมีลักษณะประชากรที่จำเพาะไม่เหมือนพะยูนที่อื่นในโลกนี้ โดยผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Scientific Reports เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2021 ปัญหาสำคัญของการอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนพะยูนคือไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ รวมถึงอัตราการรอดชีวิตค่อนข้างต่ำ เมื่อเลี้ยงในระบบปิด อย่างกรณีที่เคยปรากฏในสื่อต่างๆ ก่อนหน้านี้ทั้ง “มาเรียม” หรือ “ยามีล” ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายสำหรับทีมวิจัยที่ต้องศึกษาค้นคว้า เพื่อหาแนวทางในการจัดการอนุรักษ์ รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ หัวหน้าคณะผู้วิจัยได้ กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ใช้ตัวอย่างจากเนื้อเยื่อพะยูนจำนวน […]

World Update: พบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ลึกกว่า 3,000 เมตร

พบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล บนพื้นมหาสมุทรที่ลึกกว่า 3,000 เมตร เรือสำรวจใต้ทะเลนอติลุส (Nautilus) ได้ค้นพบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ที่ดูแปลกประหลาดใต้ท้องทะเลขณะที่กำลังสำรวจสันเขา Lili‘oukalani ภายในเขตอนุสรณ์สถานแห่งชาติทางทะเล Papahānaumokuākea (Papahānaumokuākea Marine National Monument; PMNM) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวายที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ภาพที่นักสำรวจพบนั้นราวกับมีใครมาปูถนนไว้บนพื้นมหาสมุทรที่ลึกกว่า 3,000 เมตร นักวิจัยในการสำรวจกล่าวติดตลกว่ามันคือถนนไปสู่เมืองแอตแลนติสที่หายสาบสูญ ในขณะคนอื่นๆ ต่างประหลาดใจในการค้นพบนี้ที่ดูเหมือนพื้นดินจะถูกอบให้แห้งและลอกออกได้ดูคล้ายกับก้อนอิฐเรียงต่อกันอย่างน่าทึ่ง พวกเขาคาดว่านี่คือสิ่งที่เรียกกันว่า “Hyaloclastite” หรือหินภูเขาไฟประเภทหนึ่งที่ถูกปะทุออกมาจากภูเขาไฟใต้น้ำและระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อสัมผัสกับน้ำ การถูกทำให้ร้อนและเย็นลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลให้เกิดรอยแตกในพื้นผิวคล้ายกับบล็อกของก้อนอิฐ “รอยแตก 90 องศาที่ไม่เหมือนใครนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับความร้อนและความเย็นปะทะกันจากการปะทุหลายครั้งในพื้นที่นี้” ทีมงานบรรยายผ่านการถ่ายทอดสดในการสำรวจใต้ทะเลนี้ แต่ข้อมูลเชิงลึกนั้นต้องการเวลาเพื่อศึกษาอีกมาก ซึ่งใน PMM นี้นักวิทยาศาสตร์เพิ่งทำการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลได้เพียงร้อยละ 3 ของทั้งหมด โครงการนอติลุสเป็นการสำรวจใต้พื้นมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครไปถึงโดยใช้ยานบังคับระยะไกล โครงการนี้ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านแพลฟอร์มโซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ยูทูปทุกวัน ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะให้สามารถเข้าชมได้ ที่ผ่านมาโครงการนอติลุสได้ค้นพบสิ่งใหม่มากมายเช่นหมึกดับโบสีส้มที่น่ารักหรือสัตว์ใต้ท้องทะเลที่แปลกประหลาด ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำความเข้าใจระบบนิเวศในท้องทะเลมากยิ่งขึ้นก่อนที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะสูญหายไปในผลกระทบของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล Photograph by […]

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก ชื่อของซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ไม่เพียงแต่เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกอีกด้วย ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ผู้เคยย่ำเท้าไปบนผืนแผ่นดินของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน ในยุคครีเตเชียส ไดโนเสาร์ตัวนี้มีนามว่า Patagotitan Mayorum เป็นไดโนเสาร์กืนพืชพันธุ์คอยาวที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 102 ล้านปีก่อน ขนาดของมันยาวถึง 120 ฟุต และมีน้ำหนักมากถึง 69 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกันจำนวน 12 เชือกรวมกัน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ส่งผลให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยมีมา ใหญ่กว่า Dreadnoughtus ที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ เมื่อโฮเซ ลูอิส และ ดีเอโก โป นักบรรพชีวินวิทยา จากพิพิธภัณฑ์ Egidio Feruglio Paleontology ค้นพบบางส่วนของฟอสซิลมันเข้า ในฟาร์มแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคพาทาโกเนีย ทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา พวกเขารู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนี้ต้องมีขนาดใหญ่เอามากๆ ทีมนักสำรวจใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการขุดเอาฟอสซิลออกมาอย่างระมัดระวัง เคนเนท ลาโควารา นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวัน และเป็นผู้ค้นพบ Dreadnoughtus ถึงกับเห็นใจทีมงานเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำ “นึกถึงหยาดเหงื่อ แรงงานของพวกเขาสิที่ต้องสูญเสียไปกับการขุดเอากระดูกออกมาจากพื้นดิน ขนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุดไปยังพิพิธภัณฑ์” […]