วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการตกหลุมรัก - National Geographic Thailand

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการ ตกหลุมรัก

อาการ ตกหลุมรัก เป็นหนึ่งในความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน เรื่องนี้มีคำอธิบายในแง่ของหลักวิทยาศาสตร์

วันวาเลนไทน์เป็นช่วงเวลาที่ใครๆ มักจะนึกถึงความรัก มนุษย์เราสามารถ ตกหลุมรัก ทุ่งสิ่งอย่างที่เราสามารถจินตนาการได้ ตั้งแต่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันไปจนถึงสิ่งไม่มีมีตัวตน ในขณะที่เรากำลังตกหลุมรัก สมองของเราตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกันออกไป แม้ว่ากลไกการเกิด “ความรัก” จะเกิดขึ้นที่สมอง แต่เกือบทุกกรณีก็มักจะส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของเราเสมอ

เฮเลน ฟิเชอร์ นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความรักหลายเล่ม รวมถึงเรื่อง ทำไมเรามีความรัก: ธรรมชาติและสารเคมีของความรักแบบโรแมนติค (Why We Love: The Nature and Chemistry of Romantic Love)

เธอกล่าวว่า การตกหลุมรักอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับสมอง 3 ระบบที่แบ่งแยกกันชัดเจน

  1. ความใคร่ (แรงขับทางเพศ)

ฮอร์โมนเพศเป็นตัวขับเคลื่อนความใคร่ในมนุษย์และสัตว์ ทั้งฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ที่ผลิตโดยอัณฑะ และฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ที่ผลิตโดยรังไข่ มีศูนย์การควบคุมอยู่ในสมองส่วนไฮโปทาลามัส จากการศึกษาทางวิวัฒนาการพบว่า เทสโทสเตอโรนไม่เพียงแต่เป็นแรงขับทางเพศในผู้ชายเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในแรงขับทางเพศของผู้หญิงด้วย ฟิเชอร์กล่าวและเสริมว่า “ฮอร์โมนเพศทำให้คุณอยากออกไปค้นหาทุกสิ่งอย่าง รวมถึงพฤติกรรมหาคู่ผสมพันธุ์ของมนุษย์และสัตว์”

(แล้วทำไมเราต้องอยากจูบคนที่เรารักด้วย?)

  1. ความหลงใหล (การหลงรัก)

งานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่า เมื่อมนุษย์อยู่ในอาการ “ตกหลุมรัก” เรามักจะหลงลืมอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต พวกเขาอาจจะมีความสุขจนลืมกินอาหารในบางมื้อ หรือบางครั้งก็เศร้าจนนอนไม่หลับ และใช้เวลานึกฝันถึงคนรักได้หลายๆ ชั่วโมง

การทำงานของสมองเรื่องความหลงใหลเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า “โมโนเอมีน” ได้แก่

โดปามีน (Dopamine) สารแห่งความสุขและความพึงพอใจที่หลั่งออกมาเมื่อร่างกายเราได้รับสิ่งที่เราปรารถนา นอกจากนี้ โดปามีนยังถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติดอย่างโคเคน และนิโคตินในบุหรี่

อีพิเนฟริน (Epinehrine) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อะดรีนาลีน คุณคงเคยมีอาการเขินอายจนหน้าแดง และหัวใจเต้นแรงเมื่อคุณได้พบกับใครสักคนที่คุณหมายตา นั่นเป็นเพราะคุณถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนชนิดนี้

เซโรโทนิน (Serotonin) หนึ่งในสารชีวเคมีที่สำคัญต่อกลไลการตกหลุมรัก ที่ส่งผลต่ออารมณ์และการแสดงออกของเรา ในขณะที่สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน เราสามารถแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมาแบบไม่รู้ตัว ในขณะที่เรารู้สึกรักใครสักคน

(แล้วทำไมตอนเสียใจเพราะอกหักถึงต้องน้ำตาไหล!)

ตกหลุมรัก
คู่รักในนครรีโอเดจาเนโร ปี 2015 ภาพถ่ายโดย David Alan Harvey
  1. ความผูกพัน (ความสัมพันธ์ระยะยาว)

ความผูกพันมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราประสบความสำเร็จจากขั้นตอนการหลงรัก ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะคบกันในระยะยาว สมองของมนุษย์จะปรับเข้าสู่โหมดการสร้างความสัมพันธ์ เนื่องจากสมองไม่ต้องการถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนแห่งความหลงใหลตลอดไป เพื่อให้ทั้งคู่ปรารถนาจะอยู่ด้วยกันและพร้อมดูแลทารกที่จะเกิดมา สิ่งกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระยะยาวเกิดจากฮอร์โมนสองชนิด ได้แก่

ออกซิโตซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ เช่น กิจกรรมทางเพศ การคลอด และการให้นมแก่ทารก เป็นต้น การศึกษาทางสังคมวิทยารายงานว่า ออกซิโตซินมีผลต่อระดับความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ของคู่รัก กล่าวคือ คู่รักที่มีปฏิสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกหลั่งออกมาบ่อยครั้งกว่าคู่รักที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกัน

วาโสเปรสซิน (Vasopressin) จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า กลุ่มของหนูทดลองตัวผู้ที่ได้รับวาโสเปรสซินมีพฤติกรรมปกป้องตัวเมียและใช้เวลาอยู่กับตัวเมียมากกว่ากลุ่มตัวผู้ที่ไม่ได้รับฮอร์โมน ดังนั้น ฮอร์โมนชนิดนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อคู่รัก ส่งผลให้คู่รักปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกัน

นอกจากฮอร์โมนที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราตกหลุมรักคือ “ยีน” จากการศึกษาในเชิงวิวัฒนาการพบว่า เพศเมียมักจะเลือกเพศผู้ที่ดูแข็งแรงและสง่างาม เนื่องจากเป็นเครื่องแสดงออกถึงความแข็งแรงของยีนที่จะถ่ายทอดต่อไปยังรุ่นลูก และทำให้ทารกมีอัตราการรอดสูงกว่า

แม้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายกลไกพื้นฐานการเกิดความรักได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องที่แปรผันไปตามบริบทของแต่ละคนและสังคม


อ่านเพิ่มเติม

ความรักของสัตว์เหล่านี้จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณจืดไปเลย

 

เรื่องแนะนำ

โครงสร้างโครโมโซม (Chromosome Structure)

โครงสร้างโครโมโซม ในสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ รวมมนุษย์ ล้วนประกอบขึ้นจากเซลล์ (Cell) จำนวนมาก ซึ่งภายในเซลล์แต่ละเซลล์มีองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง คือ นิวเคลียส (Nucleus) ศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์และเป็นแหล่งบรรจุสารพันธุกรรมที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ดีเอ็นเอ” (DNA) ซึ่งต่อเรียงกันเป็น โครงสร้างโครโมโซม ดีเอ็นเอ (DNA) หรือ  กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic Acid) เป็นหน่วยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการกำหนดลักษณะและการแสดงออกของสิ่งมีชีวิต ประกอบขึ้นจากโมเลกุลของน้ำตาล (Deoxyribose) หมู่ฟอสเฟต (Phosphate) และโมเลกุลเบส (Nitrogenous Base) 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (Adenine : A) ไซโตซีน (Cytosine : C) กวานีน (Guanine : G) และไทมีน (Thymine : T) เรียงต่อกันเป็นสายยาวที่เรียกว่า “นิวคลีโอไทด์” (Nucleotide) อ่านเพิ่มเติม […]

ความรู้ประจำวัน : ไดโนเสาร์เต้นรำเหมือนนก

หนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการศึกษาไดโนเสาร์ก็คือ นกในปัจจุบันคือไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิต หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกมันคือลูกหลานของไดโนเสาร์ นกจำนวนมากอวดโฉมขนของพวกมันเพื่อใช้ในการจับคู่ ทีนี้ลองคิดถึงบรรพบรุษของนกอย่างไทเซราทอปส์ ไดโนเสาร์มีเขาที่ใช้แผงบนศีรษะของมันเพื่อจุดประสงค์เดียวกันบ้าง นักบรรพชีวินวิทยาไม่คิดว่าเขาและแผงบนหัวของไดโนเสาร์ชนิดนี้จะมีไว้เพื่อใช้สำหรับการต่อสู้ ตรงกันข้ามพวกเขาคิดว่าสิ่งนี้มีไว้เพื่ออวดโฉมในการจับคู่ เนื่องจากเมื่อเติบโตขึ้นกระดูกบริเวณนี้จะเปราะและบางลง ดังนั้นเมื่อมองไปที่จังหวะการเต้นรำของนกบางสายพันธุ์ที่ทำเพื่อการจับคู่แล้ว ในโลกดึกดำบรรพ์ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าไดโนเสาร์เหล่านี้อาจเต้นรำไม่ต่างจากนก ซึ่งคงเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจน่าดู   อ่านเพิ่มเติม : แขนจิ๋วของทีเร็กซ์อาจเป็นอาวุธอันตราย, ฟอสซิลอสุรกายแห่งท้องทะเลถูกพบในอินเดีย

ธาตุและสารประกอบ (Elements and Compounds)

ธาตุและสารประกอบ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสารต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงเป็นองค์ประกอบในทุกสรรพชีวิต ธาตุและสารประกอบ สสารทุกชนิดบนโลกของเรามีหน่วยที่เล็กที่สุดเป็น “อะตอมของธาตุ” การทำปฏิกิริยารวมตัวของธาตุเป็นผลให้เกิด “สารประกอบ” และจากปฏิกิริยาระหว่างสารประกอบจึงก่อกำเนิดสสารที่มีความหลากหลายในทุกวันนี้ การแบ่งสารตามองค์ประกอบทางเคมี แบ่งได้ดังนี้ ธาตุ (Elements) หมายถึง สารบริสุทธิ์เนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบอย่างเดียว ธาตุไม่สามารถแยกสลายให้กลายเป็นสารอื่นโดยวิธีการทางเคมี ธาตุมีคุณสมบัติทั้ง 3 สถานะ ได้แก่ ของแข็ง เช่น ธาตุสังกะสี ตะกั่ว เงิน ของเหลว เช่น ปรอท และก๊าซ เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน เป็นต้น ธาตุยังสามารถจำแนกคุณสมบัติออกเป็น ธาตุโลหะ ธาตุอโลหะ และธาตุกึ่งโลหะ ธาตุโลหะ (metal) เป็นธาตุที่มีสถานะเป็นของแข็ง (ยกเว้นปรอท ที่เป็นของเหลว ) มีผิวที่มันวาว นำความร้อน และไฟฟ้าได้ดี มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง (ช่วงอุณหภูมิระหว่างจุดหลอมเหลวกับจุดเดือดต่างกันมาก) เช่น โซเดียม เหล็ก แคลเซียม ปรอท อะลูมิเนียม เป็นต้น ธาตุอโลหะ […]

แพขยะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

แพขยะ ใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) หรือแพขยะตะวันออก (Eastern Garbage Patch) คือ หนึ่งในห้าแพขยะในมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งสะสมของขยะทางทะเล (Marine Litter) จากการเคลื่อนที่ของกระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือที่ได้พัดพาเอาเศษขยะและชิ้นส่วนพลาสติกมากมายจากในแผ่นดินมากักรวมกันไว้ จนกลายเป็นวงวนของขยะขนาดใหญ่บริเวณใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Trash Vortex) ที่ครอบคลุมพื้นที่ราว 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดราว 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส ภายในแพขยะใหญ่แปซิฟิก จากการประเมินของนักวิทยาศาสตร์ ภายในแพขยะใหญ่แปซิฟิกมีมวลของชิ้นส่วนและเศษพลาสติกประมาณ 80,000 ตัน หรือมีน้ำหนักเทียบเท่าเครื่องบินเจ็ท 500 ลำ โดยใจกลางของแพขยะมีปริมาณและความหนาแน่นของขยะสูงสุด ซึ่งหากนำการกระจายตัวของขยะรอบนอกมาคำนวณร่วมด้วยแพขยะใหญ่แปซิฟิกอาจมีน้ำหนักมากถึง 100,000 ตัน หรือมีชิ้นส่วนพลาสติกมากกว่า 1.8 ล้านล้านชิ้นลอยอยู่เหนือน้ำ อ่านเพิมเติม: แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก โดยกว่าร้อยละ 80 ของขยะทั้งหมดมาจากกิจกรรมของมนุษย์ในแผ่นดินใหญ่ ขณะที่อีกร้อยละ 20 เป็นขยะจากเรือประมงและกิจกรรมทางทะเล ส่งผลให้แพขยะสะสมขยะมากมายหลายชนิด ทั้งอวนตกปลาเก่า เส้นเชือกขาด ตาข่ายดักปลา ขวดน้ำพลาสติก รวมถึงลังพลาสติก ตะกร้า และรองเท้าแตะ […]