พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ภาพเขียนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลแสดงให้เห็นสัตว์และสัญลักษณ์ต่างๆ รอบๆ ขั้นบันไดสีแดง ยังคงไม่เป็นที่แน่ชัดว่าภาพทั้งหมดถูกวาดในช่วงเวลาเดียวกันหรือแต่งเติมขึ้นในภายหลัง
ภาพถ่ายโดย Breuil Et al

 

หาอายุด้วยแร่

การจะหาคำตอบว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นศิลปินจริงหรือไม่นั้น ทีมนักวิจัยจำต้องตามหาผลงานศิลปะบนผนังถ้ำในยุโรปที่มีความเก่าแก่มากกว่า 50,000 ปี เพิ่มเติม Pike และ Zilhão วางแผนโปรเจคนี้ร่วมกันในปี 2003 โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Dirk Hoffmann นักวิจัยจากสถาบันโบราณคดีและวิวัฒนาการ Max Planck ผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณอายุแร่โดยเฉพาะ

ผลการสำรวจ ในถ้ำสามถ้ำที่มีการพบภาพเขียน นักวิจัยคำนวณอายุจากแร่ที่พบบนภาพพวกเขาพบว่ามันมีความเก่าแก่ถึง 64,800 ปี นั่นหมายความว่าภาพเขียนนี้อาจมีอายุเท่านี้หรือเก่าแก่กว่า ซึ่งนับได้ว่าเป็นภาพวาดฝาผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนการคำนวณอายุจากแร่บนเปลือกหอยที่ได้รับการประดับประดาจากถ้ำ Cueva de los Aviones มีอายุมากถึง 115,000 ปี การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียว “ไม่ใช่ว่านี่เป็นผลงานของกลุ่มนีแอนเดอร์ทัลที่ชาญฉลาดเพียงกลุ่มเดียว แล้วสูญหายไปในกาลเวลา” Pike กล่าว ถึงภูมิปัญญาของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล “มันเทียบได้กับสิ่งประดิษฐ์ที่เราทำในแอฟริกาครับ”

(โครงกระดูกของเด็กมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีรูปลักษณ์แทบไม่ต่างกับโครงกระดูกของโฮโมเซเปียนส์)

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ภาพเขียนอีกภาพที่พบในถ้ำอื่นๆ ของสเปน อายุเก่าแก่ถึง 66,000 ปี และเชื่อว่าเป็นผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ภาพถ่ายโดย H. Collado

 

ญาติผู้ใกล้ชิด

ในแง่ของความสามารถทางศิลปะเช่นเดียวกัน นักวิจัยตั้งคำถามต่อมาว่าเจ้าของผลงานเหล่านี้เป็นมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มย่อยของมนุษย์สมัยใหม่ที่เดินทางมายังทวีปยูโรป

“หรือจริงๆ แล้วนีแอนเดอร์ทัลกับโฮโมเซเปียนส์ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และเรื่องที่ว่านีแอนเดอร์ทัลแข่งขันกับเราจึงไม่ถูกต้อง” Zilhão กล่าว “เพราะจริงๆ แล้วนีแอนเดอร์ทัลก็คือโฮโมเซเปียนส์เช่นกัน”

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางรายยังคงไม่ปักใจเชื่อนัก Margaret Conkey ศาสตราจารย์เกียรติคุณ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ศึกษาเกี่ยวกับภาพวาดผนังถ้ำในยุคก่อนประวัติศาสตร์ระบุว่าจากหลักฐานที่พบยังไม่น่าเชื่อถือมากนัก และการคำนวณหาอายุอาจผิดพลาดได้ ดังนั้นในอนาคตทีมนักวิจัยควรมุ่งเน้นไปที่การมองหาร่องรอยอื่นๆ ที่บ่งชี้การมีอยู่ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งอาจยังคงพบได้ในถ้ำอื่นๆ ของสเปน

“ตัวฉันไม่มีปัญหาเลยกับการที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจะหยิบเอาดินหรือถ่านขึ้นมาวาดภาพ แต่นี่คือความท้าทายของนักโบราณคดีที่ต้องยืนยันหลักฐานที่พบให้ได้” เธอกล่าว ด้าน Pike ระบุว่า ยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายที่รอให้พวกเขาไปค้นพบ “เราเพิ่งจะกระเทาะเปลือกของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น และเราจะหาคำตอบนี้ต่อกันตลอดชีวิต”

เรื่อง มิคาเอล เกรสโค

 

อ่านเพิ่มเติม

เบาะแสใหม่ชี้ ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา

เรื่องแนะนำ

การสืบพันธุ์ของพืช : การสร้างเซลล์สืบพันธ์ของพืชดอก

กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก เกิดขึ้นในเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย เซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก มี 2 ชนิด คือ เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองมีขั้นตอนในการแบ่งเซลล์ เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อเกิดการปฏิสนธิ จำนวนโครโมโซมจะมีจำนวนเท่าเดิมอีกครั้ง (ขอมูลเพิ่มเติม : โครงสร้างของดอกไม้) เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (male gamete) เกิดขึ้นภายในอับเรณู (anther) โดยมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell) แบ่งเซลล์แบบไมโอซีส 1 ครั้ง ได้ 4 ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละเซลล์มีโครโมโซมเท่ากันตือ n หลังจากนั้นนิวเคลียสของแต่ละเซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้ 2 นิวเคลียสคือ เจเนอเรทีฟนิวเคลียส (generative nucleus) และ ทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) เรียกเซลล์ในระยะนี้ว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือแกมีโทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) เมื่อละอองเรณูแก่เต็มที่อับเรณูจะแตกออกทำให้ละอองเรณูกระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไป ลักษณะของละอองเรณูมีความแตกต่างกันทั้งขนาด รูปร่าง […]

แรงพยุง หรือแรงลอยตัว (Buoyant Force)

เรือเดินสมุทรน้ำหนักหลายร้อยตันสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ ด้วยหลักการของความหนาแน่นและ แรงพยุง แรงพยุง (Buoyant force) หรือ แรงลอยตัว คือแรงลัพธ์ของธรรมชาติที่เกิดจากการต่อต้านของของไหล (Fluids) ซึ่งเป็นได้ทั้งของเหลวและก๊าซ กระทำต่อวัตถุโดยรอบ หรือส่วนของวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหลนั้นๆ กับแรงโน้มถ่วง (Gravitational force) ของโลก ส่งผลให้วัตถุสามารถลอยตัวหรือจมลงในของไหลนั้นๆ โดยผลลัพธ์ของแรงพยุงที่มีต่อวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหล เกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ วัตถุลอยตัว เกิดขึ้นเมื่อแรงพยุงของของไหลมากกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นมากกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุจมลง เมื่อแรงพยุงของของไหลน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นน้อยกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุลอยปริ่มที่ขอบของไหล หรือที่เรียกว่า “การลอยตัวเป็นกลาง” (Neutral buoyancy) เกิดสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงพยุง เมื่อแรงพยุงและน้ำหนักของวัตถุเท่ากันหรือมีค่าใกล้เคียงกัน และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นเท่ากับความหนาแน่นของวัตถุ ดังนั้น ความหนาแน่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลอยตัวหรือจมลงของวัตถุในของไหล ความหนาแน่น (Density) คือ อัตราส่วนระหว่างมวล (Mass) และปริมาตร (Volume) ของวัตถุ ซึ่งในธรรมชาติหากวัตถุมีความหนาแน่นมากกว่าย่อมมีน้ำหนักมากกว่าในปริมาตรที่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว เรามักคิดว่าวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ควรจมลงในของเหลวมากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักเบากว่า แต่ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้น หากวัตถุมีน้ำหนักเท่ากัน แต่มีความหนาแน่นและขนาดที่ต่างกัน หรือทำมาจากวัสดุที่ต่างกัน […]

พืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledon)

นิยามของพืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledon หรือ Magnoliopsida) คือ พืชที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ เมื่อเริ่มงอกออกจากเมล็ดพันธุ์ เป็นพืชที่มีรากเป็นระบบรากแก้ว และเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะไม่เกิดข้อและปล้องขึ้นชัดเจนตามบริเวณลำต้นเหมือนกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ มีเปลือกหนาและมีเนื้อไม้แข็งแรง ขณะที่ท่อลำเลียงอาหารและน้ำของพืชกลุ่มนี้ จะจัดเรียงอยู่ภายในลำต้นอย่างเป็นระเบียบ จึงทำให้พืชใบเลี้ยงคู่มีการเจริญเติบโตทางด้านข้าง สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาได้ดี อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การงอกของเมล็ดพืช แกนกลางของลำต้นพืชกลุ่มนี้จะไม่มีท่อลำเลียง แต่จะเป็นเนื้อไม้ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน ส่วนท่อลำเลียงจะจัดเรียงเป็นวงอย่างมีระเบียบอยู่รอบลำต้น ส่วนใบของพืชกลุ่มนี้มีลักษณะกว้าง มีการแตกแขนงเป็นร่างแหออกจากแกนกลางของใบ จำนวนของกลีบดอกจะมี 4 – 5 กลีบ หรือทวีคูณของ 4 – 5 หากปลูกพืชใบเลี้ยงคู่เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลา นานกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ยังมีความแตกต่างกันอีกมากระหว่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ อย่างเช่น ลักษณะโครงสร้างของเกสร หรือปากใบ (Stomata) แต่มันยากที่จะสังเกตเห็นชัดด้วยตาเปล่า พืชใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีอายุยืนยาวกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลักษณะของใบกว้าง มีเส้นใบแตกแขนงเป็นร่างแหที่ซับซ้อนออกจากตรงแก่นกลางของใบ และส่วนของกลีบดอกจะมีจำนวนราว 4 ถึง 5 กลีบ หรือเท่าทวีคูณของ 4 และ 5 […]

ฝนกรด (Acid Rain) เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปรากฏการณ์ ฝนกรด (Acid Rain) คือการลดลงของค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ของน้ำฝนในธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำฝนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ โดยมีค่า pH อยู่ที่ราว 5.6 แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมลพิษทางอากาศในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่า pH ของน้ำฝนลดต่ำลงกว่าปกติ และในบางพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง น้ำฝนอาจมีค่า pH อยู่ในช่วง 4.2 ถึง 4.4 เลยทีเดียว ปรากฏการณ์ ฝนกรด ไม่ใช่การที่มีน้ำกรดบริสุทธิ์ตกลงมาจากท้องฟ้า แต่กล่าวรวมไปถึงการลดลงของค่าความเป็นกรด-ด่างของหยาดน้ำฟ้า (Precipitation) ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝน หิมะ ลูกเห็บ และหมอกในธรรมชาติ จากการปนเปื้อนสสารหรือก๊าซชนิดต่างๆ ซึ่งส่งผลให้สภาวะความชื้นและองค์ประกอบของอากาศมีความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ฝนกรด ปรากฏการณ์ฝนกรดเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของน้ำฝนและก๊าซออกไซด์ของโลหะบางชนิดในอากาศ ซึ่งในธรรมชาติ เมื่อเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ หรือ เกิดไฟป่า หรือการเน่าเปื่อยของซากพืช มักเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide: SO2) ปริมาณมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ฝนที่ตกลงมาในช่วงเวลานั้นมีฤทธิ์เป็นกรดมากกว่าน้ำฝนปกติ แต่ปรากฏการณ์ฝนกรดในธรรมชาติเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก ปรากฏการณ์ฝนกรดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญมาจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมหาศาล […]