ดาวเคราะห์น้อย อาจเป็นจุดกำเนิดของชีวิต? - National Geographic Thailand

ฤๅดาวเคราะห์น้อยจะเป็นจุดกำเนิดของชีวิต?

ฤๅ ดาวเคราะห์น้อย จะเป็นจุดกำเนิดของชีวิต?

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 โลกได้เป็นประจักษ์พยานของการเคลื่อนผ่านของก้อนหินที่ระบุข้อมูลสำคัญของกาแลกซี่นี่เอาไว้ มันคือ ดาวเคราะห์น้อย ที่มีชื่อว่า “โอมูอามูอา” (Oumuamua) มาจากภาษาฮาวายที่แปลได้ว่า “ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาถึงเป็นคนแรก”

ก้อนหินดังกล่าวมีรูปร่างโดดเด่น แต่ในระบบดาวของเราไม่แปลกที่จะพบ ดาวเคราะห์น้อย ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรกันที่ทำให้โอมูอามูอาเป็นเรื่องสำคัญนัก และเราจะได้อะไรจากการศึกษามัน?

 

จุดเริ่มต้นของก้อนหิน

ทุกวันนี้ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี เราเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าแถบดาวเคราะห์น้อย พวกมันเป็นเศษหินที่หลงเหลือจากเมฆ ก๊าซ และฝุ่นละอองของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ, ดวงอาทิตย์ ไปจนถึงดวงจันทร์ มีหลากหลายขนาดด้วยกัน และดาวเคราะห์น้อยบางดวงก็มีขนาดใหญ่มากจนดึงดูดก้อนหินอื่นๆ เข้ามา เกิดดวงจันทร์เป็นของตัวเอง

บางครั้งบางคราวเส้นทางการโคจรของดาวเคราะห์น้อยรอบๆ ดวงอาทิตย์ก็ดันตัดผ่านโลก ในช่วงแรกของการกำเนิดระบบสุริยะ ก่อนที่โลกของเราจะมีทุกปัจจัยเพียบพร้อมสำหรับการกำเนิดชีวิต ดาวเคราะห์น้อยมากมายพุ่งเข้าชนโลกอย่างไม่ปราณี

อย่างไรก็ดีในขณะที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งกระแทกโลกด้วยความรุนแรง ดูเหมือนว่าก้อนหินเหล่านี้ก็มีส่วนในการช่วยสร้างชีวิตให้เกิดขึ้นบนโลก ในขณะเดียวกันการชนของมันก็ไม่ได้เลวร้ายพอที่จะทำลายชีวิตที่เกิดขึ้น

“มีความเป็นไปได้ว่าการที่ดาวเคราะห์น้อยทิ้งระเบิดลงมายังโลก ในช่วงแรกๆ นั้นได้ก่อให้เกิดคาร์บอนและน้ำขึ้นบนผิวโลก” Joseph Masiero นักดาราศาสตร์จากนาซ่ากล่าว อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ยังคงอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัย

หรือบางทีดาวเคราะห์น้อยอาจไม่ได้สร้างชีวิต แต่มีชีวิตโดยสารมากับมันอยู่แล้ว อีกหนึ่งทฤษฎีที่มีชื่อว่า “แพนสเปอร์เมีย” (Panspermia) ชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกเมื่อสี่พันล้านปีก่อน ได้พาเอาโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์ดวงอื่นมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น บนดาวอังคารก็อาจมีชีวิตต้นกำเนิดเดียวกันกับบนโลก

(13 สิ่งที่ก่อให้เกิดชีวิตขึ้นบนโลก)

 

เราเรียนรู้อะไรจากโอมูอามูอา

เมื่อโอมูอามูอาเคลื่อนผ่านระบบสุริยะของเรา ในเดือนตุลาคม ปี 2017  มันเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่โคจรเช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์ศึกษารูปทรงของมันและการสะท้อนแสงในแถบความยาวคลื่น ในที่สุดพวกเขาก็สามารถอนุมานได้ว่าดาวเคราะห์น้อยประหลาดดวงนี้มาจากที่ใด

“สีและแถบสเปกตรัมของมัน บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ” Masiero กล่าว อย่างไรก็ตามมีเรื่องน่าประหลาดใจ ตัวเขาเสริมว่าเมื่อดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ กลับไม่มีการพ่นแก๊สหรือฝุ่นออกมาเช่นดาวดวงอื่น ดังนั้นจึงเชื่อว่าเปลือกของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้น่าจะทำมาจากคาร์บอนหนาเพื่อปกป้องมันจากความร้อน และภายในน่าจะยังมีน้ำแข็งอยู่

Masiero กล่าวเพิ่มเติมว่า โอมูอามูอามีลักษณะเหมือนวัตถุทั่วไปที่พบได้นอกระบบสุริยะของเราฉะนั้นแล้วการศึกษามันอาจหาคำตอบได้ว่า ดาวเคราะห์น้อบนอกระบบสุริยะมีจุดกำเนิดอย่างไร ไปจนถึงชีวิตนอกระบบสุริยะเองมีจริงหรือไม่

“ทั้งยังช่วยให้คำตอบว่าเราพิเศษขนาดไหนครับ” เขากล่าว “เพราะการถือกำเนิดขึ้นของชีวิตคิดความพิเศษที่แท้จริง”

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

มรดกภารกิจ แคสซีนี-ไฮเกนส์

เรื่องแนะนำ

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

วิทยาศาสตร์น่ารู้ : 10 ตัวการที่ก่อมลพิษทางอากาศสูงสุด

มลพิษทางอากาศไม่ได้เกิดขึ้นจากคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มาทำความรู้จักกับตัวการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวันและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณเช่นกัน

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)

ก๊าซเรือนกระจก เป็นประเด็นที่รับความสนใจจากประชาคมโลกมาเป็นเวลาหลายทษวรรษ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) คือ กลุ่มก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกที่สามารถกักเก็บและดูดกลืนคลื่นความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่ส่งผ่านลงมายังพื้นผิวโลกจากดวงอาทิตย์ได้ดี ก่อนทำการปลดปล่อยพลังงานดังกล่าวออกมาในรูปของความร้อน ซึ่งทำให้โลกเกิด “ภาวะเรือนกระจก” ที่สามารถช่วยรักษาสมดุลของอุณหภูมิพื้นผิวดาวเคราะห์ไว้ได้ โดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศอย่างฉับพลันในช่วงระหว่างกลางวันและกลางคืน ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิที่อบอุ่นและเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญประกอบไปด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide): CO2  เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลกสูงสุด (ร้อยละ 75) และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศมากที่สุด คาร์บอนไดออกไซด์มีอายุอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 200 ปี โดยมีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติจากการระเบิดของภูเขาไฟและการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ขณะที่ในปัจจุบันนี้ มนุษย์กลายมาเป็นตัวการหลักในการสร้างและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไม้เชื้อเพลิงฟอซซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งมีส่วนต่อการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1 ใน 3 ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ทั้งหมด มีเทน (Methane): CH4 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากเป็นลำดับที่ 2 (ร้อยละ 16) เป็นก๊าซในธรรมชาติที่เกิดจากย่อยสลายของเสียต่างๆ แต่มีเทนร้อยละ 60 ในชั้นบรรยากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การกำจัดขยะด้วยวิธีการฝังกลบ การเผาไม้เชื้อเพลิง […]

เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา

โครงกระดูกอายุ 49,000 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีวัยเด็กที่ยาวนาน เพื่อช่วยให้สมองได้เติบโต เช่นเดียวกับมนุษย์โฮโมเซเปียนส์