การรณรงค์ห้ามใช้ ถุงพลาสติก ที่กำลังแพร่หลายนั้นมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

การห้ามใช้ถุงพลาสติกกำลังแพร่หลาย แต่มันได้ผลจริงหรือ?

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP


เคนยามีบทลงโทษการใช้ ถุงพลาสติก ที่รุนแรงที่สุดในโลก แต่ทางเลือกใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคกลับก่อให้เกิดปัญหาที่มากขึ้น

ในนาคูรู ประเทศเคนยา ถุงพลาสติก หูหิ้วได้หายไปจากตลาด Wakulima เนื่องจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกในประเทศก็จริง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยถุงโพลีโพรพีลีน (Polypropelene) ซึ่งเป็นถุงพลาสติกอีกประเภท แต่ James Wakaiba นักกิจกรรมผู้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ที่นำไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติก กล่าวว่าการแบนที่ไม่สมบูรณ์แบบยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย

“โอเค ถุงพวกนี้ทำจากโพลีโพรพิลีนก็จริง แต่พวกมันถูกนำมาใช้ใหม่ได้ และไม่ได้เป็นถุงบางๆ ที่ปลิวได้ง่าย” เขากล่าว “สหประชาชาติ (UN) บอกว่าแค่ปีเดียว คนเคนยาก็ใช้ถุงพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ตตั้ง 100 ล้านใบ แสดงว่าเราก็ประหยัดถุงไปได้ 100 ล้านใบแล้ว ผมคิดว่าความสำเร็จของเรื่องนี้มีประมานร้อยละ 80”

ถุงพลาสติกซึ่งมักถูกมองว่าเป็นทั้งสินค้าขายดีที่สุดของโลกและเป็นสิ่งที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกห้ามใช้มากที่สุดในโลก จากข้อมูลของ UN เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว กว่า 127 ประเทศมีการห้ามใช้หรือเก็บภาษีถุงพลาสติก นอกจากนี้ การควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ยังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น แม้แต่กลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอัลกออิดะห์ยังเข้าร่วมการแบนถุงพลาสติกด้วยเหตุผลว่า “[ถุงช้อปปิ้งพลาสติก] เป็นภัยอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์”

เมื่อเร็วๆ นี้ สหภาพยุโรปเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อแบนถุงพลาสติก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บกวาดผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดบนชายหาดในยุโรป ส่วนในสหรัฐ ฮาวายห้ามใช้ถุงพลาสติกอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากมีการแบนอยู่ในทุกเทศมณฑล (County) และนิวยอร์กเป็นรัฐที่สองที่สั่งห้ามถุงพลาสติก (ต่อจากแคลิฟอร์เนีย) นอกจากนี้ยังมีการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับพลาสติกกว่า 95 ครั้ง ในปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่าปีอื่นๆ

กระนั้นก็ตาม ในขณะที่การห้ามใช้ถุงพลาสติกเกิดขึ้นทั่วโลก ประสิทธิผลของมันกลับยังไม่แน่ชัด แม้ว่า Wakibia จะชื่นชมการกระทำดังกล่าวของเคนยาก็ตาม การแบนถุงพลาสติกก่อให้เกิดการแบนผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ประเภทอื่นๆ รวมถึงจาน ถ้วย ช้อนส้อม หลอด และขวด ซึ่งพลาสติกประเภทที่ว่านี้มีจำนวนร้อยละ 40 ของพลาสติกที่มีการผลิตทั่วโลก แต่ยังคงมีคำถามว่าสิ่งนี้จะสามารถช่วยลดขยะพลาสติกที่รั่วไหลลงในมหาสมุทรเป็นจำนวนเฉลี่ยกว่า 8 ล้านตันต่อปีได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่าการผลิตวัสดุดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในราวปี 2040 และอาจเป็นส่วนประกอบกว่าร้อยละ 20 จากการผลิตน้ำมันของโลก ในราวปี 2050

แม้แต่ผู้ที่สนับสนุนการแบนอย่างแข็งขันก็รับทราบถึงข้อจำกัดเหล่านี้

“แม้การห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งจะมีความสำคัญเพียงใดในการลดขยะพลาสติก มันก็ยังเปลี่ยนโลกไม่ได้” มาร์ค เมอเรย์ (Mark Murray) ผู้อำนวยการบริหารของ Californians Against Waste กล่าว “พูดกันตามตรง ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือการส่งสารถึงผู้กำหนดนโยบาย สาธารณชน และอุตสาหกรรม ว่าเราจะทำอะไรบางอย่างอย่างจริงจังเพื่อลดจำนวนบรรจุภัณฑ์พลาสติก และถ้าพวกคุณไม่รู้ว่าจะทำมันยังไง พวกเราจะเริ่มแบนผลิตภัณฑ์ของคุณไปทีละอย่าง”

สิ่งมหัศจรรย์กลายเป็นของอันตราย

ในไม่ถึงสี่ทศวรรษ ถุงพลาสติกเปลี่ยนจากสิ่งมหัศจรรย์เป็นของอันตราย หลังการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการผลิตพลาสติกที่ใช้ในครัวเรือนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถุงพลาสติกกลายเป็นที่นิยมในทศวรรษที่ 1970 และในปลายทศวรรษที่ 1980 ร้านค้าในสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากถุงกระดาษไปเป็นถุงพลาสติก หลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้แพร่กระจายเป็นจำนวนหลายล้านใบ

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า ปัจจุบันมีการผลิตถุงพลาสติกมากเพียงใด แม้แต่กลุ่มอุตสาหกรรมการค้า American Progressive Bag Alliance ยังกล่าวว่าพวกเขาไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน จากการประมาณของสหประชาชาติ ทั่วโลกมีการผลิตถุงพลาสติกกว่าหนึ่งล้านล้านถึงห้าล้านล้านใบ ซึ่งหากอ้างอิงจากตัวเลขที่น้อยที่สุด จะมีการใช้งานถุงพลาสติกกว่าสองล้านถุงต่อนาที Earth Policy Institute กล่าว

แม้แต่ระบบจัดเก็บขยะในโลกตะวันตกก็ไม่สามารถรับมือกับการแพร่กระจายในระดับนี้ และการใช้ถุงโพลีโพรพิลีนที่นำมาใช้ใหม่ได้ง่ายก็กลับไม่ได้ช่วยอะไรมาก เนื่องจากมีโรงแยกขยะในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่แห่งที่รับถุงประเภทนี้ เนื่องจากความเสี่ยงต่อการขัดข้องของเครื่องจักรที่ไม่เหมาะกับการคัดแยกมัน

บรรจุภัณฑ์พลาสติกและแก้วถูกพัดขึ้นฝั่งและกองเกลื่อนในบริเวณที่อยู่อาศัยของ อิกัวนาทะเลบนเกาะ ซานตากรุซ (Santa Cruz) ในประเทศเอกวาดอร์ อิกัวนาชนิดนี้พบได้ในบริเวณหมู่เกาะกาลาปาโกสเท่านั้น ภาพถ่ายโดย TUI DE ROY, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

การห้ามใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีพลัง

แม้จะมีข้อกังขาว่าการแบนและการเก็บภาษีถุงพลาสติกทำให้ประเทศยากจนและคนจนลำบาก เพราะพวกเขาต้องการถุงพลาสติกราคาถูกหรือฟรีเพื่อใส่สินค้า แต่ข้อโต้แย้งนี้ถูกปัดตกไปเมื่อบังกลาเทศเริ่มสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี 2002 และในขณะนี้ ทวีปแอฟริกาเป็นผู้นำการควบคุมการใช้ถุง โดย 31 จาก 34 ประเทศที่มีนโยบายห้ามใช้หรือเก็บภาษีถุงพลาสติก ตั้งอยู่ในบริเวณใต้สะฮารา (Sub-Saharan) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในโลก และเคนยาได้กลายเป็นประเทศที่มีบทลงโทษผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ใช้ถุงพลาสติกรุนแรงที่สุดในโลก โดยผู้กระทำผิดอาจต้องถูกปรับเงินถึง 38,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือโทษจำคุกกว่า 4 ปี

ส่วนเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เก็บภาษีถุงพลาสติกเมื่อปี 1993 ผู้คนใช้ถุงพลาสติกโดยเฉลี่ยเพียงสี่ใบต่อปี ตรงกันข้าม สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตขยะจากวัสดุภัณฑ์พลาสติกต่อหัวมากที่สุดในโลก ใช้ถุงพลาสติกโดยเฉลี่ยเกือบหนึ่งใบต่อหนึ่งคนต่อวัน

โลมาปากขวดเล่นกับห่วงพลาสติกสำหรับแพ็กกระป๋องเบียร์ บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลวัยอ่อนอย่างถาวร ด้วยการทำให้พวกมันเติบโตอย่างผิดรูปร่างหรือหายใจไม่ออก ภาพถ่ายโดย FLIP NICKLIN, MINDEN PICTURES/NAT GEO IMAGE COLLECTION

ต่อต้านการสั่งห้าม

ในสหรัฐฯ มีการต่อต้านการห้ามใช้ถุงพลาสติกด้วยงานวิจัยที่เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของนโยบายดังกล่าว เช่นในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยของ รีเบกกา เทย์เลอร์ (Rebecca Taylor) ที่พบว่าเมืองที่แบนถุงพลาสติกก่อนปี 2016 มีการลดจำนวนขยะพลาสติกลงกว่า 18.1 ล้านกิโลกรัม เนื่องจากผู้คนใช้ถุงน้อยลง แต่กลับกัน การซื้อถุงขยะกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้การลดขยะพลาสติกกลับลดลงเหลือเพียง 1.27 ล้านกิโลกรัมเท่านั้น

กลุ่มอุตสาหกรรมด้านถุงพลาสติกในสหรัฐฯ เองพยายามผลักดันให้มีกฎหมายที่ปรับปรุงการรีไซเคิล และลงทุนซื้อถังขยะ โดยหวังว่าผู้คนจะทิ้งถุงที่ใช้แล้วในถังขยะเหล่านั้น เพื่อนำปรีไซเคิลใหม่ แต่สิ่งนี้อาจเป็นไปไม่ได้ในประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลเพียงร้อยละ 9

ความสำเร็จบางส่วนในเคนยา

มีความท้าทายสำหรับการแบนถุงพลาสติกในเคนยา สมาคมผู้ผลิตถุงพลาสติกแห่งเคนยา (Kenya Association of Manufacturers) พยายามคัดค้านการแบนในศาล ด้วยเหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้คนกว่า 100,000 คนในอุตสาหกรรมถุงผลาสติกต้องตกงาน

การบังคับใช้การแบนส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าถุงพลาสติกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแทนซาเนียและอูกันดา

Geoffrey Wahungu อธิบดีหน่วยงานจัดการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเคนยา (Kenya’s National Environment Management Agency) ยอมรับว่า ในตอนแรก รัฐบาลไม่ได้พิจารณาว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดไหนแทนพลาสติก และสุดท้าย รัฐบาลได้ยกเลิกการแบนพลาสติกที่ใช้ห่ออาหารสด และผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ บางประเภท

แม้โทษของการใช้ถุงพลาสติกมีความรุนแรง (มีครั้งหนึ่งที่การจับพ่อค้าผลไม้กลายเป็นข่าว) การลงโทษส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นกับผู้จัดจำหน่าย และไม่ไช่พ่อค้ารายย่อยหรือผู้บริโภค

Walibia เห็นด้วยกับโทษที่รุนแรงนี้ โดยกล่าวว่า “ถ้าโทษเบา คนคงไม่ทำตามกฎหมายหรอก”

สิ่งที่เขากล่าวมานี้อาจมีมูลความจริง แม้เคนยายังมีขยะเป็นจำนวนมาก ประเทศแห่งนี้กลับสะอาดขึ้นอย่างชัดเจน อันเห็นได้จากจำนวนถุงพลาสติกตามต้นไม้และท่อระบายน้ำที่ลดลง

“ทุกคนกำลังจับตามองเคนยา เนื่องจากการเดินหน้าอย่างกล้าหาญของพวกเรา” Wahungu กล่าว “เราจะไม่หันหลังกลับไป และพวกเราจะไม่ยอมอ่อนข้อ”

แต่ขณะที่รัฐบาลกำลังขยายขอบเขตการแบน ความท้าทายใหม่ๆ ก็ตามมา โดยพวกเขาวางแผนว่าจะเริ่มแบนถุงช้อปปิ้งแบบไม่ทอ (Non-woven) ในเดือนเมษายนนี้ แต่ศาลกลับชะลอคำสั่งนี้ และในเวลาเดียวกัน เหล่าผู้ผลิตถุงก็ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการสั่งห้ามครั้งนี้

เรื่อง LAURA PARKER


อ่านเพิ่มเติม: แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ (Biodegradable Plastic)

คำถามที่กองบรรณาธิการรวบรวมจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ National Geographic Thailand เกี่ยวกับ ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ทางกองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย โพสต์การแถลงข่าวเรื่อง “นวัตกรรม ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ 100% โดยนักวิจัยไทย” ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้อ่านของเรา อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารและผู้ติดตามแฟนเพจของเรา ส่งคำถามเกี่ยวกับถุงพลาสติกย่อยสลายได้เข้ามามากมาย วันนี้กองบรรณาธิการออนไลน์ลงพื้นที่เพื่อนำคำถามจากแฟนเพจไปสอบถามนักวิจัยชาวไทย ผู้คิดค้นนวัตกรรมถุงพลาสติกย่อยสบายได้ ที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระบวนการย่อยสลายของถุงพลาสติกย่อยสลายได้เกิดขึ้นอย่างไร เม็ดพลาสติกที่นำไปผลิตถุงพลาสติกย่อยสลายได้”ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการย่อยสลาย ขอแนะนำกระบวนการผลิตถุงพลาสติกย่อยสลายได้ก่อนนะครับ” ดร.นพดล เกิดดอนแฝก นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวและเสริมว่า “เราใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นสารตั้งต้น โดยนำไปหลอมให้เป็นเม็ดพลาสติก แต่คุณสมบัติที่ได้ไม่เหมาะสมนำไปขึ้นรูปถุงพลาสติก จึงจำเป็นต้องเติมเม็ดพลาสติกชนิด TAPIOPLAST, PBAT, และ PLA เพื่อเพิ่มความเหนียว และนำไปขึ้นรูปเป็นถุงพลาสติกได้” เม็ดพลาสติกที่ผสมลงไปมีคุณสมบัติย่อยสลายได้ตามมาตรฐาน EN13432 ซึ่งเป็นมาตรฐานของวัสดุที่ย่อยสลายได้ กำหนดโดยสหภาพยุโรปสำหรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้อย่างจริงจัง จึงได้เริ่มพัฒนาความร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาถุงพลาสติกย่อยสลายได้ในเชิงพาณิชย์ […]

พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่างาน Thailand Sustainability Expo 2020 หรือ TSX ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาใส่ใจ “เรื่องความยั่งยืน” อย่างจริงจังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกกันว่า “Sustainable Development Goals (SDGs)” เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการจัดงาน TSX จะยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนการพัฒนาครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573 แน่ล่ะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า กลุ่มก้อนที่จะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนที่สำคัญในบทบาทนี้ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะเห็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม (จริง ๆ โดยจิตสำนึกแล้วก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมนั่นแหละถึงจะเรียกว่ายั่งยืนได้เต็มปาก) ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญจากงาน TSX ที่เพิ่งผ่านไป National Geographic Thailand ได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ TSX ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ชวน […]

Mango COVID – คอลเล็กชันงานศิลปะที่เกิดจากวิกฤติ

ในยามวิกฤติ เราเห็นภาพความช่วยเหลือของคนไทยเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่า คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารีและไม่ทอดทิ้งกัน และในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พลังของประชาชนชาวไทยได้แสดงออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รับทราบถึงเรื่องผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ต่อกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่มเกษตรกรผู้ส่งออกมะม่วง เนื่องจากการขนส่งในช่วงล็อกดาวน์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากที่กำลังรอออกสู่ท้องตลาดเกิดความเสียหาย จากนั้นชาวสวนมะม่วงจึงติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องผลผลิตล้นตลาด และขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกัน เมื่อกลุ่มศิลปินซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ทราบเรื่องของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง จึงเกิดแนวความคิดที่อยากนำศิลปะเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเกษตรกรและรวมตัวกันเพื่อสร้าง ผลงานศิลปะจากมะม่วงภายใต้คอลเล็กชัน Mango COVID และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และกระตุ้นยอดขายให้เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยคอลเล็กชันนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง 14 ท่าน จากเครือข่าย BAB (บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018) ผ่านการขับเคลื่อนของมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ซึ่งมีหัวเรือใหญ่อย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนให้ศิลปินทั้งหมดมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งภาพวาดและภาพถ่าย หนึ่งในศิลปินรุ่นใหญ่ของเมืองไทย อย่าง ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ เผยถึงแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานว่า “ในคอนเซ็ปต์แรกผมก็จะใช้มะม่วงเป็นตัวสื่อ เป็นตัว Object ที่ถูกเคลื่อนไหวด้วยระบบการสั่งงานของโทรศัพท์มือถือ […]

ธนาคารปู กับความยั่งยืนทางอาหาร

เธอก่อตั้ง ธนาคารปู ขึ้นมา เพราะเธอเห็นว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังเสื่อมโทรม เสียงเรือดังอื้ออึงไปทั่วลำคลองส่งคลื่นน้ำกระทบฝั่งดังโครมครามมาจากใต้ถุนบ้าน บ้านเรือนแต่ละหลังสร้างขึ้นมาง่ายๆ บ้างจากไม้ บ้างจากปูนรูปทรงทันสมัย ฉันอยู่ที่บ้านหัวถนน ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ที่นี่ ชาวประมงรวมตัวกันตั้ง ธนาคารปู หรือชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปูปากน้ำชุมพร เพื่อรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอันมีค่าของพวกเขาให้มีความยั่งยืน ถังพลาสติกตั้งเรียงรายอยู่บนนชานไม้ นับได้เกือบห้าสิบใบ แต่ละใบมีแม่ปูที่กำลังรอวางไข่ และบางถังก็เป็นกลุ่มพวงไข่หมึกที่รอฟักเป็นตัว สมาชิกในบ้านต้อนรับเราและเชิญให้เราไปนั่งบริเวณริมน้ำ น้องอุ้ม แกนนำชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปู ปากน้ำชุมพร และสมาชิกในบ้าน ใช้พื้นที่บ้านของตัวเองในการเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่ที่ติดมากับลอบวางปูของชาวประมง “เมื่อก่อนเราไม่เคยทำแบบนี้หรอกค่ะ เราทั้งจับกิน และเอาไปขายทั้งหมด ทั้งปูไข่ ปูเล็ก เราจับหมด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงทองแดงอย่างน่ารัก “จนมาถึงช่วงสองปีก่อน เราจับปูไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก” น้องอุ้มเล่าถึงสถานการณ์ที่เธอและชาวประมงในละแวกนี้พบเจอ ครอบครัวของเธอและชาวบ้านตระหนักดีว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันเป็นปากท้องของพวกเขากำลังเสื่อมโทรม เธอจึงเสนอเรื่องนี้กับที่บ้านว่าต้องการทำธนาคารปู เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่และปูขนาดเล็ก ก่อนจะนำแม่ปูและไข่ปูกลับไปปล่อยคืนสู่ทะเล พ่อของเธอถามความสมัครใจของเพื่อร่วมอาชีพในละแวกนั้น หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนจะไม่มีอาหารเหลือให้เรามีกิน “ทางครอบครัวเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลปูทั้งหมด” เธอเล่าและเสริมว่า “สมาชิกในชมรมให้แม่ปูที่มาฝากเราไว้เป็นค่าตอบแทน” ฉันเห็นกระบวนการใส่ใจของเธอในการเรียนรู้ ดูแล และจัดการกับปูเหล่านี้ ฉันรู้สึกประหลาดใจในเยาวชนหญิงผู้ไม่ได้ศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ และอายุเพียงยี่สิบต้นๆ […]