พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่างาน Thailand Sustainability Expo 2020 หรือ TSX ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาใส่ใจ “เรื่องความยั่งยืน” อย่างจริงจังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกกันว่า “Sustainable Development Goals (SDGs)” เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการจัดงาน TSX จะยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนการพัฒนาครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573

แน่ล่ะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า กลุ่มก้อนที่จะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนที่สำคัญในบทบาทนี้ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะเห็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม (จริง ๆ โดยจิตสำนึกแล้วก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมนั่นแหละถึงจะเรียกว่ายั่งยืนได้เต็มปาก)

ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญจากงาน TSX ที่เพิ่งผ่านไป National Geographic Thailand ได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ TSX ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ชวน 4 ผู้แทนเยาวชนไทย นำโดย พริม-พริมา ภูพรชัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2019 และผู้ก่อตั้งโครงการ Speaking Hub เพื่อส่งเสริมและสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาผ่านแอพลิเคชั่น Google Meet,

กล้วยหอม-ชนัญชิดา มลิวัลย์ ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC YOUTH FORUM 2020 และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Plastic Be More แพลตฟอร์มที่ชวนให้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนขยะพลาสติกจากผู้รายให้กลายเป็นฮีโร่

ร่วมด้วย นัศ-นัศรุดดีน ยามา ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2020 และต้อง-กรวีร์ ทองอินที ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 74 หรือ UNGA 74 มาเล่าถึงบทบาทของตนเองที่มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี คุณแคทรียา ปทุมรส ผู้อำนวยการกองกิจการเพื่อการพัฒนา กรมองค์การระหว่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินรายการบนเวทีในวันนั้น

และนี่คือเกร็ดน่าสนใจจากเวทีเสวนาเมื่อวันก่อนที่เราเก็บมาฝาก เชื่อเหลือเกินว่าคำตอบของพวกเขาเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเยาวชนในยุคปัจจุบัน ที่นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนภายใต้ SDGs ทั้ง 17 ประการ ต่อไปในอนาคต

พริม-พริมา ภูพรชัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2019 และผู้ก่อตั้งโครงการ Speaking Hub
https://www.facebook.com/speakinghubofficial

“เวลาเราเห็นเป้าหมายของ SDGs เรามักจะคิดว่านั่นเป็นความรับผิดชอบขององค์กร ภาครัฐ หรือภาคี แต่เราในฐานะเยาวชนก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบเหล่านั้นได้ ซึ่งพริมให้ความสนใจกับ SDGs 4 (เป้าหมายที่ 4: การศึกษาที่เท่าเทียม) เพราะคิดว่าการศึกษานั้นสำคัญมากต่อการบรรลุ SDGs ในเป้าหมายอื่น ๆ ได้ พริมพบสถิติหนึ่งจากอาเซียนที่ทำให้ค่อนข้างตกใจ ในปีที่แล้วเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยเป็นอันดับที่ 3 จากท้ายในด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ หรือ English proficiency รวมถึง Critical thinking skill ที่อยู่อันดับที่ 2 จากท้าย”

“ตัวพริมเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็ก จึงอยากแบ่งปันโอกาสสำหรับเด็ก ๆ ผ่านโครงการ Speaking Hub ที่ช่วยให้เด็กในระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. ได้พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และคำศัพท์ Critical thinking ผ่านวีดีโอคอลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ และเริ่มเปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ด้านการศึกษาให้แก่ครูอาสาและน้อง ๆ เพื่อความเท่าเทียมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด”

กล้วยหอม-ชนัญชิดา มลิวัลย์ นิสิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC YOUTH FORUM 2020 และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Plastic Be More https://www.facebook.com/PlasticBeMoreBySOSPlus/

“หนึ่งในสาเหตุหลักที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลาสติกที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน การที่เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการจัดการขยะ ทำให้เราทราบว่าจากศัตรูตัวร้ายของสิ่งแวดล้อม มันสามารถกลายเป็นฮีโร่ในสังคมได้ผ่านกระบวนการ Upcycling”

“Plastic Be More มากกว่าแค่พลาสติก นั้นเป็นเพจเล็ก ๆ ที่มีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้ถึงวิธีการจัดการกับขยะพลาสติกอย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมให้มีการจัดส่งขยะพลาสติกแบบแยกประเภทไปยังองค์กรที่จะนำขยะไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกิดขยะแบบเดิมซ้ำอีก”

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา Plastic Be More ได้จัดกิจกรรม Let’s make your plastic be more ชวนทุกคนส่งขยะพลาสติกมาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า อาทิ นำหลอดมาทำเป็นหมอน นำฝาขวดน้ำมาทำเป็นเก้าอี้ รวมไปถึงนำขวดน้ำพลาสติกมาทำจีวร สร้างบล็อกปูพื้นถนนจากวัสดุรีไซเคิล และนำขยะพลาสติกมาอัดใส่ขวดพลาสติกเพื่อทำเป็น Ecobricks สำหรับสร้างโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส

“เรานำพลาสติกมากกว่า 4,038 ชิ้น รวบรวมและส่งไปยังองค์กรพัฒนาขยะพลาสติก เพื่อสร้างมูลค่าที่เป็นประโยชน์ เพราะปลายทางของขยะพลาสติกไม่ควรอยู่ในถังขยะหรือท้องทะเล แต่ควรไปอยู่ในองค์กรที่พัฒนาขยะพลาสติกให้มีคุณค่า”

นัศ-นัศรุดดีน ยามา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
และผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2020

“ผมเป็นนักศึกษาที่มีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมในหลาย ๆ อย่าง ในเมื่อผมได้โอกาสทางการศึกษา หากผมสามารถทำอะไรได้ในการสร้างโอกาสคืนไปให้กับเด็กที่ขาดโอกาส ผมก็อยากเป็นกระบอกเสียงสำคัญหรือสร้างโอกาสเหล่านั้น จึงลงพื้นที่และทำกิจกรรมเพื่อเด็กมากมายที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะขาดทุนทรัพย์”

“ผมจึงจัดตั้งโครงการครูอาสาร่วมกับอาสาสมัครจากอเมริกา ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักกับ Empower Young Generation มาช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา สมัครเข้าร่วมกลุ่ม American Corner YALA เพื่อขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชนบท สร้างกลุ่ม English Camp เพื่อแนะแนวทางในการศึกษากับเด็กชั้นมัธยมปลาย รวมถึงจัดกิจกรรมด้านภาษาให้กับเยาวชนที่สนใจด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เมื่อเด็กเหล่านี้ต้องการเรียนรู้แต่ขาดโอกาส เราจึงหาจิตอาสาเข้าไปทำกิจกรรมและให้คำแนะนำกับเด็กๆ เหล่านี้”

“เป้าหมายของผมคือในปี 2020 คือการลงสำรวจพื้นที่เพื่อทำให้เด็กได้สิทธิ์ทางการศึกษา ในปี 2022 เราอยากให้หมดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมและให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ในปี 2028 เด็กที่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพสามารถเรียนจบแล้วได้งานทำที่ดี แล้วกลับมาต่อยอดให้เยาวชนรุ่นต่อไปในปี 2030 ซึ่งโครงการที่ผมจะทำจะเป็นการต่อยอดและยั่งยืน เพราะผมต้องการให้เด็กในทุกเจเนอเรชั่นมีความเท่าเทียมและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ”

“เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เคยได้รับโอกาส โอกาสที่เราได้ใช้ยังมีอีกหลายคนยังรอโอกาสแบบเรา ฉะนั้นถ้าเราทำได้ จงเป็นโอกาสนั้นให้กับคนอื่นต่อไป”

ต้อง-กรวีร์ ทองอินที นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 74 หรือ UNGA 74

“ผมเคยคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องความสัมพันธ์หว่างประเทศที่เราเรียนนั้นมาแก้ไขปัญหาในสังคมได้ มันก็เลยเป็นแรงผลักดันให้ผมมาเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ที่เรียกว่าการประชุมระดับนานาชาติตั้งแต่เรียนปี 1 อย่างโครงการล่าสุดที่จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สร้างเครือข่ายเยาวชนข้ามภูมิภาคมาหารือกันถึงปัญหาของภูมิภาคและของโลก”

“ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นขุมกำลังที่สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เยาวชนมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ในการสร้างความร่วมมือ จากโครงการต่าง ๆ ที่ผมเข้าร่วม สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกชอบก็คือ การเชื่อมโยงคนที่มีไอเดียและต้องการไอเดียเข้าด้วยกันได้”

“เยาวชนอยากมีบทบาท แต่ผมรู้สึกว่าความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่มีต่อเยาวชนในปัจจุบันค่อนข้างจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า เยาวชนไปอยู่ในโครงการต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ได้รับการนำไปต่อยอดอย่างเต็มที่เท่าที่ควร”

“โครงการที่ผมทำมันมีอิมแพ็คในสองมิติ คือเยาวชนต่อสังคม และเยาวชนกับเยาวชนด้วยกัน เยาวชนยุคใหม่มีความสนใจเรื่องความยั่งยืนน้อยหรือเปล่า? ผมรู้สึกว่าเครือข่ายเยาวชนที่ผมสร้างสามารถสื่อสารกับเยาวชนได้ดียิ่งขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น สามารถส่งต่อความคิด หรือสิ่งที่เรียกว่า Sustainability DNA ในตัวเยาวชนด้วยกันเองได้”

“เหมือนกับเรามีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่พูดว่า รักเต่าไม่เอาหลอด ทุกวันนี้เราหยิบหลอดขึ้นมาใช้ วันใดวันหนึ่งเราก็อาจจะไม่ใช้หลอดในที่สุด ผมรู้สึกว่ามันคือการปลูกฝังเรื่อง SDGs โดยที่ไม่ต้องจัดงานนี้ขึ้นมา ไม่ต้องทำแผ่นผับ ไม่ต้องทำหนังสือ แต่ใช้การบอกต่อ ส่งต่อความคิดให้เยาวชนมีความรู้เรื่อง SDGs ในภายภาคหน้า”

“ผมอยากเน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นในเยาวชน เหมือนที่ผมเคยได้กล่าวสุนทรพจน์ที่นิวยอร์กเมื่อปีก่อนว่า ทุกวันนี้เยาวชนพร้อมแล้วทั้งใจและความรู้ ที่จะผลักดันให้สังคมพัฒนามากขึ้น ได้โปรดนำเยาวชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจ รับฟังเสียงของเยาวชน ไม่ว่าจะประเด็นไหนก็ตาม ผมคิดว่า เราจะไม่ทำให้คนในประเทศหรือคนในโลกนี้ผิดหวังแน่นอน”

“SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ว่า SDGs 17 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของเราต่อไป” คุณแคทรียา ปทุมรส ผู้อำนวยการกองกิจการเพื่อการพัฒนา กรมองค์การระหว่างประเทศ

“อยากขจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย SDGs ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน One for all, All for one” คุณวนาลี โล่ห์เพชร รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ


 

เรื่องแนะนำ

การรีไซเคิลแบตเตอรีรถ EV เป็นสิ่งที่ต้องทำ เมื่อโลกเปลี่ยนสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า

ภายในแบตเตอรีของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแร่ธาตุสำคัญ เช่น โคบอลต์และลิเธียม ที่เราจำเป็นที่จะต้องรีไซเคิลพวกมัน ไม่เช่นนั้นเราต้องขุดเหมืองเพื่อสรรหาแร่ธาตุเหล่านี้ต่อไปอย่างไม่รู้จบ สัปดาห์ที่ผ่านมา ฟอร์ดเปิดตัวรถยนต์รุ่น เอฟ-150 ไลท์นิ่ง (F-150 Lightning) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในอเมริกา ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยแรงขับเคลื่อน 530 แรงม้า และราคาที่ต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากการเปิดตัวของยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ฟอร์ดได้รับยอดการสั่งซื้อล่วงหน้ากว่า 45,000 คัน เทียบเท่ากับเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เอฟ – 150 ไลท์นิ่ง และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ อีกหลายร้อยแบบที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำกำลังจะเปิดตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นสัญญาณว่าในที่สุดการปฏิวัติของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมาถึงในที่สุด แต่ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) กำลังเติบโต ความท้าทายใหม่ก็ได้เกิดขึ้นควบคู่กัน นั่นคือจะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุทั้งหมดที่มีความจำเป็นต่อการผลิตแบตเตอรี ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ และทองแดงภายในแบตเตอรีเหล่านี้ ล้วนถูกขุดขึ้นจากพื้นโลก ในปัจจุบันการทำเหมืองแร่ธาตุส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในสถานที่ เช่น รัสเซีย […]

กระแสการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืนท่ามกลางพายุวิกฤติโคโรน่า

จะร่วงหรือรอด กระแส การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่ามกลางพายุวิกฤติโคโรน่า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในปี 2019 กระแส Flight Shaming ถูกจุดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลีกเลี่ยงการเดินทางท่องเที่ยวด้วยอากาศยาน ปัจจุบัน การแพร่ระบาดระดับโลกบีบบังคับทำให้ผู้คนต้องหยุดเดินทางจริงๆ วันคุ้มครองโลกในปี 2020 คือวันสำคัญที่บอกว่า ความพยายามใส่ใจสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ได้เดินทางมาถึงปีที่ 50 ปีแล้ว และในปีนี้เองที่วิกฤติทางสภาพอากาศและปัญหาโรคระบาดระดับโลกต่างก็พร้อมใจกันเข้ามารุมทึ้งธุรกิจการบินจนพวกเขาต้องหันมาทบทวนอนาคตกันอีกครั้ง หนึ่งในสี่ของก๊าซคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาทั่วโลกเกิดจากการกิจกรรมการเดินทาง ร้อยละสองคือการคมนาคมทางอากาศ และก่อนจะเข้าปี 2020 ตัวเลขของผู้โดยสารในเที่ยวบินพาณิชย์ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรตาม ความกังวลต่อผลกระทบที่ยากจะซ่อมแซมของก๊าซคาร์บอนจากเครื่องบินก็ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางของพวกเขา และผู้ที่อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยวสีเขียวต่างก็ไม่ได้มองว่า โคโรนาไวรัสจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเติบโตดังกล่าว ความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัว จากข้อมูลของสภาระหว่างประเทศว่าด้วยการขนส่งที่สะอาดหรือ ICCT (International Council on Clean Transportation) มือวางอับดับหนึ่งเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเดินอากาศคือสหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับสองจีน แต่จากการสำรวจของ ICCT ในปี 2017 กลับพบว่าในเลขนั้นมาจากประชาชนทั่วสหรัฐฯ จำนวนน้อยนิด หรือพูดให้ชัดๆ ก็คือ ในปีนั้น ตัวเลขร้อยละ 68 ของกิจกรรมทางอากาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาจากประชากรชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ประชากรในประเทศนี้กว่าร้อยละ 50 […]

พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงวิกฤต ‘ขยะอาหาร’ ได้

ความท้าทายของการลด ‘ขยะอาหาร’ คือการสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่างๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย มากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค ข้อมูลด้านบน ฟังดูทั้งใกล้ตัวและไกลตัวได้ในคราวเดียวกัน เพราะแม้เราจะรับรู้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดตู้เย็น หยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ และพบว่า ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ ผ่านไปแล้ว 2 วัน สิ่งที่เราทำคือโยนมันลงถังขยะ คำถามคือ การทิ้งอาหารที่อายุเลย ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ คือการกระทำที่ถูกต้อง ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมจึงเกิดขยะอาหาร ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste เครือข่ายความยั่งยืนด้านอาหารในสหราชอาณาจักรระบุว่า […]

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท “วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ” วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2005 […]