พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน - National Geographic Thailand

พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่างาน Thailand Sustainability Expo 2020 หรือ TSX ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาใส่ใจ “เรื่องความยั่งยืน” อย่างจริงจังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกกันว่า “Sustainable Development Goals (SDGs)” เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการจัดงาน TSX จะยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนการพัฒนาครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573

แน่ล่ะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า กลุ่มก้อนที่จะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนที่สำคัญในบทบาทนี้ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะเห็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม (จริง ๆ โดยจิตสำนึกแล้วก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมนั่นแหละถึงจะเรียกว่ายั่งยืนได้เต็มปาก)

ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญจากงาน TSX ที่เพิ่งผ่านไป National Geographic Thailand ได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ TSX ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ชวน 4 ผู้แทนเยาวชนไทย นำโดย พริม-พริมา ภูพรชัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2019 และผู้ก่อตั้งโครงการ Speaking Hub เพื่อส่งเสริมและสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาผ่านแอพลิเคชั่น Google Meet,

กล้วยหอม-ชนัญชิดา มลิวัลย์ ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC YOUTH FORUM 2020 และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Plastic Be More แพลตฟอร์มที่ชวนให้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนขยะพลาสติกจากผู้รายให้กลายเป็นฮีโร่

ร่วมด้วย นัศ-นัศรุดดีน ยามา ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2020 และต้อง-กรวีร์ ทองอินที ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 74 หรือ UNGA 74 มาเล่าถึงบทบาทของตนเองที่มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี คุณแคทรียา ปทุมรส ผู้อำนวยการกองกิจการเพื่อการพัฒนา กรมองค์การระหว่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินรายการบนเวทีในวันนั้น

และนี่คือเกร็ดน่าสนใจจากเวทีเสวนาเมื่อวันก่อนที่เราเก็บมาฝาก เชื่อเหลือเกินว่าคำตอบของพวกเขาเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเยาวชนในยุคปัจจุบัน ที่นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนภายใต้ SDGs ทั้ง 17 ประการ ต่อไปในอนาคต

พริม-พริมา ภูพรชัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2019 และผู้ก่อตั้งโครงการ Speaking Hub
https://www.facebook.com/speakinghubofficial

“เวลาเราเห็นเป้าหมายของ SDGs เรามักจะคิดว่านั่นเป็นความรับผิดชอบขององค์กร ภาครัฐ หรือภาคี แต่เราในฐานะเยาวชนก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบเหล่านั้นได้ ซึ่งพริมให้ความสนใจกับ SDGs 4 (เป้าหมายที่ 4: การศึกษาที่เท่าเทียม) เพราะคิดว่าการศึกษานั้นสำคัญมากต่อการบรรลุ SDGs ในเป้าหมายอื่น ๆ ได้ พริมพบสถิติหนึ่งจากอาเซียนที่ทำให้ค่อนข้างตกใจ ในปีที่แล้วเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยเป็นอันดับที่ 3 จากท้ายในด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ หรือ English proficiency รวมถึง Critical thinking skill ที่อยู่อันดับที่ 2 จากท้าย”

“ตัวพริมเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติมาตั้งแต่เด็ก จึงอยากแบ่งปันโอกาสสำหรับเด็ก ๆ ผ่านโครงการ Speaking Hub ที่ช่วยให้เด็กในระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. ได้พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และคำศัพท์ Critical thinking ผ่านวีดีโอคอลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ และเริ่มเปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เราพยายามสร้างคอมมูนิตี้ด้านการศึกษาให้แก่ครูอาสาและน้อง ๆ เพื่อความเท่าเทียมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด”

กล้วยหอม-ชนัญชิดา มลิวัลย์ นิสิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC YOUTH FORUM 2020 และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Plastic Be More https://www.facebook.com/PlasticBeMoreBySOSPlus/

“หนึ่งในสาเหตุหลักที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลาสติกที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน การที่เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการจัดการขยะ ทำให้เราทราบว่าจากศัตรูตัวร้ายของสิ่งแวดล้อม มันสามารถกลายเป็นฮีโร่ในสังคมได้ผ่านกระบวนการ Upcycling”

“Plastic Be More มากกว่าแค่พลาสติก นั้นเป็นเพจเล็ก ๆ ที่มีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้ถึงวิธีการจัดการกับขยะพลาสติกอย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมให้มีการจัดส่งขยะพลาสติกแบบแยกประเภทไปยังองค์กรที่จะนำขยะไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกิดขยะแบบเดิมซ้ำอีก”

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา Plastic Be More ได้จัดกิจกรรม Let’s make your plastic be more ชวนทุกคนส่งขยะพลาสติกมาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า อาทิ นำหลอดมาทำเป็นหมอน นำฝาขวดน้ำมาทำเป็นเก้าอี้ รวมไปถึงนำขวดน้ำพลาสติกมาทำจีวร สร้างบล็อกปูพื้นถนนจากวัสดุรีไซเคิล และนำขยะพลาสติกมาอัดใส่ขวดพลาสติกเพื่อทำเป็น Ecobricks สำหรับสร้างโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส

“เรานำพลาสติกมากกว่า 4,038 ชิ้น รวบรวมและส่งไปยังองค์กรพัฒนาขยะพลาสติก เพื่อสร้างมูลค่าที่เป็นประโยชน์ เพราะปลายทางของขยะพลาสติกไม่ควรอยู่ในถังขยะหรือท้องทะเล แต่ควรไปอยู่ในองค์กรที่พัฒนาขยะพลาสติกให้มีคุณค่า”

นัศ-นัศรุดดีน ยามา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
และผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุม ECOSOC Youth Forum 2020

“ผมเป็นนักศึกษาที่มีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมในหลาย ๆ อย่าง ในเมื่อผมได้โอกาสทางการศึกษา หากผมสามารถทำอะไรได้ในการสร้างโอกาสคืนไปให้กับเด็กที่ขาดโอกาส ผมก็อยากเป็นกระบอกเสียงสำคัญหรือสร้างโอกาสเหล่านั้น จึงลงพื้นที่และทำกิจกรรมเพื่อเด็กมากมายที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะขาดทุนทรัพย์”

“ผมจึงจัดตั้งโครงการครูอาสาร่วมกับอาสาสมัครจากอเมริกา ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักกับ Empower Young Generation มาช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา สมัครเข้าร่วมกลุ่ม American Corner YALA เพื่อขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชนบท สร้างกลุ่ม English Camp เพื่อแนะแนวทางในการศึกษากับเด็กชั้นมัธยมปลาย รวมถึงจัดกิจกรรมด้านภาษาให้กับเยาวชนที่สนใจด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เมื่อเด็กเหล่านี้ต้องการเรียนรู้แต่ขาดโอกาส เราจึงหาจิตอาสาเข้าไปทำกิจกรรมและให้คำแนะนำกับเด็กๆ เหล่านี้”

“เป้าหมายของผมคือในปี 2020 คือการลงสำรวจพื้นที่เพื่อทำให้เด็กได้สิทธิ์ทางการศึกษา ในปี 2022 เราอยากให้หมดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมและให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ในปี 2028 เด็กที่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพสามารถเรียนจบแล้วได้งานทำที่ดี แล้วกลับมาต่อยอดให้เยาวชนรุ่นต่อไปในปี 2030 ซึ่งโครงการที่ผมจะทำจะเป็นการต่อยอดและยั่งยืน เพราะผมต้องการให้เด็กในทุกเจเนอเรชั่นมีความเท่าเทียมและได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ”

“เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เคยได้รับโอกาส โอกาสที่เราได้ใช้ยังมีอีกหลายคนยังรอโอกาสแบบเรา ฉะนั้นถ้าเราทำได้ จงเป็นโอกาสนั้นให้กับคนอื่นต่อไป”

ต้อง-กรวีร์ ทองอินที นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนเยาวชนไทยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 74 หรือ UNGA 74

“ผมเคยคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องความสัมพันธ์หว่างประเทศที่เราเรียนนั้นมาแก้ไขปัญหาในสังคมได้ มันก็เลยเป็นแรงผลักดันให้ผมมาเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ที่เรียกว่าการประชุมระดับนานาชาติตั้งแต่เรียนปี 1 อย่างโครงการล่าสุดที่จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สร้างเครือข่ายเยาวชนข้ามภูมิภาคมาหารือกันถึงปัญหาของภูมิภาคและของโลก”

“ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นขุมกำลังที่สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เยาวชนมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ในการสร้างความร่วมมือ จากโครงการต่าง ๆ ที่ผมเข้าร่วม สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกชอบก็คือ การเชื่อมโยงคนที่มีไอเดียและต้องการไอเดียเข้าด้วยกันได้”

“เยาวชนอยากมีบทบาท แต่ผมรู้สึกว่าความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่มีต่อเยาวชนในปัจจุบันค่อนข้างจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า เยาวชนไปอยู่ในโครงการต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ได้รับการนำไปต่อยอดอย่างเต็มที่เท่าที่ควร”

“โครงการที่ผมทำมันมีอิมแพ็คในสองมิติ คือเยาวชนต่อสังคม และเยาวชนกับเยาวชนด้วยกัน เยาวชนยุคใหม่มีความสนใจเรื่องความยั่งยืนน้อยหรือเปล่า? ผมรู้สึกว่าเครือข่ายเยาวชนที่ผมสร้างสามารถสื่อสารกับเยาวชนได้ดียิ่งขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น สามารถส่งต่อความคิด หรือสิ่งที่เรียกว่า Sustainability DNA ในตัวเยาวชนด้วยกันเองได้”

“เหมือนกับเรามีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่พูดว่า รักเต่าไม่เอาหลอด ทุกวันนี้เราหยิบหลอดขึ้นมาใช้ วันใดวันหนึ่งเราก็อาจจะไม่ใช้หลอดในที่สุด ผมรู้สึกว่ามันคือการปลูกฝังเรื่อง SDGs โดยที่ไม่ต้องจัดงานนี้ขึ้นมา ไม่ต้องทำแผ่นผับ ไม่ต้องทำหนังสือ แต่ใช้การบอกต่อ ส่งต่อความคิดให้เยาวชนมีความรู้เรื่อง SDGs ในภายภาคหน้า”

“ผมอยากเน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นในเยาวชน เหมือนที่ผมเคยได้กล่าวสุนทรพจน์ที่นิวยอร์กเมื่อปีก่อนว่า ทุกวันนี้เยาวชนพร้อมแล้วทั้งใจและความรู้ ที่จะผลักดันให้สังคมพัฒนามากขึ้น ได้โปรดนำเยาวชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจ รับฟังเสียงของเยาวชน ไม่ว่าจะประเด็นไหนก็ตาม ผมคิดว่า เราจะไม่ทำให้คนในประเทศหรือคนในโลกนี้ผิดหวังแน่นอน”

“SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ว่า SDGs 17 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของเราต่อไป” คุณแคทรียา ปทุมรส ผู้อำนวยการกองกิจการเพื่อการพัฒนา กรมองค์การระหว่างประเทศ

“อยากขจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย SDGs ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน One for all, All for one” คุณวนาลี โล่ห์เพชร รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ


 

เรื่องแนะนำ

คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

(ภาพปก) นักปั่นจักรยานเหล่ากำลังปั่นจักรยานผ่าน แบตเตอรรี พาร์ค (Battery Park) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย SERGI REBOREDO, REDUX สิ่งที่เราซื้อ รับประทาน และใช้งาน ล้วนมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง มีรายงานการศึกษาล่าสุดระบุว่า บรรดาเมืองใหญ่ มีบทบาทสำคัญระดับโลกในเรื่องของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคและการใช้สิ่งของให้น้อยลงได้ เมืองที่มีแนวคิดพัฒนาต่างหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในเมือง แต่วิธีการเหล่านั้นอาจเป็นการประเมินปัญหาที่ผิด เช่น นโยบายการเก็บค่าปล่อยคาร์บอนกับการใช้รถหรือโรงงานที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐาน เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มักมาจากสิ่งที่ชาวเมืองส่วนใหญ่รับประทาน ใช้งาน หรือซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ไกลจากเมืองออกไป นับตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทางที่ถูกต้อง บรรดาเมืองทั้งหลายควรพุ่งเป้าหมายไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 11 ปีข้างหน้า และร้อยละ 80 ในปี 2050 ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างพบว่า จำนวนการปล่อยก๊าซส่วนใหญ่นั้นมาจากการบริโภคสินค้า อาหาร และพลังงานที่ผลิตจากนอกเมือง และสิ่งที่เมืองควรทำอย่างมากที่สุดคือ หาวิธีการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้ มูลค่าที่แท้จริงจากการบริโภค ในทุกวันนี้ ประชากรโลกกว่าร้อยละ […]

พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก

"พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก" การเปลี่ยนแปลงทางความคิดดูเหมือนเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขยะพลาสติกเริ่มทำให้เรากังวล เหล่าผู้ประกอบการกำลังสร้างทางเลือกใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ ทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก คือความท้าทายที่ต้องใช้วิธีจัดการแตกต่างกัน สิ่งของทุกชิ้นมีเรื่องราว และนี่คือบางส่วนของเรื่องราวเหล่านั้น รวมทั้งบางส่วนของทางออกด้วย

Farm to Table กับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

“ตั้งแต่จำความได้ ยุ้ยก็ช่วยที่บ้านทำ การเกษตรกรรม ช่วยทุกอย่างที่เด็กในวัยนั้นสามารถช่วยได้ ตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อมาดูแลพืชผลที่เราปลูก แต่กลับขายได้ในราคาถูกแสนถูก พอเริ่มใช้สารเคมี ยุ้ยเกิดอาการแพ้ แต่ก็ต้องทน สภาพดินเริ่มเสื่อมโทรม ผลผลิตมีปริมาณน้อยลง ฐานะทางบ้านจากที่ไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งแย่ลงไป สิ่งที่สร้างความทรมานทั้งกายและใจที่ครอบครัวยุ้ยต้องเจอคือ สภาวะความเครียด… แต่ก็ต้องก้มหน้าทำต่อไป” นี่คือคำบอกเล่าของคุณญัฐสุดา จั่นบางยาง หรือยุ้ย เจ้าของร้านปลาวัน Farm to Table ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่ครอบครัวของเธอเคยประสบ และปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยบางส่วนกำลังประสบเช่นกัน หลายครัวเรือนจึงเลือกหันหลังให้กับ การเกษตรกรรม ซึ่งเห็นได้จากอัตราส่วนภาคเกษตรกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2562 ลดลงถึงร้อยละ 22 ณ ศาลากลางสระบัวของร้านปลาวัน บรรยากาศยามเช้าตรู่มีลมพัดโชยเบาๆ ปะทะกับผิวกาย อากาศเย็นสบาย รายล้อมด้วยดอกบัวสีชมพูสดใส และปลานิลตัวเขื่องที่แหวกว่ายอยู่ในสระบัว เป็นบรรยากาศที่แสนสบายตรงข้ามกับบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เราจึงเข้าประเด็นถึงเหตุผลที่ครอบครัวของเธอยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม และในปัจจุบันพวกเขามีวิธีการทำเกษตรกรรมอย่างไร จึงส่งผลให้วันนี้ “มีความสุขและความยั่งยืน” ที่ต้องทนทำ การเกษตรกรรม เพราะ… ไม่มีทางเลือกจริงหรือ ตั้งแต่คุณญัฐสุดาจำความได้ สิ่งที่เธอเห็นมาตลอดคือ […]

Mango COVID – คอลเล็กชันงานศิลปะที่เกิดจากวิกฤติ

ในยามวิกฤติ เราเห็นภาพความช่วยเหลือของคนไทยเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่า คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารีและไม่ทอดทิ้งกัน และในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พลังของประชาชนชาวไทยได้แสดงออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รับทราบถึงเรื่องผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ต่อกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่มเกษตรกรผู้ส่งออกมะม่วง เนื่องจากการขนส่งในช่วงล็อกดาวน์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากที่กำลังรอออกสู่ท้องตลาดเกิดความเสียหาย จากนั้นชาวสวนมะม่วงจึงติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องผลผลิตล้นตลาด และขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกัน เมื่อกลุ่มศิลปินซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ทราบเรื่องของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง จึงเกิดแนวความคิดที่อยากนำศิลปะเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเกษตรกรและรวมตัวกันเพื่อสร้าง ผลงานศิลปะจากมะม่วงภายใต้คอลเล็กชัน Mango COVID และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และกระตุ้นยอดขายให้เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยคอลเล็กชันนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง 14 ท่าน จากเครือข่าย BAB (บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018) ผ่านการขับเคลื่อนของมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ซึ่งมีหัวเรือใหญ่อย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนให้ศิลปินทั้งหมดมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งภาพวาดและภาพถ่าย หนึ่งในศิลปินรุ่นใหญ่ของเมืองไทย อย่าง ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ เผยถึงแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานว่า “ในคอนเซ็ปต์แรกผมก็จะใช้มะม่วงเป็นตัวสื่อ เป็นตัว Object ที่ถูกเคลื่อนไหวด้วยระบบการสั่งงานของโทรศัพท์มือถือ […]