พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤต 'ขยะอาหาร' ได้

พิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก คุณก็สามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงวิกฤต ‘ขยะอาหาร’ ได้

ความท้าทายของการลด ‘ขยะอาหาร’ คือการสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่างๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร

ขยะอาหาร เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกังวล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (United Nations’ Food and Agriculture Organization) ระบุว่า ขยะอาหาร มีปริมาณ 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

ในขณะที่คนประมาณ 800 ล้านคนเข้านอนด้วยความหิวโหย มากกว่าครึ่งของพื้นที่การเกษตรในโลกกำลังปลูกพืชที่คนไม่บริโภค

ข้อมูลด้านบน ฟังดูทั้งใกล้ตัวและไกลตัวได้ในคราวเดียวกัน เพราะแม้เราจะรับรู้ตัวเลขน่าตกใจเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริง ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเปิดตู้เย็น หยิบของโปรดที่เกือบลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ และพบว่า ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ ผ่านไปแล้ว 2 วัน สิ่งที่เราทำคือโยนมันลงถังขยะ

คำถามคือ การทิ้งอาหารที่อายุเลย ‘วันที่ควรบริโภคก่อน’ คือการกระทำที่ถูกต้อง ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ใช่ไหม?

ทำไมจึงเกิดขยะอาหาร

ข้อมูลจาก Love Food Hate Waste เครือข่ายความยั่งยืนด้านอาหารในสหราชอาณาจักรระบุว่า ความสับสนของผู้บริโภคและความไม่อยากรับประทานอาหารที่อาจ ‘หมดอายุ’ แล้ว นำไปสู่การทิ้งอาหารที่ยังอยู่ในสภาพดีมากกว่า 1 ล้านตัน ขยะเหล่านี้คิดเป็นเงินประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

ทั้งที่จริงแล้ว มากกว่าครึ่งของอาหารที่เราทิ้งไปเป็นของที่เรายังกินได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุอาหาร

การประชุมสุดยอดของ The World Cold Chain Summit เรื่องการลดขยะอาหาร มีการพูดคุยในประเด็นโซ่ความเย็น (Cold Chain) หรือการควบคุมอุณหูมิการขนส่งและเก็บอาหารของผู้ประกอบการ เพื่อเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่และลดการทิ้งอาหาร

โดยขยะอาหารในประเทศกำลังพัฒนา มักมีสาเหตุจากโซ่ความเย็นที่ไม่มีประสิทธิภาพระหว่างกระบวนการผลิตและการจำหน่ายอาหาร ในขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้สูง ผู้บริโภคกว่าครึ่งเป็นผู้สร้างขยะอาหารเอง

นอกจากนี้การที่ปัจจุบันราคาอาหารถูกลงมาก ยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนตัดสินใจทิ้งอาหารได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องคิดอย่างถี่ถ้วน

ขยะอาหารส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

อาหารที่ถูกทิ้งทั่วโลกในแต่ละปี คือสิ่งบ่งชี้ว่าเรามีอาหารเพียงพอต่อคนทั้งโลก แต่มันไม่สามารถแจกจ่ายให้คนทั้งโลกที่ต้องการได้

การผลิตอาหารใช้ต้นทุนมหาศาลกว่าที่เราคิด ตั้งแต่ผืนป่าที่ถูกถางเพื่อเป็นพื้นที่เกษตรกรรม คนจำนวนมากที่ถูกบังคับให้ต้องอพยพไปจากบ้านเกิด เนื่องจากการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ที่ดึงทรัพยากรไปหมดสิ้น โดยเฉพาะน้ำสำหรับบริโภค

พื้นที่ในกระบวนการผลิตอาหาร สร้างดินที่ปนเปื้อน อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง และที่รุนแรงที่สุดคือก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหาร

ก๊าซเรือนกระจกจากอาหารที่ถูกทิ้งโดยคนทั้งโลก มีปริมาณเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคม และมากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบินทั่วโลกถึง 4 เท่า

เมืองบังคาลอร์ในอินเดียที่มีประชากรเกือบ 10 ล้านคน บังคาลอร์ผลิตขยะอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 5,000 ตัน ต่อวัน ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากขยะทั้งหมดเป็นขยะอินทรีย์ ขอบคุณภาพจาก Greenpeace

แก้ปัญหาขยะอาหารโลก เริ่มต้นจากตัวเอง

มีหลายวิธีในการลดช่วยลดการทิ้งอาหาร เช่น ซื้อในปริมาณที่พอเหมาะ การเก็บให้ถูกต้อง การเก็บในช่องแช่แข็งก่อนที่อาหารจะถึงวันหมดอายุ หรือการนำอาหารเหลือมาทำเมนูใหม่ ๆ หากทำตามวิธีดังกล่าวอย่างถูกต้อง อาหารก็จะไม่กลายเป็นขยะ

ความสับสนของการใช้คำแสดงวันหมดอายุบนฉลากอาหาร ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการทิ้งอาหารของผู้บริโภค

คำว่า ‘ควรบริโภคก่อน’ (Best Before) ‘นำมาปรุงอาหารก่อน’ (Use By) และ ‘ควรอยู่บนชั้นวางสินค้าถึงวันที่’ (Display Until) มีความหมายต่างกัน แต่สำหรับผู้บริโภคบางคน เมื่อตระหนักว่าวันบริโภคเลยวันหมดอายุไปแล้ว มักทิ้งอาหารลงถังขยะทันที

‘ควรบริโภคก่อน’ (Best Before)

แสดงถึงคุณภาพของอาหาร เป็นการประเมินจากผู้ผลิตว่าอาหารจะมีความสดและรสชาติดีที่สุดได้นานถึงวันไหน ใช้กับอาหารหลายประเภท บนชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต ‘อาหารที่เลยวันที่ควรบริโภคก่อน’ มาแล้วยังสามารถรับประทานได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม และรสชาติปกติ ยกเว้นไข่ไก่

‘นำมาปรุงอาหารก่อน’ (Use By)

แสดงถึงความปลอดภัยของอาหาร โดยใช้กับเนื้อสัตว์ ปลา หรือเนื้อไก่ที่เสื่อมสภาพได้ ผู้บริโภคจึงควรยึดวันที่บนฉลากนี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพหรือกลิ่นของอาหารเหล่านั้น ควรนำมาใช้หรือปรุงอาหารก่อนวันที่ที่ระบุไว้บนฉลาก

‘ควรอยู่บนชั้นวางสินค้าถึงวันที่’ (Display Until)

คำนี้บนฉลากช่วยให้ร้านค้าหรือผู้ขายจัดการการวางสินค้า โดยนำอาหารที่ใกล้วันที่ระบุบนฉลากหรือใกล้วันหมดอายุไว้ด้านหน้าสุด และวางอาหารสดใหม่ไว้ด้านหลัง เพื่อไม่ให้เหลืออาหารที่ใกล้หมดอายุและถูกนำไปทิ้ง

ความท้าทายของการลดขยะอาหาร คือ การสร้างความรับรู้ให้ผู้บริโภคเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคำต่าง ๆ ที่แสดงบนฉลากอาหาร

สืบค้นและเรียบเรียง ภูม บุญมาแย้ม

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : กว่าจะมาเป็น Refill Station ร้านค้าแบบเติมแห่งแรกของไทย เมื่อธุรกิจช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น

 

เรื่องแนะนำ

คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

(ภาพปก) นักปั่นจักรยานเหล่ากำลังปั่นจักรยานผ่าน แบตเตอรรี พาร์ค (Battery Park) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย SERGI REBOREDO, REDUX สิ่งที่เราซื้อ รับประทาน และใช้งาน ล้วนมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง มีรายงานการศึกษาล่าสุดระบุว่า บรรดาเมืองใหญ่ มีบทบาทสำคัญระดับโลกในเรื่องของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคและการใช้สิ่งของให้น้อยลงได้ เมืองที่มีแนวคิดพัฒนาต่างหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในเมือง แต่วิธีการเหล่านั้นอาจเป็นการประเมินปัญหาที่ผิด เช่น นโยบายการเก็บค่าปล่อยคาร์บอนกับการใช้รถหรือโรงงานที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐาน เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มักมาจากสิ่งที่ชาวเมืองส่วนใหญ่รับประทาน ใช้งาน หรือซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ไกลจากเมืองออกไป นับตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทางที่ถูกต้อง บรรดาเมืองทั้งหลายควรพุ่งเป้าหมายไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 11 ปีข้างหน้า และร้อยละ 80 ในปี 2050 ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างพบว่า จำนวนการปล่อยก๊าซส่วนใหญ่นั้นมาจากการบริโภคสินค้า อาหาร และพลังงานที่ผลิตจากนอกเมือง และสิ่งที่เมืองควรทำอย่างมากที่สุดคือ หาวิธีการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้ มูลค่าที่แท้จริงจากการบริโภค ในทุกวันนี้ ประชากรโลกกว่าร้อยละ […]

เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

ชุมชนมดตะนอยเคยมีปัญหาเรื่องขยะ SCG จึงเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำแนวทางการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน

ต้นไม้ในเมืองใหญ่

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และต้นไม้ในเมืองใหญ่ต้องเป็นไปอย่างเอาใจต้นไม้มาใส่ใจเรา เพราะที่สุดแล้วไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปก้าวไกลแค่ไหน คนเรายังคงต้องพึ่งพาธรรมชาติ

ขับเคลื่อนความยั่งยืน ผ่านมุมมอง 3 ช่างภาพสารคดี

ภาพถ่ายคือบันทึกแห่งกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงชั้นดี แล้วกับภาพธรรมชาติ คุณได้สังเกตเห็นอะไรบ้างไหม? หากพูดถึงภาพถ่ายธรรมชาติ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรามักจะคิดถึงมุมมองอันสวยงาม สัตว์ป่าน้อยใหญ่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี วิถีชีวิตที่เกื้อกูลระหว่างธรรมชาติกับผู้คน แล้วในยุคนี้ล่ะ การปรากฏตัวของธรรมชาติผ่านภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงร่องรอยและร่วงโรย ภาพถ่ายเหล่านี้บอกอะไรกับเรา มุมมองของช่างภาพสารคดีและนักเดินทาง ในฐานะผู้สังเกตการณ์เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง หน้าที่ของพวกเขาจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การส่งต่อภาพถ่ายที่บันทึกถึงสายตาของผู้ชม หากเป็นการชวนให้มองเห็นความเป็นไปของโลกกว้าง และมุ่งหมายให้สารเหล่านี้ช่วยสร้างความตระหนักว่ามนุษย์อยู่นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เพราะพวกเราคือกำลังหลักที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกร่วมกัน นี่คือบทบาทหลักของ National Geographic ที่ใช้ภาพถ่ายให้ผู้ชมได้ยินเสียงของโลก โลกซึ่งทุกสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน และทุกการกระทำของเราส่งผลกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เป็นความมุ่งมั่นเดียวกันกับที่ Volvo มี คือการดำเนินธุรกิจองค์รวมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านกรอบความยั่งยืน 3 แนวทาง คือ สภาพภูมิอากาศ (Climate) ทรัพยากร (Resources) และผู้คน (People) ภายในปี พ.ศ. 2583 สิ่งนี้สอดคล้องกับที่พวกเราอยากสื่อสารผ่านนิทรรศการภาพถ่ายที่ Volvo Studio Bangkok ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 24 ตุลาคมนี้ เราเชิญ 3 ช่างภาพผู้สื่อสารงานใน 3 แนวทางคือ […]