2 สร้าง 2 เก็บ: โมเดลพลิกความแห้งแล้งสู่แหล่งน้ำยั่งยืนแห่งชุมชนรอบเขายายดา จ.ระยอง

2 สร้าง 2 เก็บ: โมเดลพลิกความแห้งแล้งสู่แหล่งน้ำยั่งยืนแห่งชุมชนรอบเขายายดา จ.ระยอง

จากชุมชนที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้งเมื่อ 20 ปีก่อน ทุกวันนี้ ชุมชนแห่งเดียวกันนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวชาวบ้านอย่างยั่งยืน พวกเขาทำได้อย่างไร

เมื่อราว 20 ปีก่อน ชุมชนรอบเขายายเป็นพื้นที่แห่งความแห้งแล้ง

ชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ พื้นที่ป่าเป็นป่าดิบแล้งที่เคยผ่านการทำสัมปทานป่าไม้ ประสบกับปัญหาไฟป่าคุกคามหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้เกิดพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

นอกจากนี้ การรุกพื้นที่ป่าเพื่อแห่ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ทำให้ดินในพื้นที่ป่าไม่สามารถดูดซับน้ำ ประกอบกับลักษณะภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล  และเป็นดินทรายที่มีลักษณะการกักเก็บน้ำต่ำ ทำให้เมื่อถึงหน้าฝน น้ำฝนที่ตกลงมากลายเป็นน้ำผิวดินที่ไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้ง ทำให้ไม่มีน้ำกักเก็บเพื่อทำการเกษตร และลุกลามไปถึงการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน

ปัญหาการขาดแคลนน้ำส่งผลกับวิถีชีวิตการเกษตรของชุมชนรอบเขายายดา ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ สัปปะรด ลองกอง เมื่อไม่มีน้ำเพื่อลดผลผลิต ชาวบ้านต่างขาดรายได้หลักที่นำมาหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย

โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ เปลี่ยนชุมชนเขายายดาจากความแห้งแล้งสู่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์

วันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ในฐานะผู้นำชุมชน ย้อนรำลึกถึงความทุกข์ยากของลูกบ้านที่เกิดจากภายแล้งในครั้งนั้น และเล่าให้เราฟังว่า  “เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่นี่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์แบบนี้เลย ที่นี่เป็นเขาหัวโล้น เพราะเกิดจากการบุกรุกที่ป่า และเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ สัตว์ป่าก็หนีกันไปหมด ทำให้ที่นี่เกิดปัญหาภัยแล้งซ้าซากเป็นเวลาหลายปี พอฝนตกก็ไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ ทำให้หน้าดินพังทลาย กักเก็บน้ำไม่ได้ เพาะปลูกไม่ได้ และต้องซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้ เราเคยรวมตัวกันปลูกป่า แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะเราไม่มีความรู้ในการปลูกป่าให้สมบูรณ์”

หลังจากหาวิธีการเพื่อพลิกฟื้นป่ารอบเขายายดาให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง วันดีได้รับทราบเรื่องราวโครงการสร้างฝายชะลอน้ำที่ประสบความสำเร็จของ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ในพื้นที่จังหวัดลำปาง เธอจึงได้ติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาในการพลิกฟื้นชุมชนแห่งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2550

เอสซีจี เคมิคอลส์ ตอบรับเป็นที่ปรึกษาและ “พี่เลี้ยง” ในการพลิกฟื้นชุมชนรอบเขายายดา หลังจากได้สำรวจพื้นที่แล้ว ทาง เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้จัดทำโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ” เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง สร้างระบบการจัดการน้ำในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

สร้างคน : รวมพลังสร้างกลุ่มแกนนำในชุมชนที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เสียสละ กล้าตัดสินใจ บนฐานพื้นของการรับฟังความคิดเห็น

สร้างกติกา: ตั้งกติกาการใช้น้ำของชุมชน บนพื้นฐานของความเกื้อกูลกันและกัน

เก็บน้ำ: เก็บน้ำในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และอยู่ได้นานที่สุด รวมไปถึงฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ และแหล่งเก็บน้ำของชุมชนด้วยการเก็บน้ำหลากในหน้าฝนเพื่อนำไปใช้ในหน้าแล้ง

เก็บข้อมูล: เก็บข้อมูลต้นทุนน้ำที่มีอยู่ตามจุดต่างๆ ในชุมชน เพื่อนำข้อเท็จจริงที่พบในพื้นที่ที่ใช้นำมาวิเคราะห์การจัดน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

สร้างคน

เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้เริ่มการ ‘สร้างคน’ โดยการรวบรวมอาสาสมัครในหมู่บ้านมาบจันทร์ ซึ่งมีแกนนำหลักคือเจ้าหน้าที่จากทาง เอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้ใหญ่วันดี และ ดร. พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล ผู้อำนวยส่วนวิจัยต้นน้ำ เป็นที่ปรึกษาในโครงการ โดยเป็นการสร้างคนในชุมชนให้เป็นนักวิจัยท้องถิ่น เตรียมเก็บรวบรวมแหล่งน้ำในหมู่บ้าน โดย เอสซีจี เคมิคอลส์ จะเป็นที่ปรึกษาและแนะนำให้อาสาสมัครเหล่านี้เป็นผู้กระจายความรู้ในการจัดการน้ำที่ถูกต้องสู่คนในชุมชน เพื่อสร้างจิตวิญญาณรักษ์ป่ารักษ์น้ำให้กับชุมชน

ผู้ใหญ่วันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านมาบจันทร์ จ. ระยอง
ดร. พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล ที่ปรึกษาโครงการ

สร้างกติกา

เพื่อรักษาแหล่งน้ำเพื่อใช้ร่วมกันอย่างยั่งยืน เมื่อถึงหน้าแล้ง ชาวบ้านในชุมชนรอบเขายายดาจะสร้างกฎการใช้น้ำในหน้าแล้งเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างพอเพียง โดยการสร้างกติกานี้และมาจาการเก็บรวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำของชาวบ้านตลอดทั้งปี

เก็บข้อมูล

ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล ที่ปรึกษาโครงการได้สร้างแนวคิด “นักวิจัยท้องถิ่น” ที่สามารถเก็บข้อมูล บันทึกสถิติอย่างเป็นระบบที่เกี่ยวกับน้ำได้อย่างเป็นระบบ และจัดทำผังน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำได้ โดยการจัดเก็บข้อมูลค่าความชื้น ปริมาณน้ำฝนโดยการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน และมีการเก็บข้อมูลน้ำบ่อโดยการใช้ลูกดิ่งวัดความลึก และใช้ลูกปิงปองเพื่อวัดกระแสในน้ำท่า ร่วมกับการคำนวณแบบพื้นฐานเพื่อคำนวณออกมาเป็นปริมาณน้ำที่มีในชุมชน เพื่อกำหนดการใช้กติกาน้ำ

เก็บน้ำ อย่างยั่งยืน

เอสซีจี เคมิคอลส์ และชุมชนรอบเขายายดาได้ถอดรหัสหลักการการเก็บน้ำในพื้นที่นี้ว่า “ต้องหาทางเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด ด้วยการเพิ่มการดูดซับน้ำฝน ลดน้ำผิวดิน ชะลอการไหลของน้ำท่า เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำให้ได้มากที่สุด”

ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล กล่าวถึงวิธีการเก็บน้ำในชุมชนเขายายดาว่า “เราแนะนำการลดปัญหาน้ำหลาก และตุนน้ำใช้หน้าแล้งให้กับชุมชน ตั้งแต่ฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการปลูกป่า 5 ระดับเพื่อชะลอน้ำฝน ให้ดินซึมซับน้ำ และสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเก็บน้ำจากเขา กักความชุ่มชื้น ทำทำนบชะลอน้ำและขุดลอกคลองเพื่อเก็บน้ำในคลองใช้ได้มากขึ้น และทำธนาคารนำใต้ดินเพื่อกักเก็บน้ำฝนคืนลงสู่ดิน”

โดยการปลูกป่า 5 ระดับ คือการคัดเลือกพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าของท้องถิ่นซึ่งมีขั้นเรือนยอดที่ต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ ระดับใต้ดิน เช่น มัน เผือก ระดับเรี่ยดิน เช่น ฝักทอง แตงโม ระดับเตี้ย เช่น พริก มะเขือ ระดับกลาง เช่น มะม่วง มะพร้าว และระดับสูง เช่น สัก ยางนา มาปลูกเสริมกับแนวป่าเดิม โดยเรือนยอดที่มีหลากหลายระดับเหล่านี้จะช่วยลดแรงตกกระทบผิวดินของเม็ดฝน ยืดระยะเวลาในการตกของเม็ดฝน เพิ่มการดูดซับน้ำฝนของผิวดินได้อย่างเต็มที่

ด้านการสร้างฝายชะลอน้ำในผืนป่า  ฝายของชุมชนเขายายดาจะสร้างขึ้นโดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน กิ่งไม้ ไม้ไผ่ เพื่อชะลอการไหลของน้ำในลำธารให้ช้าลงในตอนที่มีน้ำมากในฤดูฝน ป้องกันการเกิดน้ำหลากในพื้นที่ของบ้าน และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยผืนป่ากักเก็บน้ำเพื่อใช้ในยามหน้าแล้ง ผลของการสร้างฝายในบริเวณเขายายดา พบหลักฐานในเชิงประจักษ์ว่า ฝายทำให้เขายายดามีปริมาณน้ำคงอยู่ตลอดทั้งปี และตามงานวิจัยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยวิธีการใช้แบบจำลองร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า ฝายช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำได้, น้ำสะสมในชั้นดินเพิ่มขึ้น, ลดความขุ่นของตะกอนในน้ำท่า และต้นไม้ในป่าเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 14.08

ในส่วนของธนาคารน้ำใต้ดิน คือการขุดหลุมเพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาในระดับผิวดินช่วงฤดูฝนไว้ในใต้ดิน เป็นการเติมระบบน้ำใต้ผืนดินตามพื่นที่บ้านเรือนหรือสวนของชุมชน  ก่อให้เกิดความชุ่มชื้นต่อหน้าดิน ประหยัดน้ำในการรดน้ำต้นไม้บริเวณใกล้เคียง ลดน้ำท่วมขังได้ในช่วงหน้าฝน สามารถกักน้ำส่วนเกินดังกล่าวให้มาเป็นความชุ่มชื้นในหน้าแล้งได้อีกด้วย

ด้วยความสามัคคีของทุกคนที่ช่วยกันบริหารน้ำจัดการด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บนี้ ทำให้เกิดคุณประโยชน์มากมายหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น น้ำในลำธารให้ผลผลิตถึง 14.83 ล้าน ลูกบาศก์เมตร /ปี ทำให้ระบบนิเวศกลับคืนสู่ป่า เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต พบสัตว์ป่า 123 ชนิด และพันธุ์ไม้มากกว่า 120 พันธุ์ และยังช่วยลดโลกร้อน อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยตลอดปีลดลง 1.6 องศาเซลเซียส ช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 38.49 ตัน CO2 / ไร่ และดูดซับ 5.41 CO2 / ไร่ /ปี

ด้านการเกษตร มีปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรโดยรอบเขายายดา คิดเป็นผลผลิตรวมทั้งสิ้น 79,382,695 กิโลกรัม/ปีเมื่อความสมบูรณ์ของผืนป่ากลับมา ก็ทำให้เกษตรกรมีน้ำใช้มากขึ้น ผลผลิตมีเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย และจากความสมบูรณ์ที่กลับมา เขายายดาสามารถมูลค่าการท่องเที่ยว 538.54 บาท/ไร่

ทั้งหมดนี้เกิดจากการร่วมมือกันในการสำรวจจัดผังน้ำของคนในชุมชน สื่อสารแนวทางการจัดการน้ำร่วมกันอย่างทั่วถึง เคารพในการใช้กติกาชุมชนร่วมกัน ทำให้ชุมชนนี้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ผู้ใหญ่วันดีกล่าวถึงความสำเร็จของโครงการ เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ของชุมชนรอบเขายายดาว่า “พอเริ่มสร้างฝายตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2553 พวกเราก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบนเขายายดา จนทำให้วันนี้ป่าเขายายดากลับมาคืนความอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชผักหลากหลายได้ตลอดปี และทางเอสซีจี เคมิคอลส์ ก็ช่วยแนะนำให้เรานำผลผลิตไปแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ ได้มากมาย และรวมถึงต่อยอดบ้านมาบจันทร์ของเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำรายได้เข้ามาในชุมชนได้อีกมากมาย ต้องขอขอบคุณเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่เลี้ยงช่วยดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิดค่ะ”

นี่คือตัวอย่างของชุมชนที่ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้ง และสร้างจิตวิญญาณรักษ์ป่ารักษ์น้าให้กับชุมชนอื่นๆ จนสามารถใช้ชีวิตที่เติบโตได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน

เรื่องแนะนำ

6 วิธีเก็บน้ำหน้าฝนเพื่อใช้ในหน้าแล้ง ของชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง

จากความต้องการแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง ในวันนี้ ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง สามารถสร้างขั้นตอนการบริหารจัดน้ำด้วย 6 วิธี ซึ่งเกิดจากการศึกษาร่วมกันกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จนพลิกสถานะสู่ชุมชนที่มีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอในตลอดทั้งปี เมื่อราว 20 ปีก่อน ณ บริเวณชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ จากปัญหาพื้นที่ป่าที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ดินในพื้นที่ไร้ซึ่งความสามารถในการดูดซับน้ำ ประกอบกับเขายายดายังเป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเล ด้วยลักษณะธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทรายซึ่งมีคุณสมบัติการกักเก็บน้ำที่ต่ำ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากในช่วงหน้าฝน แปลงสภาพกลายเป็นน้ำผิวดินไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้งจึงไม่มีน้ำในดินหล่อเลี้ยงลำธารของพื้นที่ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ เกษตรกรโดยรอบจึงได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่มีน้ำรดพืชผลการผลิตอย่างต่อเนื่อง พื้นดินที่ถูกแปลงสภาพจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งเกือบหมด แรงตกกระทบของเม็ดฝนจากฝนในหน้าฝนทำให้ผิวดินถูกอัดแน่น และความสามารถในการดูดซับน้ำฝนของดินลดลง ดังนั้นฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงแปลง ไปเป็นน้ำผิวดินและไหลลงสู่ลำธารอย่างรวดเร็วตามลักษณะของพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก่อให้เกิดเป็นน้ำไหลบ่าในขณะที่ฝนตก และเมื่อไม่มีน้ำฝนซึมลงไปในดิน ก็จะไม่มีน้ำในดินเอื้ออำนวยให้กับลำธารช่วยกักเก็บน้ำในพื้นที่หลังจากฝนหยุดตก หรือในช่วงฤดูแล้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผิวดินที่ถูกกัดเซาะและพัดพาไปโดยน้ำผิวดิน จะทำให้ชั้นดินบางลงและเก็บกักน้ำฝนสะสมได้น้อยลง  จึงทำให้น้ำฝนสะสมในชั้นดินที่ควรจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำธารหลังจากฝนหยุดตกในช่วงฤดูแล้งลดน้อยลงตามไปด้วย  ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ของเขายายดาก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้และสร้างระบบการจัดการน้ำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นนี้ให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล […]

Kamikatsu เมือง Zero Waste ที่ผู้คนแยกขยะ 45 ประเภทและรีไซเคิลขยะทุกชิ้นอย่างยั่งยืน

Kamikatsu เมืองเล็กในชนบทญี่ปุ่น ที่ปลอดขยะอันดับต้นของโลกและเป็นต้นแบบการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน จากการแยกขยะ 45 ประเภทและรีไซเคิลขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นในเมือง คามิคัตสึ คือเมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดโทคุชิมะ ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุทางตะวันตกที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม ด้วยจำนวนพลเมืองเพียง 1,700 คน ที่นี่จึงเป็นเมืองที่เล็กที่สุดบนเกาะ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนรักสิ่งแวดล้อมอยากมาเยือน ในฐานะเมืองปลอดขยะอันดับต้น ๆ ของโลกและต้นแบบการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ย้อนกลับไปในปี 2003 ในขณะที่ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศและวิกฤติขยะพลาสติก ชาวเมืองคามิคัตสึเริ่มจัดการขยะทุกชิ้นในเมือง Reduce, Reuse และ Recycle ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อยุติการพึ่งพาเตาเผาและการฝังกลบขยะ รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มผลักดันนโยบายจัดการขยะอย่างเข้มข้น พร้อมตั้ง Zero Waste Academy พื้นที่ให้พลเมืองและเยาวชนได้เรียนรู้รูปแบบการคัดแยกขยะที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งต้องแยกขยะอย่างละเอียดออกเป็น 45 ประเภท เพื่อให้ขยะถูกนำไปรีไซเคิลต่อได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีนโยบายลดขยะอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การสนับสนุนให้ผู้คนนำของใช้มาแลกเปลี่ยนกัน ไปจนถึงการสร้างอาชีพนักอัพไซเคิล เพื่อผลิตสินค้าชิ้นใหม่อย่างสร้างสรรค์จากข้าวของเหลือใช้ในเมือง ตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2020 จะต้องเป็นเมืองปลอดขยะ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่นำขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นมารีไซเคิลและใช้ใหม่ทั้งหมด […]

พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก

"พลาสติกใช้แล้วทิ้ง : ลด ละ เลิก วิถีชีวิตติดพลาสติก" การเปลี่ยนแปลงทางความคิดดูเหมือนเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขยะพลาสติกเริ่มทำให้เรากังวล เหล่าผู้ประกอบการกำลังสร้างทางเลือกใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ ทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก คือความท้าทายที่ต้องใช้วิธีจัดการแตกต่างกัน สิ่งของทุกชิ้นมีเรื่องราว และนี่คือบางส่วนของเรื่องราวเหล่านั้น รวมทั้งบางส่วนของทางออกด้วย

Gastronomy : การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

ท่องไปในเส้นทางสายอาหารและการกินแห่งดินแดนอาเซียนผ่าน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การส่งผ่านวัฒนธรรมการกิน ถือเป็นเครื่องมือของการพัฒนาระบบอาหารท้องถิ่นของภูมิภาคและโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติ เพราะปฏิบัติการทางอาหารจะนำไปสู่การแสวงหาทางออกใหม่ให้กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น และยังเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ครั้งนี้ ประเทศไทยรับบทบาทเป็นผู้ประสานงานหลักในการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอาหารแห่งอาเซียน เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชนท้องถิ่น อันนำไปสู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในแนวทางแห่งความยั่งยืนสืบไป Gastronomy tourism goes far beyond just what is “on the plate” การท่องเที่ยวเชิงอาหารคืออะไร ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอาหารมีคุณค่ามากกว่าแค่การดื่มกินอาหารเด็ดเมนูดังตามแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการผลิต (เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เยี่ยมชมแหล่งผลิตแบบพื้นถิ่น) ไปจนถึงขั้นหลังการบริโภค (เช่น การผลิตสินค้าที่ระลึกเพิ่มมูลค่า หรือแม้แต่การจัดการเศษอาหารเหลือทิ้ง) ด้วยความต่อเนื่องนี้จะเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวได้เติมเต็มประสบการณ์และสัมผัสกิจกรรมท่องเที่ยวอันหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาหาร ซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดกับสังคมเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 4 เสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Farming System การเดินทางเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดอาหาร แปลงผัก สวนผลไม้ บ้านไร่ หรือท้องนา ในแนวทางเกษตรปลอดภัย สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอาหารต่อสุขภาพและการกินดีมีสุข Story of Food คุณค่าของเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้คุณค่าของอาหารแต่ละจานโดดเด่นและเป็นที่จดจำ อาหารหนึ่งจานรวบรวมเรื่องราวมรดกภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมการกิน […]