Covid Relief Bangkok ภารกิจเยียวยาผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ

Covid Relief Bangkok ภารกิจเยียวยาผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ

Covid Relief Bangkok กลุ่มอาสาสมัครเพื่อเยียวยากลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ โดยไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนการบริจาคสิ่งของ แต่มีการวางแผนระยะยาวต่อเนื่องเป็นหลายระยะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกคนไม่มากก็น้อย ในแต่ละด้านแตกต่างกันไป รวมถึงผู้คนในพื้นที่ชุมชนแออัด พวกเขาล้วนเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยให้กลไกในระบบสังคมไทยก้าวไปได้ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าวต้องกลายเป็นคนนอกระบบที่โอกาสต่าง ๆ อาจเข้าไปไม่ถึง แต่กระนั้นพวกเขายังคงพยายามฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปให้ได้เหมือนดังที่ทุก ๆ คนก็พยายามอยู่เช่นกัน

ภายใต้วิกฤติยังมีโอกาสก่อเกิดเป็นโครงการ Covid Relief Bangkok ของกลุ่มอาสาสมัครหลากหลายภาคส่วน เพื่อเยียวยาผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ โดยไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนการบริจาคสิ่งของ แต่มีการวางแผนระยะยาวต่อเนื่องเป็นหลายระยะ ผ่านการเข้าไปให้ความรู้ เข้าไปทำงานร่วมกันกับพื้นที่ชุมชนแออัด และพยายามสร้างระบบให้เข้าถึงทุกคน เพื่อไม่ให้มีใครที่ต้องอยู่ภายนอกระบบอีก

Covid Relief Bangkok ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2563 จากการรวมตัวกันของมูลนิธิสติ (SATI Foundation), มูลนิธิ Scholars of Sustenance, Urban Studies Lab, มูลนิธิครีเอทีฟไมเกรชั่น (อีส) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งร่วมทำงานที่ Bangkok 1899 และศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (FREC Bangkok)

มีจุดประสงค์เข้าช่วยเหลือผู้คนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มคนในชุมชนแออัด ผู้สูงวัย และผู้มีรายได้ต่ำ ผู้คนเหล่านี้จำนวนมากคือประชากรแฝงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นเดียวกันกับประชากรกลุ่มอื่น ๆ แต่ช่องว่างทางสังคมทำให้พวกเขาอาจไม่ได้รับสวัสดิการ และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานบางอย่าง ซึ่งนั่นทำให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมาทั้งปัญหาต่อคุณภาพชีวิต และปัญหาสังคม เพราะอย่าลืมว่าทุกคนล้วนมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนสังคม

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประเทศไทย ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเสกสรร รวยภิรมย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสติ (SATI Foundation) ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลนิธิที่ริเริ่มโครงการ Covid Relief Bangkok คุณเสกสรรได้บอกเล่าการดำเนินการของโครงการ และถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตของผู้คนในชุมชนแออัด ช่วงวิกฤติโควิด-19

วิกฤตความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในเรื่องราวที่แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการขาดโอกาสของผู้คนในชุมชนแออัด อย่างกรณีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ มีระบบการจัดการที่ดี สะอาด และปลอดภัย

ในขณะที่พื้นที่หลังกำแพงของหมู่บ้านแห่งนี้ดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อีกฟากของกำแพงคือที่ตั้งของชุมชนแออัด ที่มีกองขยะเต็มไปหมด ทั้งๆที่คนในชุมชนแออัดแห่งนี้คือผู้คนที่อยู่ในสังคมเดียวกันกับหมู่บ้านข้างๆ อาจเป็นแม่บ้านทำความสะอาด คนกวาดถนน หรือคนเก็บขยะ แต่พวกเขากลับมีคุณภาพในสุขภาวะพื้นฐานไม่เท่ากัน

แน่นอนว่าความเหลื่อมล้ำสามารถพบเห็นได้ทั่วกรุงเทพมหานคร และเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะวิกฤติโควิด-19 ที่ Covid Relief Bangkok ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้คนในชุมชน ดังนั้นขั้นตอนและวิธีการดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้โครงการสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและเกิดความยั่งยืน

Covid Relief Bangkok ใช้ข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรจาก Urban Studies Lab ในการลำดับชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยการนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนงานทำให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังมีพาร์ทเนอร์ส่วนกลางอย่าง Socialgiver ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยในส่วนของการรับบริจาค ให้มีความชัดเจนและทราบถึงรายละเอียดของการนำเงินไปใช้ในการดำเนินงานของโครงการ

อาหารประทังชีพ 1 ล้านมื้อ

ในช่วงแรกของการแพร่ระบาดโควิด-19 มีมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการล็อคเดาน์ ปิดโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ การทำงานที่บ้าน การเลิกจ้าง ปรับลดจำนวนคน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของผู้คนในชุมชน

Covid Relief Bangkok จึงจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วนในการรับบริจาคและแจกจ่ายสิ่งของ เช่น หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ทําความสะอาดมือ เจล สบู่ รวมถึงอาหารสําเร็จรูป ให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

Covid Relief Bangkok ได้ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพ ร่วมกันกับศูนย์สุขภาพชุมชนและอาสาสมัครโดยโครงการได้มีความตระหนักในความเสี่ยงต่างๆเป็นสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจึงจัดให้มีมาตรการสำหรับการลงพื้นที่และมีการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานในการดูแลสุขภาพ

เช่น การเคาะประตูแล้ววางของไว้หน้าบ้าน การเว้นระยะห่าง สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า และงดการถ่ายรูปใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งของและอาหารจะเข้าไปถึงครอบครัวที่มีความต้องการในแต่ละชุมชนอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด

อีกทั้ง Covid Relief Bangkok ยังควบคุมระบบการบริจาคให้สามารถตรวจสอบได้ผ่าน QR Code  ที่ถุงยังชีพ เมื่ออาสาสมัครและผู้รับบริจาคสแกน ข้อมูลก็จะถูกจัดเก็บ ทำให้โครงการนำมาใช้วางแผนการแจกจ่ายถุงยังชีพได้ต่อไป โดยตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา Covid Relief Bangkok สามารถเสิร์ฟมื้ออาหารได้มากกว่า 1,000,000 มื้อ ด้วยจำนวนแคลอรี่ 2,000 แคลอรี่ต่อหนึ่งมื้อ จากสิ่งของในถุงยังชีพ

หนทางเยียวยาที่ยั่งยืนกว่า

ถึงแม้ว่าในระยะแรก Covid Relief Bangkok จะเริ่มจากการบริจาคสิ่งของ แต่แนวทางการช่วยเหลือของโครงการนั้นมุ่งเน้นในความยั่งยืน โครงการไม่เพียงแต่พัฒนาศักยภาพของผู้คนในชุมชนแออัดให้สามารถดำรงชีวิตผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปให้ได้ แต่ยังพยายามต่อยอดให้เกิดการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวหลังจากปัญหาโควิด-19 จบลง

โดยการดำเนินงานของ Covid Relief Bangkok ในระยะต่อมาคือ การให้ความรู้ทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดอาชีพของผู้คนในชุมชนแออัด รวมถึงการให้คำปรึกษา ประเมินสุขภาพทางจิต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้คนมากมายกำลังเผชิญอยู่ในสภาวะกดดันเช่นนี้

แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวจากที่เคยขายได้วันละ 1000 บาท กลับขายได้น้อยลงจนบางรายก็ต้องหยุดขายไป และหากรอสถานการณ์ดีขึ้น รอให้โควิด-19 จบลง ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าจะกลับมาขายได้วันละพันเหมือนเดิม ในเมื่อสูตรก๋วยเตี๋ยวยังคงมีอยู่ในมือ แล้วจะหารายได้ในเวลาวิกฤตินี้ได้อย่างไร

Covid Relief Bangkok จึงสร้างคอร์สเรียนหลักสูตรธุรกิจ อีกทั้งร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (CODI) ช่วยพัฒนารูปแบบธุรกิจของผู้คนในชุมชน และสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กหรือเงินช่วยเหลือ

ในส่วนของคอร์สเรียนรู้ด้านธุรกิจ เช่น กลุ่มสอนเรื่องการคำนวณต้นทุน กำไร ได้เข้าไปให้ความรู้กับพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน ให้สามารถวางแผนการซื้อวัตถุดิบสินค้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียนรู้การประหยัดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลกำไร หรือจะเป็นกลุ่มสอนด้านภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย ดึงดูดลูกค้า รวมถึงการสอนทำตลาดออนไลน์ และการขายรูปแบบเดลิเวอรี่ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในยุคโควิด-19

เพื่อสุขภาพจิตและกายที่ดี

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ก่อให้เกิดความกดดันที่เปรียบเสมือนเป็นตัวกระตุ้นปัญหาความเครียดที่สะสมอยู่แล้วของผู้คนในชุมชน เช่น ความเครียดจากการเป็นหนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยสูง บวกกับการขาดรายได้ช่วงนี้จึงไม่มีเงินใช้หนี้ หรือจะเป็นความเครียดที่ต้องเลี้ยงลูก โดยเฉพาะในช่วงที่โรงเรียนปิด ผู้คนในชุมชนต้องแบกรับภาระความกดดันนี้มายาวนานตลอดช่วงการระบาดโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปเช่นนี้

Covid Relief Bangkok ได้ดำเนินการช่วยเหลือด้านสุขภาวะทางจิต ผ่านการอบรมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครลงพื้นที่เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชนแออัด สร้างความไว้วางใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุย ให้คำปรึกษา เพื่อประเมินอาการว่าแต่ละคนมีสภาวะที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ หรืออาจถึงขั้นที่ต้องได้รับการรักษา

จากการคำนึงด้านความเสี่ยงในการลงพื้นที่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตต้องหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 แต่ถึงกระนั้น Covid Relief Bangkok ยังคงพยายามวางแผนหาวิธีแก้ปัญหาอยู่ โดยมองความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดระยะห่างที่เกิดขึ้น และช่วยให้อาสาสมัครสื่อสารกับผู้คนในชุมชนได้อีกครั้ง

ตัวอย่างเรื่องราวจากการลงพื้นที่ของ Covid Relief Bangkok ในชุมชนแออัดย่านบางบอน คุณลุงคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานที่มีความพิการ โดยคุณลุงทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งช่วงโควิด-19 ทำให้งานลดลงและขาดรายได้ คุณลุงเล่าว่าไม่ได้ลำบากมากมายอะไร เพราะบ้านก็อยู่ติดวัด พอจะได้อาหารและของใช้จากวัดอยู่เรื่อย ๆ แต่ปกติคุณลุงต้องพาหลานไปโรงพยาบาลเป็นประจำ จึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาล

อย่างไรก็ตามในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นคุณลุงยิ้มแย้มตลอดเวลา ราวกับว่าตนไม่ได้มีความยากลำบากใดๆ ซึ่งคุณลุงได้เล่าว่าความสุขของลุงมาจากการมีชีวิตอยู่ของหลาน เพราะหมอเคยบอกว่าหลานจะอยู่ได้ไม่เกิน10 ขวบ แต่ตอนนี้หลานอายุมากกว่านั้น แค่นี้ก็หมือนเป็นของขวัญของลุงแล้ว

จะเห็นได้ว่าแต่ละคนประสบปัญหาความยากลำบากแตกต่างกันไป แต่ละคนมีเรื่องราวความทุกข์ยากไม่เหมือนกัน การได้เข้าไปพูดคุยถามไถ่จะช่วยทำให้ Covid Relief Bangkok เข้าใจปัญหาและช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และทำให้เห็นว่าอีกหนึ่งปัญหานอกจากเรื่องธุรกิจหรือการประกอบอาชีพ นั่นคือปัญหาด้านสุขภาพจิต แม้ว่าเชื้อโรคจะแพร่ระบาดและเป็นภัยต่อสุขภาพกาย แต่อย่าลืมว่าการมีสุขภาพจิตที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญในสภาะวะเช่นนี้

การระบาดระลอกใหม่

ประเด็นใหญ่ที่ Covid Relief Bangkok กำลังวางแผนดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ การเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ของคนในชุมชนแออัด อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคนในชุมชนจำนวนมากเป็นดั่งประชากรแฝงที่อยู่นอกระบบการจัดการสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ดังนั้นวัคซีนอาจล่าช้าหรือเข้ามาไม่ถึงคนกลุ่มนี้

Covid Relief Bangkok วางแผนที่จะเก็บรวมรายชื่อ และข้อมูล ของผู้คนในชุมชนแออัด โดยจัดเก็บให้เป็นระบบชัดเจน เพื่อให้สะดวกต่อเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขในการดำเนินการฉีดวัคซีน โดยจะฝึกอบรมอาสาสาสมัครให้เข้าไปให้คำปรึกษาในการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการรับวัคซีน รวมถึงการเก็บรวบรวมรายชื่อด้วยตนเอง และประสานงานกับทางสาธารณสุขชุมชน รวมถึงมองความเป็นไปได้ในการอำนวยสถานที่สำหรับเปิดลงทะเบียนรับวัคซีน

ปัจจุบัน Covid Relief Bangkok ยังคงดำเนินการช่วยเหลือผู้คนในชุมชนแออัด ผู้สูงวัย และผู้มีรายได้ต่ำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระบบที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนไปอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่การก้าวข้ามผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่โครงการยังคาดหวังว่าโควิด-19 จะทำให้สังคมเรามองเห็นปัญหาที่แท้จริง ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างของระบบ โอกาสในการเข้าถึงสิ่งพื้นฐานต่างๆ และหวังว่าผลสำเร็จในการดำเนินงานของ Covid Relief Bangkok จะช่วยสร้างมุมมองดีๆในการช่วยเหลือกันและกัน โครงการที่เกิดจากการรวมตัวกันของมูลนิธิเล็กๆจำนวนหนึ่งยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และถ้าทุกคนร่วมมือกันคงขับเคลื่อนสังคมไปได้ไกลกว่านี้

เรื่อง ภัทราพร ชัยบุตร (โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)

ภาพ เสกสรร รวยภิรมย์


  • วันนี้ เมื่อการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้น ผู้คนกลับมาได้รับผลกระทบและต้องทนทุกข์จากการสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่องจากการว่างงานอีกครั้ง โดยเฉพาะชุมชนเปราะบางรายได้น้อย และชุมชนแรงงานข้ามชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในกรุงเทพฯ
  • โครงการ Covid Relief Bangkok จึงเล็งเห็นถึงความความจำเป็นในการแจกจ่ายอาหารอีกครั้ง จำพวกข้าวสารขนาด 5 กิโลกรัม, ปลากระป๋อง และผลไม้กระป๋อง โดยสามารถจัดส่งมาได้ที่ Bangkok 1899 และสามารถร่วมบริจาคเงินสนับสนุนโครงการได้ทาง Social Giver 

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : โรคระบาด : ราคาจากการทำร้ายธรรมชาติ

เรื่องแนะนำ

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท “วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ” วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2005 […]

Farm to Table กับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

“ตั้งแต่จำความได้ ยุ้ยก็ช่วยที่บ้านทำ การเกษตรกรรม ช่วยทุกอย่างที่เด็กในวัยนั้นสามารถช่วยได้ ตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อมาดูแลพืชผลที่เราปลูก แต่กลับขายได้ในราคาถูกแสนถูก พอเริ่มใช้สารเคมี ยุ้ยเกิดอาการแพ้ แต่ก็ต้องทน สภาพดินเริ่มเสื่อมโทรม ผลผลิตมีปริมาณน้อยลง ฐานะทางบ้านจากที่ไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งแย่ลงไป สิ่งที่สร้างความทรมานทั้งกายและใจที่ครอบครัวยุ้ยต้องเจอคือ สภาวะความเครียด… แต่ก็ต้องก้มหน้าทำต่อไป” นี่คือคำบอกเล่าของคุณญัฐสุดา จั่นบางยาง หรือยุ้ย เจ้าของร้านปลาวัน Farm to Table ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่ครอบครัวของเธอเคยประสบ และปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยบางส่วนกำลังประสบเช่นกัน หลายครัวเรือนจึงเลือกหันหลังให้กับ การเกษตรกรรม ซึ่งเห็นได้จากอัตราส่วนภาคเกษตรกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2562 ลดลงถึงร้อยละ 22 ณ ศาลากลางสระบัวของร้านปลาวัน บรรยากาศยามเช้าตรู่มีลมพัดโชยเบาๆ ปะทะกับผิวกาย อากาศเย็นสบาย รายล้อมด้วยดอกบัวสีชมพูสดใส และปลานิลตัวเขื่องที่แหวกว่ายอยู่ในสระบัว เป็นบรรยากาศที่แสนสบายตรงข้ามกับบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เราจึงเข้าประเด็นถึงเหตุผลที่ครอบครัวของเธอยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม และในปัจจุบันพวกเขามีวิธีการทำเกษตรกรรมอย่างไร จึงส่งผลให้วันนี้ “มีความสุขและความยั่งยืน” ที่ต้องทนทำ การเกษตรกรรม เพราะ… ไม่มีทางเลือกจริงหรือ ตั้งแต่คุณญัฐสุดาจำความได้ สิ่งที่เธอเห็นมาตลอดคือ […]

Go Electric และ Go Green กลยุทธ์ความยั่งยืนของ ปตท. ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทย

ปตท. กำหนดแผนกลยุทธ์ Go Electric และ Go Green วางทิศทางธุรกิจรองรับการผลิตพลังงานสะอาดและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตสำหรับประเทศไทย การตื่นตัวเรื่องมลพิษและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ในตลาดโลกเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการขยับตัวของรัฐบาลทั่วโลก ในการออกนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าคือยานยนต์แห่งอนาคต และขณะนี้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในขณะเดียวกัน ‘ธุรกิจพลังงาน’ ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่จะส่งเสริมให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างแข็งแรง ดังนั้นนอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยที่ต้องปรับตัวแล้ว ‘ธุรกิจพลังงาน’ ในไทยก็ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อเติบโตไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่มีส่วนร่วมในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย  จึงมีการกำหนดแผนกลยุทธ์ชัดเจนเพื่อวางทิศทางธุรกิจ รองรับการผลิตพลังงานสะอาดและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต “เทรนด์พลังงานในอนาคต จะมุ่งไป 2 เรื่อง คือ Go Electric และ Go Green” อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าว ดังนั้นในอนาคต นอกจาก ปตท. จะต่อยอดการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างปิโตรเคมีแล้ว […]

Thailand Corporate Sustainability Symposium: แลกเปลี่ยนและเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนจากผู้นำ

แนวคิด "การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน" เป็นแนวคิดที่หลายองค์กรให้ความสนใจมากขึ้น แม้ว่าไอเดียเรื่องความยั่งยืนจะเกิดขึ้นมานานแล้ว