ดุสิตธานี เรื่องเล่าจากจานข้าวออร์แกนิกถึงก้าวใหม่สู่ความยั่งยืน - National Geographic Thailand

ดุสิตธานี เรื่องเล่าจากจานข้าวออร์แกนิกถึงก้าวใหม่สู่ความยั่งยืน

ดุสิตธานี – ในยุคที่เราอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 นี้ คงจะไม่มีใครเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง รับมือ และปรับตัวได้เท่ากับธุรกิจโรงแรมอีกแล้ว

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลากกระเป๋าเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินขนาดใหญ่เพื่อมาท่องเที่ยวไทยในปี 2562 มีมากถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เหล่านี้ตามมาด้วยคำถามเรื่องการรักษาสมดุลระหว่างการทำธุรกิจและการรักษาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
จนเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในต้นปี 2563 ทุกเที่ยวบินถูกยกเลิก ประชาคมโลกต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านอย่างหวาดหวั่น ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีการชอปปิ้ง ไม่มีกระทั่งการใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนที่เคยทำมา ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด ต้องปลดพนักงาน ลดขนาดกิจการ บ้างก็ต้องขายธุรกิจที่ตัวเองสร้างกับมือทิ้งเพื่อใช้หนี้และหนีตาย แม้เครือโรงแรมขนาดใหญ่จะมีกำไรสะสมและทุนที่แข็งแรงพอที่จะฝ่าความท้าทายนี้ไปได้ แต่ก็ถือว่าเจ็บตัวอยู่ไม่น้อยกับเรื่องนี้

เวลาผ่านมาถึงปี 2565 สถานการณ์ต่างๆ ดูดีขึ้นอย่างชัดเจน เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศเริ่มกลับมาคึกคักสอดรับกับมาตรการของภาครัฐที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดชาวต่างชาติให้มาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

ดุสิตธานี

เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่ชื่อของ ‘โรงแรมดุสิตธานี’ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในฐานะโรงแรมหรูมาตรฐานสากล กับงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เจ้าของตำแหน่งอาคารสูงที่สุดในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก แม้โรงแรมจะปิดตัวลงช่วงปลายปี 2561 แต่เครือดุสิตธานียังคงรักษาตำนานของ ‘สวรรค์ชั้นดุสิต’ ที่หัวถนนสีลมแห่งนี้เอาไว้ พร้อมกับเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโครงการ Dusit Central Park ที่ร่วมพัฒนากับกลุ่มเซ็นทรัล

ทีมงาน NatGeo Thai ไปนั่งจิบกาแฟที่บ้านดุสิตธานี ถนนสีลมและพูดคุยกับ คุณแชมป์ศิรเดช โทณวณิก  กรรมการผู้จัดการ กลุ่มโรงแรมอาศัย และรองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ทายาทรุ่นที่ 3 ที่เชื่อเรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และมุ่งมันที่จะเปลี่ยนผ่านองค์กรไปตู่ตำนานโรงแรมไทยระดับสากลในโลกยุคใหม่

ทำไมคนโรงแรมดุสิตถึงปลูกข้าวกินเอง? และทำไมทีนี่จึงไม่มีเมนูหูฉลามให้ลูกค้าเลือก?

ติดตามคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์นี้กัน

ทุกคนพูดถึงโครงการขนาดใหญ่อย่างดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค ที่นี่จะมีองค์ประกอบเรื่องความยั่งยืนอย่างไร?

โครงการนี้เราออกแบบมาโดยคำนึงถึงตำนานของดุสิตธานีที่มีมายาวนาน เพราะที่นี่คือแลนด์มาร์คของการบริการแบบไทยในสายตาชาวโลก เราจะใช้ทั้งมรดกที่มีและมุมมองที่ทันสมัยขึ้นมาปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เรื่องความยั่งยืนเราก็ทำเยอะ การออกแบบต้องคำนึงถึงชุมชนด้วย ตัวอย่างที่ดีคือ เราจะมีสวยลอยฟ้าข้างบนซึ่งเราเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพรรณมาออกแบบระบบนิเวศตรงนี้ เป็นเหมือนจุดต่อขยายจากสวนลุมพินีมาที่สวนของเรา ให้คนทั่วไปได้เข้ามาใช้พื้นที่ จัดกิจกรรม ทำงานศิลปะ หรือดนตรีก็ได้ เราจะเปิดให้คนเข้ามาได้โดยทั่วไปเพราะเราเชื่อเรื่อง ’Here for Bangkok’ ที่ตั้งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่ดีที่สุดจุดหนึ่งแล้วของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ต้องคิดกันว่าทำอย่างไรเราจะคืนกลับสิ่งดีๆ เหล่านี้ให้เมืองที่เรารักและชุมชนให้เติบโตกับเราได้บ้าง เรื่องนี้เราคิดแต่แรกตั้งแต่ออกแบบโครงการนี้มาเลยครับ

ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค

ผ่านยุคโควิด-19 มาถึงตอนนี้ วิธีคิดเรื่องธุรกิจของคุณแชมป์เปลี่ยนไปหรือไม่?

ผมว่าตอนนี้ตลาดโรงแรมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว แผนธุรกิจก็ต้องตอบโจทย์กับความยั่งยืนด้วยครับ เมื่อก่อนเราทำเยอะทั้งความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และเรื่องอื่นๆ ที่นี่เป็นโรงแรมแรกของไทยนะที่เราปฏิเสธไม่ให้มีเมนูหูฉลาม เราทำมานานแล้วแต่ก็ไม่ได้โฆษณาบอกใคร เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมาทำการตลาดกับเรื่องพวกนี้ ตอนนั้นก็เจอคนบ่นเหมือนกัน บางคนเป็นรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่มาทานข้าวที่ร้านอาหารจีน เขาก็จะถามถึง แต่นี่เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ลองทำแล้วก็เก็บข้อมูล ฟังผลตอบรับทั้งในและนอกองค์กร รวมทั้งคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดด้วย

 

แล้วตัวคุณแชมป์กินหูฉลามหรือไม่?

ผมเคยกินครับ ผมว่าไม่อร่อย ตัวซุปมันอร่อยดีนะ แต่หูฉลามผมว่าไม่อร่อย เนื้อปูยังอร่อยกว่า มันก็เหมือนกินเจลาติน เป็นการกินเพื่อสถานะมากกว่า ตอนนี้ก็บอกที่บ้านให้เลิกกินด้วย อย่างที่ดุสิตธานี่เราไม่ได้เสิร์ฟมานานแล้วครับ

 

คิดว่าโควิด-19 นี่เกิดจากการกระทำที่ไม่ยั่งยืนของมนุษย์ด้วยหรือเปล่า?

ใช่ครับ เป็นเรื่องจริงมากๆ และคิดว่าจะมีเกิดขึ้นอีก คือถ้าเราไปทำลายสิ่งแวดล้อมก็มักจะเจอกับโรคระบาดใหม่ๆ ตามมา ซึ่งก็มาจากในป่า ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ไปที่ที่ไม่ควรไป เราก็จะเห็นไวรัสข้ามสายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ผมคิดว่าโควิดจะไม่ใช่ตัวที่ร้ายที่สุดที่เราจะได้เห็น มันน่าจะเกิดในช่วงชีวิตของผมนี่ล่ะ เราจะเห็นว่าป่าไม้ที่ถูกทำลายในป่าแอมะซอนหรือแอฟริกา สักพักมันก็จะตามมาด้วยโรคระบาด

ดุสิตธานี

ธุรกิจโรงแรมเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างไร?

เกี่ยวเยอะมาก เพราะโรงแรมใช้ทรัพยากรเยอะ ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และทรัพยากรอื่นๆ เราใช้เยอะ คนก็ใช้เยอะด้วย โรงแรมหนึ่งก็มีพนักงานหลายร้อยคนแล้ว ถึงดุสิตจะไม่ใช่เครือโรงแรมที่ใหญ่มาก แต่ช่วงก่อนโควิดเราก็มีพนักงานเป็นหมื่นคน ดังนั้นผลกระทบที่จะเกี่ยวข้องกับคนจึงเยอะไปด้วย การสร้างความเข้าใจเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ ที่โรงแรมมีคนเข้ามาเยอะมาก ทั้งจัดอีเวนต์ แต่งงาน จัดประชุม เราให้บริการคนจำนวนมากเป็นหลายล้านคนต่อเดือน ถือว่าสิ่งที่เราทำนั้นเกี่ยวกับคนในวงกว้าง เราจึงต้องคิดโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างการรับรู้ทั้งในและนอกองค์กรด้วย

 

เครือดุสิตธานีปรับใช้การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างไร?

เราทำ แต่ไม่ใช่ทุกโรงแรมที่เราทำเรื่องนี้ในระดับที่เท่ากัน บางที่เราก็ทำมาก บางที่เราก็เพิ่งเริ่ม ต้องผลักดันต่อไป เรามีโรงแรมสี่สิบกว่าโรงในเครือ จะให้ทุกโรงมาเปลี่ยนทันทีก็เป็นไปไม่ได้ พื้นที่ของแต่ละโรงก็ไม่เหมือนกัน อย่างที่หัวหินพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ มีทั้งโรงแรม มีทั้งเกษตรอินทรีย์ มีคอกม้า เล้าไก่ เราปลูกข้าวเอง เราทำมานานแล้วและสนับสนุนชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเขาทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ชวนเขามาช่วยทำฟาร์มให้เรา บางโรงแรมอย่างที่พัทยาก็เพิ่งเริ่มทำ หรืออย่างที่มัลดีฟส์เราก็มีฟาร์มออร์แกนิกมานานแล้ว เราขายประสบการณ์พวกนี้ให้ลูกค้าโดยที่คำนึงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรมในการทำธุรกิจมากขึ้น

เรื่องธุรกิจสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยวเราก็สามารถเชื่อมโยง ช่วยประชาสัมพันธ์กับลูกค้าเราได้ แต่ถ้าเป็นอะไรที่ต้องไปบังคับสัตว์เพื่อสร้างความบันเทิงให้เรา เราไม่ทำ เราสื่อสารในทุกโรงแรมของเราทั้งหมดไปจนถึงโรงแรมที่อเมริกา กวม ตะวันออกกลาง ว่า อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้บ้าง ก็ต้องมาดูด้วยว่าอันไหนเป็นสัตว์ป่า อันไหนเป็นสัตว์เลี้ยง อย่างบางที่ให้ขี่อูฐ อันนี้ก็ทำได้ แต่ถ้าไปบังคับหรือทารุณสัตว์จะไม่ได้ เรามีกรอบการทำงานที่ชัดเจนมาก สวนสัตว์หลายที่มีโครงการอนุรักษ์สัตว์ที่ดี เราก็ช่วยเขาบอกต่อ

อีกเรื่องที่ภูมิใจคือเราอยากช่วยชาวนา ก็เลยจัดกระบวนการด้านการจัดซื้อใหม่เพื่อเป็นการซื้อข้าวโดยตรงกับชาวนาเอง แทนที่จะผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเขามักจะกดราคาผู้ผลิต ถ้าเราสามารถจ่ายเงินให้ชาวนาได้เต็มๆ  100 เปอร์เซนต์ได้ มันเหมือนเราไปช่วยเขาให้หลุดจากวงจรที่ยากลำบาก ถ้าเราสามารถช่วยระดับฐานรากให้มีชีวิตดีขึ้นได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นด้วย

ซื้ออะไรจากเกษตรกรบ้าง?

โรงแรมในเครือดุสิตทุกโรงจะซื้อข้าวออร์แกนิกตรงจากชาวนาหมดเลย เราคิดว่าน่าจะเป็นเครือโรงแรมแรกๆในไทยที่ข้าวของเราเป็นออร์แกนิกที่ซื้อตรงแบบนี้ เราไม่ได้เสิร์ฟแค่แขกที่มาพักอย่างเดียวนะครับ พนักงานของเราก็ได้กินด้วย เรามีข้าวที่ปลอดสารเคมี คุณภาพดีให้กับคนทุกคน เรากำลังจะทำกับผักด้วย คือถ้าเราไปซื้อข้าวโดยตรงไม่ผ่านคนกลางอาจจะได้ราคาถูกกว่าที่เราคิดเสียอีก เราเป็นโรงแรมไทยและข้าวก็เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนวัฒนธรรม วิถีชุมชนของไทย ในเมื่อเราต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำมันได้ช่วยชุมชน พนักงานก็กินของที่มีประโยชน์กับร่างกาย ทำให้เข้าใจว่าทำไมดุสิตธานีต้องใส่ใจเรื่องพวกนี้

ที่หัวหิน เราก็ชวนชุมชนของเกษตรมาช่วยสอนพนักงานของเรา ตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าจะทำดีหรือเปล่า ทำแล้วงานก็ถือว่าเพิ่มขึ้นนะ เราก็เรียนรู้กันเอง จากแปลงหนึ่งก็เป็นสองแปลงตอนนี้เป็นหลายสิบแปลงแล้ว มีทั้งข้าว เล้าไก่ ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก เขาก็เห็นว่าที่เขาออกแรงกันไปไม่เสียหลาย ได้กินผักสลัดบาร์ที่ปลูกกันเอง ทั้งอร่อย กรอบและหวานกว่า มันก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองเขาได้

ดุสิตธานี

อนาคตของโรงแรมดุสิตธานีบนเส้นทางยั่งยืนจะเป็นอย่างไร?

เราทำอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการตีความคุณค่าใหม่ของเราใหม่ ที่ผ่านมาเราบอกว่าเราคือ Graciousness Hospitality (ผู้เขียน : การบริการด้วยน้ำใจและมิตรไมตรี) เป็นการบริหารแบบไทยๆ ขายความเป็นไทย แต่พอมาถึงยุคนี้ที่ขับเคลื่อนโดยคุณศุภจี สุธรรมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ เราก็ตีโจทย์กันใหม่โดยมองว่า Dusit’s Graciousness คืออะไร อยากทำให้จับต้องได้ เข้าใจร่วมกัน ก็เลยทำ 4 องค์ประกอบหลักนั่นคือ การบริการแบบเฉพาะตัว (Personalised Services) การให้บริการต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเยอะหน่อย อย่างโรงแรมอาศัยจะก็เน้นเรื่องระบบลีน (Lean Operation) เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทั้งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้ในการต้อนรับแขก ส่วนที่ดุสิตธานีจะเน้นสัมผัสและประสบการณ์ที่ดีจากมนุษย์ (Human Touch) อยู่

ส่วนที่สองคือ ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็นหมุดหมายใหม่ของธุรกิจเราซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก โจทย์คือการตรวจสอบคาร์บอนในองค์กรยังทำได้ยาก ไม่ใช่มาดูแค่ว่าเราใช้ไฟ ใช้น้ำเท่าไหร่นะครับ แต่ต้องดูขนาดว่าพนักงานเราเดินทางมาทำงานอย่างไร ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ ถ้าเรามีโครงสร้างที่ชัดเจนแล้ว เราก็เอาไปใช้กับที่อื่นได้ ตอนนี้เราก็ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญกันอยู่

ส่วนที่สามคือ สุขภาวะที่ดี (Wellness) เรื่องสุขภาพสำคัญมากครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องทำให้การใช้ชีวิตนั้นสุขสงบและมีความหมายด้วย และส่วนสุดท้ายคือการเชื่อมโยงกับชุมชน (Local Connection) เราคิดว่าการที่มีโรงแรมของเราอยู่ตรงไหน สิ่งที่เราทำก็จะเกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆค่อนข้างเยอะ เราอยากให้ความสำคัญกับพวกเขาด้วย

ทั้ง 4 เรื่องนี้ทำงานเชื่อมโยงกัน วันข้างหน้าก็อาจจะมีแพลตฟอร์มที่ชวนเชฟท้องถิ่นมาทำอาหารที่โรงแรม หรือเชิญพ่อค้าแม่ค้าละแวกนั้นมาตั้งบูธขายของโดยไม่เก็บเงินค่าพื้นที่ มีกิจกรรมให้ทำ มีเวิร์คชอปและกิจกรรมอีกเยอะเลย มันคือการสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจให้กับผู้ที่มาพักโรงแรมเราด้วย

ดุสิตธานี

ดูท่าทางคุณแชมป์จะจริงจังกับเรื่องนี้พอสมควร?

นี่เป็นอะไรที่ผมอยากทำมานานแล้ว ชีวิตส่วนตัวผมก็ทำเรื่องนี้ด้วย อย่างที่บ้านตอนนี้จะมีวิธีจัดการขยะของเสีย เรามีเครื่องแปลงของเสียจากอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยและผมก็เอาปุ๋ยไปให้โรงแรมใช้ อย่างโรงแรมอาศัย (Asai) เขาก็ใช้ประโยชน์ได้ ทุกวันนี้ขยะเปียกในบ้านผมจะไม่มีเลย มีแต่ขยะแห้ง ดังนั้นการใช้ถุงพลาสติกก็จะน้อยลง ตอนนี้ผมก็เปลี่ยนมาขับรถไฟฟ้าแล้ว อีกหน่อยจะติดโซลาร์เซลล์ที่บ้านด้วย นอกจากนี้เราจำกัดการใช้พลาสติก ที่โรงแรมดุสิตธานีจะเห็นการใช้พลาสติกน้อยมาก อาจจะมีบ้าง แต่ก็พยายามให้มีน้อยที่สุด กระทั่งของเล่นลูกผมยังไม่ใช้พลาสติกเลย ซื้อเป็นชิ้นงานไม้และพยายามปลูกฝังเขาเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก

เรื่อง มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา

 

อ่านเพิ่ม กบหม้อต้ม เสื้อหนาวที่ไม่ได้ใส่ และเป้าหมายความยั่งยืน ของ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ เบอร์ 1 SCG

เรื่องแนะนำ

เป็นคนใหม่ด้วยการจัดระเบียบบ้าน เพื่อลดขยะทุกประเภทในชีวิตแบบ มาริเอะ คนโดะ

ขณะที่ครอบครัวหนึ่งกำลัง “จัดระเบียบ” ภายในบ้าน พวกเขาพบว่ามีพลาสติกเหลือใช้จำนวนมาก ที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งจริงๆ แล้วกองพลาสติกเหล่านี้สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้ Rachel Friend และครอบครัวของเธอ พบกับปัญหาในการจัดสิ่งของระเกะระกะในบ้าน ทั้งสามีและลูกทั้งสองถือเป็นสิ่งวิเศษในชีวิตของเธอ มีเพียงบางครั้งที่เธอรู้สึกว่ามันช่างดูวุ่นวายและหยุ่งเหยิงไปหมด เธอมองหาคนที่จะช่วยจัดการกับเรื่องการจัดระเบียบ ดูแลเด็กและทำงานบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง มาริเอะ คนโดะ ซึ่งเรื่องราวชีวิตของเธอได้ถูกหยิบยกมาทำซีรีย์สารคดีการเดินทางของเธอ ที่ฉายบนรายการโทรทัศน์ ชื่อว่า “จัดบ้านเปลี่ยนชีวิตกับ มาริเอะ คนโดะ” (Tidying Up with Marie Kondo) ที่เผยแพร่ทางช่องทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สาวชาวญี่ปุ่น มาริเอะ คนโดะ ได้ช่วยคนทั่วโลกในเรื่องการกำจัดสิ่งของไม่จำเป็นออกจากบ้านและชีวิตของพวกเขา เมื่อปี 2014 หนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว (The life-changing magic of tidying up) ของเธอมียอดขายมากกว่า 1.5 ล้านเล่ม และรายการทีวีของเธอมีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและเพื่อนของเธอที่อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส ได้เล่าเรื่องราวมากมายในชีวิตของพวกเขา “นี่คือประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สิ่งนี้ทำให้พวกเรามีสติมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต” เธอกล่าว […]

Heidelberg ทำไมเมืองในเยอรมนีแห่งนี้ จึงไม่ต้อนรับรถยนต์อีกต่อไป

Heidelberg หนึ่งในเมืองแถวหน้าของการเคลื่อนไหวเพื่อต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 160,000 คน ได้แสดงให้เห็นว่าเมืองที่แทบไร้ยานยนต์ในอนาคตจะหน้าตาเป็นอย่างไร จากการเป็น 1 ใน 6 เมืองของยุโรปที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิก โดย C40 Cities องค์กรสนับสนุนนโยบายเมืองที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศในอนาคต เป้าหมายของนายกเทศมนตรีเอ็คคาร์ด เวิร์ซเนอร์ (Eckart Würzner) คือทำให้เมืองลดการพึ่งพารถยนต์ไม่ว่าเชื้อเพลิงที่ใช้จะมาจากแหล่งใดก็ตามโดยไฮเดลเบิร์กกำลังจัดซื้อรถบัสพลังงานไฮโดรเจนสร้างเครือข่ายทางหลวงของจักรยานในเขตชานเมืองอีกทั้งยังดีไซน์ชุมชนที่รองรับการสัญจรทางเท้าแทนยานพาหนะ นายกเทศมนตรีเวิร์ซเนอร์ออกนโยบายสนับสนุนชาวเมืองที่เลิกใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยให้สิทธิขึ้นรถขนส่งสาธารณะแบบไม่ต้องเสียเงินเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี นอกจากนี้เขายังออกนโยบายมอบเงินสนับสนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เป็นมูลค่ากว่า 1,000 ยูโร (38,000 บาท) และให้เพิ่มอีก 1,000 ยูโรหากติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน ไฮเดลเบิร์กเป็นหนึ่งในเมืองแถวหน้าของการเคลื่อนไหวด้านภูมิอากาศที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางประชาคมทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเมืองในสหรัฐอเมริกาอย่างพอร์ตแลนด์รัฐออริกอนไปจนถึงหลายๆเมืองในยุโรปอย่างโรมลอนดอนและปารีส เมืองเหล่านี้กำลังวางแผนจำกัดการจราจรโซนใจกลางเมือง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของพื้นที่ปลอดยานพาหนะและปลอดมลพิษในช่วงทศวรรษหน้า ในขณะเดียวกัน บางเมืองอย่างสต็อกโฮล์ม และสตุ๊ตการ์ท ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Mercedes-Benz ได้ออกกฏหมายระงับการใช้รถยนต์ดีเซลแบบเก่า ซึ่งสร้างมลพิษอย่างมากไปแล้วถาวร หนึ่งในมาตรการที่จะทำให้ การเป็นเมืองปราศจากรถยนต์ของไฮเดลเบิร์กสำเร็จ คือ การสร้างสะพานข้ามตึกต่างๆ ให้ผู้ขับขี่จักรยานใช้ได้อย่างอิสระ พร้อมกันนั้นยังได้ออกนโยบายลดการใช้พลังงานในอาคารในเมืองอย่างเข้มข้น ตลอด 5 […]

Notpla สตาร์ตอัปที่สร้างบรรจุภัณฑ์กินได้ เพื่อโลกใหม่แห่งเดลิเวอรี่ไร้ขยะพลาสติก

Notpla สตาร์ตอัปจากลอนดอนกับการสร้างบรรจุภัณฑ์จากสาหร่ายทะเล ที่มนุษย์กินได้ ย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติ และแก้ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก รู้ไหม มากกว่าครึ่งของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดบนโลก ถูกใช้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะ Notpla คือสตาร์ตอัปจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่คินค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัตถุดิบอย่างสาหร่ายและพืช ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 4-6 สัปดาห์ ไม่สร้างขยะอายุหลายร้อยปีอย่างบรรจุภัณฑ์พลาสติก ย้อนกลับไปในปี 2014 Notpla เริ่มต้นขึ้นด้วยโปรดักต์ชิ้นแรกของพวกเขา “Ooho” ซึ่งเป็นหยดน้ำที่สามารถกินได้ ในตอนนั้นการผลิตของ Ooho ถูกทำขึ้นด้วยมือ ในช่วงระหว่าง 6 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีเพื่อผลิตหยดน้ำเหล่านี้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้คิดค้นสารเคลือบและฟิล์มที่ย่อยสลายได้ที่บ้าน สิ่งที่สตาร์ทอัป Notpla ทำอยู่คือคำตอบให้กับยุคโควิด-19 ที่การสั่งอาหารแบบ Take-Away และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว Ooho หยดน้ำกินได้ ผลงานชิ้นแรกของ Notpla Ooho เป็นโปรดักต์ชิ้นแรกของ Notpla มันคือบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่ยืดหยุ่นได้ Ooho สามารถผลิตได้หลายขนาดตั้งแต่ 10 มล. – 100 มล. มันถูกสร้างจากสารสกัดของสาหร่ายทะเลและพืชซึ่งทั้งหมดสามารถกินได้ […]

2 สร้าง 2 เก็บ: โมเดลพลิกความแห้งแล้งสู่แหล่งน้ำยั่งยืนแห่งชุมชนรอบเขายายดา จ.ระยอง

จากชุมชนที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้งเมื่อ 20 ปีก่อน ทุกวันนี้ ชุมชนแห่งเดียวกันนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวชาวบ้านอย่างยั่งยืน พวกเขาทำได้อย่างไร เมื่อราว 20 ปีก่อน ชุมชนรอบเขายายเป็นพื้นที่แห่งความแห้งแล้ง ชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ พื้นที่ป่าเป็นป่าดิบแล้งที่เคยผ่านการทำสัมปทานป่าไม้ ประสบกับปัญหาไฟป่าคุกคามหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้เกิดพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม นอกจากนี้ การรุกพื้นที่ป่าเพื่อแห่ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ทำให้ดินในพื้นที่ป่าไม่สามารถดูดซับน้ำ ประกอบกับลักษณะภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล  และเป็นดินทรายที่มีลักษณะการกักเก็บน้ำต่ำ ทำให้เมื่อถึงหน้าฝน น้ำฝนที่ตกลงมากลายเป็นน้ำผิวดินที่ไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้ง ทำให้ไม่มีน้ำกักเก็บเพื่อทำการเกษตร และลุกลามไปถึงการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน ปัญหาการขาดแคลนน้ำส่งผลกับวิถีชีวิตการเกษตรของชุมชนรอบเขายายดา ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่ของประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ สัปปะรด ลองกอง เมื่อไม่มีน้ำเพื่อลดผลผลิต ชาวบ้านต่างขาดรายได้หลักที่นำมาหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ เปลี่ยนชุมชนเขายายดาจากความแห้งแล้งสู่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ วันดี อินทรพรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง ในฐานะผู้นำชุมชน ย้อนรำลึกถึงความทุกข์ยากของลูกบ้านที่เกิดจากภายแล้งในครั้งนั้น […]