Energy Observer เรือไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว

Energy Observer เรือไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว

เรือ Energy Observer ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน ไม่ง้อน้ำมัน แล่นรอบโลก 7 ปี มาไทยแล้ว มุ่งพิสูจน์พลังงานทดแทนแห่งอนาคตเป็นไปได้

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 เรือ Energy Observer เรือยอชต์เดินสมุทรสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือต้นแบบแห่งอนาคตที่มุ่งใช้พลังงานทดแทน โดยไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เช่นน้ำมัน ได้มาเทียบท่าที่เมืองพัทยา ประเทศไทย แล้ว หลังจากออกเดินทางครั้งแรกจากประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2560 (2017) เป็นต้นมา
หลังจากนั้น เรือ Energy Observer ได้เริ่มต้นภารกิจเดินทางรอบมาแล้วกว่า 48,000 ไมล์ทะเล และแวะพักตามท่าเรือมาแล้วกว่า 71 แห่งในกว่า 40 ประเทศ รวมถึงที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ในฐานะห้องทดลองทางสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นเพื่อผลักดันเทคโนโลยีเกี่ยวกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รับการสนับสนุนจากนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส
Energy observer
เรือ Energy Observer พัฒนามาจากเรือคาตามารันซึ่งในอดีต ต่อขึ้นครั้งแรกในปี 1983 เพื่อใช้ในการแข่งขันเรือ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเรือที่แล่นได้เร็วที่สุดในโลก และได้รับปลุกให้คืนชีพขึ้นมาใหม่ในฐานะเรือพลังงานสะอาดที่จะเป็นต้นแบบให้กับการออกแบบและสร้างยานพาหนะเพื่อการสัญจรทางน้ำได้อีกหลายลำในอนาคต
เรือ Energy Observer เป็นเรืออัจฉริยะที่แล่นโดยไม่ก่อมลพิษแก่โลกผ่านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมหรือกระแสน้ำ โดยมีจุดที่พิเศษคือความสามารถในการกักเก็บพลังงานไว้ในรูปของไฮโดรเจนที่มาจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เรือลำนี้แล่นได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์
Energy Observer
โดยพลังงานที่ขับเคลื่อนเรือลำนี้มาจากพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานไฮโดรเจนจากน้ำทะเล โดยพลังงานแต่ละส่วนจะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเรือ ดังนี้
– พลังงานลม จะใช้ใบเรือ Oceanwings ที่มีการออกแบบโดยเฉพาะในลักษณะคล้ายกับปีกของเครื่องบิน ควบคุมได้อัตโนมัติจากเซ็นเซอร์ลมที่ติดตั้งบนเรือ ซึ่งนอกจากการเอาพลังงานลมที่มาปะทะเพื่อใช้ขับเคลื่อนตามแบบดั้งเดิมได้แล้ว ข้อมูลจากเซ็นเซอร์สามารถนำมาใช้คำนวนการใช้พลังงานจากพลังงานโซลาร์และพลังงานไฮโดรเจนในขณะเดินทาง เพื่อกำหนดเส้นทางและความเร็วในการแล่นเรือที่เหมาะสมผ่าน การใช้พลังงานส่วนอื่นๆ ในตัวเรืออย่างมีประสิทธิภาพ
Energy Observer
– พลังงานแสงอาทิตย์ บนตัวเรือจะมีการติดตั้งแผงโซชาร์เซลล์ในหลากหลายรูปแบบแนบติดไปเกือบทั่วพื้นที่เรือ เพื่อเก็บพลังงานในการขับเคลื่อนเรือด้วยระบบไฟฟ้าซึ่งในไปใช้การใช้แบตเตอรี่ Li-Ion ซึ่งอยู่บนเรือ คล้ายกับการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนำไปใช้ในระบบการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งดูดจากน้ำทะเลใต้ลำเรือ เพื่อใช้ในการผลิตไฮโดรเจน ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญอันเป็นจุดเด่นของเรือลำนี้
.
– พลังงานไฮโดรเจน ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเหลือลำนี้ เทคโนโลยี Toyota Fuel Cell ที่ร่วมพัฒนาโดยโตโยต้า บริษัทยานยนต์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้เรือสามารถผลิตพลังงานและกักเก็บได้เองในรูปแบบไฮโดรเจนที่มาจากน้ำทะเล อันเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้เรือลำนี้แล่นได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์ บนเรือมีเครื่องแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทะเล ก๊าซไฮโดรเจนที่ได้จะถูกส่งไปเก็บไว้ในถังเก็บที่อยู่ส่วนทั้งสองข้างเรือทั้งหมด 8 ถัง รวมความจุ 332 ลิตร และนำไปขับเคลื่อนเรือต่อไป
Energy Observer
อนึ่ง พลังงานไฮโดรเจนสามารถให้พลังงานมากกว่าแบตเตอรี่มากถึง 7.35 เท่า ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นพลังงานขับเคลื่อนยานพาหนะเช่นรถยนต์ เรือ หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน ใช้ควบคู่กับพลังงานโซลาร์เซลล์ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ทำให้เกิดการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้อย่างยั่งยืน
ด้วยนวัตกรรมดังกล่าวนี้ ทำให้เรือEnergy Observer เป็นเรือต้นแบบที่ใช้พลังงานสะอาดแห่งอนาคต ‘ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราสามารถนำพลังงานแห่งอนาคตมาใช้ได้ในปัจจุบัน และการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจังและยั่งยืนโดยไม่ก่อมลพิษเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ
เรือลำนี้มีแผนเดินทางรอบโลกเป็นระยะเวลา 7 ปี โดยจะแวะพักตามท่าเรือสำคัญๆ เพื่อพบปะกับสตรีและบุรุษผู้อุทิศแรงกายแรงใจให้กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อโลก
โดยในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2565 นี้ สมาชิกของเรือจะพำนักที่ประเทศไทยเพื่อถ่ายทำเรื่องราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยาของประเทศไทย โดยเจาะลงไปที่นโยบายด้านพลังงานของไทยที่มุ่งเน้นในเรื่องการลดการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเอเชีย” ด้วยการพลิกโฉมระบบไฟฟ้าและการลงทุนอย่างมหาศาลในด้านพลังงานทางเลือก
ในเวลาเดียวกัน กรุงเทพฯ ก็มุ่งมั่นที่จะเป็น “เมืองหลวงแห่งการขนส่งระบบไฟฟ้าของเอเชีย” ที่มีปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 1 ล้านคันภายใน พ.ศ. 2568 และ 15 ล้านคันภายใน พ.ศ. 2578 ตลอดจนมีการให้บริการเรือไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับการเดินทางในเมืองหลวงแห่งนี้
ทั้งยังมีการนำพลังงานทางเลือกทุกรูปแบบและทุกความเป็นไปได้มาใช้เพื่อลดความจำเป็นในการนำเข้าพลังงานฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นสวนกังหันลม โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด โซลาร์ฟาร์ม หลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ทศวรรษที่สำคัญของประเทศไทยและการพัฒนาทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้เองที่เรือEnergy Observer ประสงค์จะถ่ายทอดออกมาในช่วงของการเดินทางล่องเรือรอบโลก
กำหนดการเดินทางของเรือEnergy Observer ในประเทศไทย
พัทยา วันที่ 25-29 เมษายน พ.ศ. 2565
หัวหิน วันที่ 1-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
เกาะสมุย วันที่ 23-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถ้าใครได้เห็นเรือลำนี้ก็โบกมือไม้โบกมือทักทายกันได้นะครับ
.
National Geographic Thailand ได้รับการสนับสนุนการเดินทาง ภาพถ่ายและข้อมูลของเรือEnergy Observer จาก Accor ประเทศไทย

 


อ่านเพิ่มเติม The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

เรื่องแนะนำ

Lightyear 0 รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ประสิทธิภาพสูง

Lightyear 0 รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ประสิทธิภาพสูง ชาร์จหนึ่งครั้งขับได้หลายเดือน บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์เปิดตัว รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ในสไตล์ล้ำยุค ซึ่งมีแผงโซลาร์เซลล์ห้าตารางเมตรอยู่บนหลังคาและฝาครอบเครื่องยนต์ จากการชาร์จพลังด้วยแสงอาทิตย์ทำให้ขับรถได้ระยะไกลถึง 70 กิโลเมตร โดยต้นทุนของรถหนึ่งคันอยู่ที่ 250,000 ยูโร หรือประมาณ 9.3 ล้านบาท ทาง Lightyear ต้องการพัฒนารถรุ่นที่สามารถขายได้ในตลาดกระแสหลักภายในสามปี ซึ่งมีราคาลดลงมาอยู่ที่คันละ 30,000 บาท หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท การออกแบบสไตล์ “องค์รวม” ทำให้รถขับได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จ ระหว่างที่แผงโซลาร์เซลล์ชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าในขณะที่ขับหรือจอดรถอยู่ข้างนอก .จากการทดสอบขับรถ เมื่อสภาพอากาศมีเมฆปกคลุมหรือแสงอาทิตย์น้อย รถยนต์มีแบตเตอรี่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำรองได้ จากระยะทางที่ใช้เดินทางเฉลี่ยวันละ 35 กิโลเมตร รถสามารถขับได้นานถึงสองเดือนโดยการชาร์จหนึ่งครั้ง ส่วนประเทศที่มีสภาพอากาศสดใส อาจจะชาร์จพลังงานแค่หนึ่งครั้งในเจ็ดเดือน ในอนาคต รถยนต์จาก Lightyear จึงอาจเป็นวัตกรรมทางเลือกแทนรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สืบค้นและเรียบเรียง กานต์ ศุภนภาโสตถิ์ Photograph by lightyear.one  

เวิร์คช็อประบบนิเวศชายฝั่งแบบใหม่จาก Nat Geo เรียนรู้เล่าเรื่องด้วยศิลปะดิจิทัล

ครั้งแรกของเวิร์คช็อปเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพชายฝั่งผ่านศิลปะดิจิทัล โดย National Geographic ที่ได้วิทยากรระดับนานาชาติมารวมตัวกัน ทั้งช่างภาพและนักชีววิทยาชาวไทยที่ได้รับเลือกเป็นนักสำรวจของ National Geographic (National Geographic Explorer) ตัวแทนกลุ่ม Emerging Island องค์กรศิลปะจากฟิลิปปินส์ และศิลปินภาพประกอบดิจิทัลมือรางวัล โดยมีกลุ่มนักศึกษาสาขา Communication Design วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) สมัครเข้ามาร่วมเวิร์คช็อป ที่ชวนให้เข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพชายฝั่งตั้งแต่ในมหาสมุทรถึงชุมชนชายฝั่งด้วยการทำภาพประกอบดิจิทัล ที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ผลกระทบที่เกิดจากมนุษย์ และหนทางที่เราเลือกที่จะทำเพื่อปกป้องมหาสมุทรและชายฝั่งได้ ขอเล่าให้ฟังก่อนว่าปีนี้ National Geographic มาร่วมกิจกรรมใน Sustainability Expo 2022 แบบครบวงจร คือมีทั้ง เวทีเสวนา Postcards from Planet Possible, Impact Storytelling เวิร์คช็อป และการฉายภาพยนตร์สารคดี ซึ่งล้วนมาแนวคิดเชื่อมโยงกัน สำหรับเวิร์คช็อปที่ชื่อว่า Once Upon A Time Coastline นี้ ผ่านการเตรียมงานมาร่วมเดือน เหล่าวิทยากรซึ่งประกอบด้วย […]

ฟาร์มปลาในร่มสูงแปดชั้นของสิงคโปร์

ฟาร์มปลา ในอาคารสูง 8 ชั้นในสิงคโปร์ จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลเพื่อคนท้องถิ่น ฟาร์มปลา หรือระบบเลี้ยงปลาในอาคารเป็นความพยายามที่จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กๆ ในเร็วๆ นี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทอะพอลโลอะควาคัลเจอร์กรุ๊ป กำลังจะเปิดดำเนินการฟาร์มปลาแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ฟาร์มแห่งนี้จะมีความสูงแปดชั้น ตัวแทนของบรษัทกล่าวว่า ความแตกต่างไม่ใช่แค่การก่อสร้างฟาร์มในแนวตั้งเท่านั้น ฟาร์มของพวกเขายังแตกต่างจากคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอีกด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงของฟาร์มแนวตั้งแห่งนี้สามารถเพาะเลี้ยงและสร้างผลผลิตได้ทั้งปลาเก๋าพันธุ์ผสม ปลาเทราต์ และกุ้ง ได้ถึง 3,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงของปลาหนึ่งตัวกับปริมาณน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยง ที่นี่มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟาร์มสัตว์น้ำอื่นๆ ในประเทศอาเซียนถึง 6 เท่า โครโน ลี สื่อสารองค์กรของบริษัทอะพอลโลฯ กล่าว ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทหวังที่จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในแผนการความพยายามเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 90 ตามที่ Ethan Chong Yih Tng วิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท กว่าว่า การทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวตั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการริเริ่มสำคัญที่สิงคโปร์กำลังมองหา เพื่อบรรลุนโยบาย “30 คูณ 30” ที่พยายามตั้งเป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยผลิตอาหารในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการโภชนาการของประชากรภายในปี 2030 […]

World Economic Forum กับความยั่งยืน ในวันที่สงครามบดบังความเป็นไปของสิ่งแวดล้อม

เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อลหม่านและสับสนจนไม่รู้ว่าวาระไหนคือวาระใหญ่กันแน่ เพราะทุกเรื่องดูจะคอขาดบาดตายกันหมด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤติเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องหลายปี หรือสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนในยูเครน การประชุมใหญ่ประจำปีของ World Economic Forum เป็นอีกหนึ่งเวทีที่พอจะตอบคำถามนี้ได้ ผู้นำสูงสุดของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ซีอีโอ ผู้บริหารจากกลุ่มผู้มั่งคั่ง 1% ของโลก ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดและจิตวิญญาณ กลุ่มคนรุ่นใหม่รวมทั้งนักเคลื่อนไหวทางสังคมนับพันคนจะรวมตัวกันทุกปีที่ Davos Congress Centre เมืองดาวอส เมืองตากอากาศเล่นสกีอันแสนจะเรียบง่ายทางภาคตะวันออกของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเวทีนี้จัดต่อเนื่องมายาวนานมากกว่า 50 ปีแล้ว ผู้เขียนในฐานะนักเขียนของ NG Thai และนักข่าวไทยเพียงรายเดียวที่ลากกระเป๋าเดินทางหนักอึ้งจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเดินว่อนในเมืองดาวอสเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ปลายทางคือการค้นหาแรงบันดาลใจที่ตื่นเต้นจากวิถีของบุคคลระดับโลกที่มานั่งถกกันเพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประชากรอีกหลายพันล้านคนบนดาวดวงนี้ และยินดีที่จะบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รวมทั้งความยั่งยืนที่จับต้องได้จากงานนี้ด้วยตัวเอง   สวิตเซอร์แลนด์เปิดประเทศ วิถีชีวิตเดิมที่ไม่เหมือนเดิม แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 จะ ’ดูเบาลง’ โดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตกที่ตอนนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เท่าไหร่แล้ว แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากนักว่าตอนนี้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ เพราะทางผู้จัดงานยังขอให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนส่งผลตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าร่วมงาน 72 ชั่วโมง และต้องตรวจเชื้อโควิด-19 ก่อนรับบัตรเข้างานเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ขณะที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของสวิตเซอร์แลนด์เอง (เดือนพฤษภาคม) ไม่ได้ขอให้ผู้เดินทางแสดงเอกสารใดๆเกี่ยวกับการรับวัคซีนหรือการรักษาโรคโควิต-19 ทั้งสิ้น เดินทางเข้าประเทศได้ตามปกติ […]