ปราสาทพระวิหาร : ปราสาทหินอันทรงคุณค่าบนชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์
สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร

เรื่องและภาพถ่าย: เจนจบ ยิ่งสุมล

การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

………………………………

เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ จุดนี้ในฤดูหนาว มันคือจุดชมทะเลหมอกที่งามงดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

จากผามออีแดง เดินลัดเลาะไปตามเชิงผา และลานหิน เพื่อสำรวจแหล่งตัดหิน ตื่นตะลึงกับภาพทวยเทพ 3 องค์ที่ถูกบรรจงแกะสลักนูนต่ำ ที่เชิงหน้าผาอันน่าอัศจรรย์ รวมทั้งสถูปคู่อันน่าพิศวงในความหมายของการสรรสร้างมันขึ้นมา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

เมื่อผ่านรั้วกั้นเขตพรมแดนเข้าไป เพื่อเดินทางสู่เชิงบันไดขั้นแรก เป็นโบราณสถานอันยิ่งใหญ่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นบนส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ที่กางกั้นพรหมแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของปราสาทพระวิหารคือ ณ จุด 14 องศา 23 ลิปดา 28.26 ฟิลิปดาเหนือ 104 องศา 40 ลิปดา 48.92 ฟิลิปดาตะวันออก เทวสถานแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยความยากลำบากแสนสาหัสจากมันสมอง และหยาดเหงื่อแรงกายของมวลมนุษย์นับพันนับหมื่น เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้ประจักษ์ได้ถึงพลังแห่งศรัทธาอันเกริกไกร

ตามความเชื่อของชาวขอมในสมัยโบราณกาล มีการยกย่องให้ปราสาทแห่งนี้เปรียบประดุจดัง “ศรีศิขรีศวร” อันมีความหมายถึง…”ภูเขาแห่งพระอิศวร” เป็นที่ประดิษฐานศิวะลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ ชาวกัมพูชาเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “เปรี๊ยะวิเฮียร์” หรือพนมพระวิหาร การก่อสร้างเทวสถานแห่งนี้ สร้างก่อนการกำเนิดกรุงสุโขทัยราว 200 ปี ตรงกับสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 คือระหว่าง พ.ศ. 1432-1443 จากหลักศิลาจารึกจดจารไว้ว่า

ในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 พระองค์ได้ทรงสถาปนาให้ปราสาทนี้เป็นศูนย์กลางรวบรวมจิตใจของประชาชนหลายเชื้อชาติ เช่น พวกจาม ขอม ส่วย เป็นกุศโลบายสำคัญแยบยลอย่างหนึ่ง… เพื่อมุ่งหมายให้ทุกชีวิตในอาณาจักรของพระองค์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเพื่อเป็นสิ่งผูกมัดยึดเหนี่ยวจิตใจ ความศรัทธา

ทางขึ้นเทวาลัยและปราสาทแห่งนี้ ถูกออกแบบและสร้างให้ตั้งตระหง่านตระการตา หันหน้ามาทางทิศเหนือ ในเขตประเทศไทย ผิดแผกแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ซึ่งส่วนมากมักจะสร้างให้ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับพลังแสงอันแผดกล้าจากสุริยะเทพ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

……………………………

ปราสาทพระวิหารมีลักษณะแผนผังที่ใช้แกนกลางเป็นหลักสำคัญสูงสุด ซึ่งความนิยมแผนผังเช่นนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา กลุ่มของอาคารหลักซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ประกอบด้วยปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางหันหน้าไปทางทิศเหนือล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และภาพโดยรวมของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏเป็นรูปธรรมโดดเด่นในอีกมุมมองหนึ่งต่อๆ ลงมาคือ ปราสาทพระวิหารถูกสร้างและประกอบขึ้นด้วยหมู่เทวาลัย และโคปุระ หรือซุ้มประตูอันยิ่งใหญ่จำนวนมากถึง 5 ชั้น

ปราสาทพระวิหารมีความยาวทั้งสิ้นตั้งแต่บันไดขั้นแรกจนถึงจุดสูงสุดประมาณ 800 เมตร ปัจจุบัน ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอจอมกระสาน เขตจังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา หากแต่ในอดีตที่ผ่านมา ก่อน พ.ศ. 2505 นั้น…ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย เป็นสมบัติของปวงชนชาวประเทศไทย โดยขึ้นอยู่ภายใต้เขตการปกครองของบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ศาลโลกจะพิพากษาให้ตกเป็นของกัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Prasat Preah Vihear”

เทือกเขาพนมดงรัก หมายถึง “คานหาบ” อาจเพราะมีลักษณะสัณฐาน ของภูเขาที่แบนราบ ที่ตั้งของปราสาทพระวิหารนั้น จะตั้งอยู่ปลายหน้าผาโดยเฉพาะบริเวณปรางค์ประธานมีการเปรียบเสมือน “มงกุฎแห่งเทพเจ้า”

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

……………………………………

ท่ามกลางป่าดงดิบอันรกชัฏแห่งเทือกเขาพนมดงรักเมื่อ พ.ศ. 2442 คณะสำรวจซึ่งนำโดยพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชุมพล) พระโอรสองค์ที่ 11 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นหัวหน้าคณะ ท่านได้บุกป่าฝ่าดงจากเมืองศรีสะเกษเข้าไปสำรวจป่าดงดิบในเขตติดชายแดนประเทศกัมพูชา จากการส่องกล้องไปยังยอดเขาพนมดงรักอันสูงชันสุดสายตา พระองค์เจ้าชุมพลได้สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างบนยอดเขาแห่งนั้น ท่านและคณะได้เดินทางมาถึงเชิงเขา แล้วพบกับบันไดศิลาแลงอันยิ่งใหญ่ทอดตัวขึ้นไปบนยอดเขา

หลังจาก เดินขึ้นไปหลายชั่วโมงก็พบว่า ที่นี่คือปราสาทหินอันใหญ่โตมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏขึ้นมาบนแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงขนานนามปราสาทแห่งนี้ในครั้งแรกว่า”ปราสาทพรหมวิหาร” ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า “ปราสาทพระวิหาร”. ท่านได้ทรงจารึก ร.ศ. ที่พบ และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี มีข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ” ด้วย… นี่คือบันทึกบรรทัดแรกแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ แห่งการค้นพบปราสาทพระวิหาร หลังจากถูกทิ้งร้างไปเป็นเวลาหลายร้อยปี

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

………………………………………..

ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทพระวิหารจะมีส่วนสำคัญๆ อันประกอบไปด้วยโคปุระ อันมีความหมายถึง”ซุ้มประตู” มี 5 ช่วง โดยปกติแล้วจะนับจากชั้นในที่อยู่บนสุดออกมาเป็นชั้นที่ 1 ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่เราๆ ท่านๆ เมื่อเดินทางขึ้นไปบนปราสาทพระวิหารจะพบและสัมผัสเป็นส่วนแรก โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดขนาดใหญ่มหึมาหลายสิบขั้น แต่ละชั้นถูกออกแบบสร้างมาให้เปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้ โคปะรุยังเป็นส่วนที่ปิดบังมิให้ผู้คนที่เดินขึ้นไป ได้เห็นส่วนถัดไปของตัวปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุโคปุระแต่ละช่วงไปแล้ว

เดินขึ้นไปสำรวจพอน่องเริ่มตึงๆ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ สิ่งแรกที่คุณจะได้พบ คือบันไดหน้าอันยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทพระวิหาร… ซึ่งสร้างขึ้นด้วยศิลาขนาดใหญ่ เรียงราย ซ้อนทับกันขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์และหลือเชื่อ พวกเขาขนศิลาเหล่านั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ บันไดนี้เป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดลดหลั่นตามไหล่เขา บางชั้นช่างผู้สร้างได้สกัดหินลงไปในภูเขา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมสร้างเป็นกระพัก หมายถึงไหล่เขา ที่ถูกขุดเจาะเป็นชั้นๆ ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ในสมัยก่อนคงเพื่อไว้ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ซึ่งแกะสลักมาจากหินทราย เพื่อไว้คอยเฝ้าดูแลรักษาบันได และตัวปราสาท

เมื่อผ่านพ้นบันไดช่วงแรกมา ต่อมาคือ “ลานนาคราช” หรือสะพานนาค…. ถูกสร้างขึ้นบริเวณทางทิศใต้สุดบันไดหินด้านหน้า พื้นที่ที่ใช้เดินปูด้วยแผ่นศิลาแลง ลานนี้มีความกว้างถึง 7 เมตร ยาว 31 เมตร บนฐานมี นาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนหางท้ายสุดทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชที่ว่านี้ตั้งชู นาคราชทั้งสองตัวมีลักษณะคล้ายงู ซึ่งนักโบราณคดี สันนิษฐานตรงกันว่าเป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบ”ปาปวน”นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคซึ่งไม่มีรัศมีบนส่วนหัวเข้ามาประกอบ ถัดจากลานนาคราช เดินกันขึ้นไปพอเหงื่อซึมแผ่นหลังแล้ว สิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันอลังการ ที่คุณจะได้สัมผัส ต่อมาคือสิ่งสำคัญที่เรียกกันว่า”โคปุระ ชั้นที่ 5” ลักษณะของโคปุระชั้นนี้ ถูกออกแบบการก่อสร้างเป็นลักษณะศาลาแบบจตุรมุข ทรงกากบาทไขว้ตัดกัน

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ถัดจากโคปุระชั้นที่ 5 คือ “สระสรง” สระสรงนี้ ถูกสร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันออก ระหว่างทางเดินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 ไปโคปุระ ชั้นที่ 4 ลักษณะของสระน้ำแห่งนี้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 37 เมตร กรุผนังบ่อด้วยหินเป็นชั้นๆ เพื่อกันน้ำไหลออก ก้นสระสรงสอบแคบเข้าหากัน

กษัตริย์ผู้ครองปราสาทพระวิหาร ทุกพระองค์ใช้น้ำจากสระนี้ เพื่อชำระล้างพระวรกาย อาจเป็นเวลานับพันปีมาแล้วก็เป็นได้ เพราะเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคแห่งเดียวบนปราสาทพระวิหารแห่งนี้ เดินขึ้นต่อไป ตามลานหินศิลาแลง อันอลังการที่เพิ่มลำดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านจะได้สัมผัส กับโคปุระ ชั้นที่ 4….

ริมสองข้างทางจะมี “เสานางเรียง” หรือเสานางเทียน ซึ่งหมายถึงเสาที่ปักเรียงราย มีลักษณะเป็นเสาศิลาสี่เหลี่ยม มียอดสลักเป็นรูปดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ใต้พุ่มสลัก ด้วยลายประจำยาม ลายกลีบบัวกุมุทและลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมสลับพวงอุบะลดหลั่นกันลงมา มีความสูง 2.15 เมตร ปักเรียงรายเป็นระยะ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

แต่เดิมมีมากมายถึงข้างละ 70 ต้น เพราะเรายังสังเกตเห็นส่วนฐานปรากฏอยู่ เสานี้นางเรียง ดังกล่าวนี้ ยังไม่มีใครทราบความหมายที่แท้จริง ถึงที่มา และความหมายในการสร้างที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันนี้ สภาพโดยรวมที่ปรากฏปรักหักพังไปมากแล้ว….

โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นลักษณะศาลาจตุรมุข ปัจจุบันมีกำแพงด้านทิศใต้ ปรากฎให้เห็นเพียงด้านเดียว หน้าบันเป็นภาพ ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช

โคปุระชั้นที่ 3 มีขนาดใหญ่ มีลักษณะขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเรียกกันว่า”บรรณาลัย”ที่น่าสนใจคือหน้าบันสลักนูนต่ำเป็นภาพกวนเกษียรสมุทร

โคปุระ ชั้นที่ 2 มีมณเฑียรหน้า เป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ทิศที่มุขเหนือและใต้มีช่องหน้าต่างมุขละ 2 ช่อง มุขตะวันออกและตกมีประตูเปิดหากันมุขละ 2 ประตู กับช่องหน้าต่างมุขละ 1 ช่อง

ห้องใหญ่มีหน้าต่างที่ผนังด้านเหนือ 6 ช่อง ด้านใต้ 4 ช่อง ซุ้มประตูส่วนมากปรักหักพังไปเกือบหมดแล้ว ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตูและมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังด้านนอกทึบ ด้านในเปิดมีเสา 10 ต้น

โคปุระ ชั้นที่ 1 ประกอบไปด้วย…ระเบียงคด ด้านทิศเหนือยาว 22 เมตรกว้าง 5.5 เมตร มีผนังละ 3 ประตูที่ผนังด้านเหนือและใต้ด้านทิศตะวันออกและตก กว้าง 4 เมตร ยาว 52 เมตรผนังด้านนอกทึบ ผนังด้านในมีหน้าต่าง ข้างละ 20 ช่อง ด้านทิศใต้ ผนังด้านในมีหน้าต่าง 6 ช่อง ตรงกลางมีประตู สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปรางค์ประธาน มีวิหารเชื่อมต่ออยู่ทางทิศเหนือ มีฐานย่อมุม 3 ชั้นตรงประตูมีบันได 5 ขั้น

ถัดมาจากโคปุระชั้นที่ 1 ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของปราสาทพระวิหารคือ…”ปราสาทประธาน” ตั้งอยู่ตรงกลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วย ครรภคฤหะ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสออกมุมตั้งบนฐานปราสาทประธาน ซึ่งเรียกว่าวิมาน มีทางเข้าทั้งสี่ทิศส่วนเครื่องบนของวิมานในปัจจุบันได้พังทลายลงหมดแล้ว จึงไม่อาจทราบรูปทรงที่แน่นอนได้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ทับหลังของประตูด้านหลัง เดิมมีหลักฐานว่าปรากฏเป็นรูปพระวิรุณทรงหงส์ ส่วนกรอบของหน้าบันใหญ่และหน้าบันชั้นลดมีลักษณะเป็นใบระกาประดับอยู่เบื้องบน ภายในกรอบสลักเป็นลายช่อดอกไม้เรียงจากสูงลงมาหาต่ำจนบรรจบกับนาคห้าเศียรที่ปลายของกรอบหน้าบัน

บ่ายคล้อยแล้วตอนที่พวกเราเดินลงมาจากปราสาทพระวิหาร แม้จะเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่หัวใจยังกระชุ่มกระชวย จากสิ่งที่ได้พบได้เสพสัมผัส ทั้งรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งตำนาน แห่งอารยธรรมต่างๆมากมาย ปราสาทพระวิหารมีอายุจนมาถึงวันนี้กว่า 1,100 ปี

จากยุครุ่งเรือง เกรียงไกร สู่ยุคตกต่ำ ล่มสลาย นี่คือสัจจะธรรม ของทุกสรรพสิ่งแห่งพิภพนี้ ที่วนเวียนเฉกเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบนิรันดร์…


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เรื่องแนะนำ

10 อันดับสึนามิร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

คลื่นสึนามิรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยมีการบันทึกมานั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีนี้เอง และประเทศไทยเราเองก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

จีโนมของมนุษย์โบราณนี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน เชื่อกันว่าพวกเขาแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากชนพื้นเมืองในอเมริกาเผ่าอื่นๆ เมื่อราว 10,000 ปีก่อน

75 ปี อิโวจิมะ สมรภูมิเดือดโลกไม่ลืม

หลังการรบอย่างดุเดือดหลายสัปดาห์บนเกาะ อิโวจิมะ แม้แต่นาวิกโยธินผู้แข็งแกร่งจากประสบการณ์รบยัง “นั่งอยู่บนพื้น เอาหน้าซบมือ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจากก้นบึ้งหัวใจ” ทุกวันนี้ บิล มอนต์โกเมอรีได้ยินเสียงได้ไม่ดีนัก หูขวาของเขาหนวก ส่วนหูซ้ายก็ย่ำแย่ กระนั้น ทหารผ่านศึกวัย 95 ปีผู้นี้กลับยังคงได้ยินสรรพเสียงของสงครามที่ดังกระหน่ำโสตประสาทของตนเองในวัยยี่สิบปี ตอนที่เขากำลังสู้รบบน อิโวจิมะ เกาะขรุขระขนาด 20.71 ตารางกิโลเมตรรูปทรงคล้ายพอร์กชอปแห่งหนึ่งในแปซิฟิก และยังคงจำได้ถึงความสุขสุดขีดเมื่อเขาเห็นผืนธงชาติสหรัฐฯ ชูอยู่บนยอดเขาสุริบาจิ ในวันที่ห้าของการรบ โจ โรเซนธอล ผู้เป็นช่างภาพ ได้ถ่ายภาพชื่อดังของนาวิกโยธินหกนายปักธงบนยอดเขาซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของอิโวจิมะแห่งนี้ ในเหตุการณ์ซึ่งอาจโด่งดังที่สุดในสมรภูมิฝั่งแปซิฟิก และตราตรึงอยู่ในประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ อยู่เป็นชั่วนิรันดร์ “มันเป็นวันที่ห้าหลังจากเรายกพลขึ้นบกครับ” มอนต์โกเมอรีย้อนความ “ผมกำลังนอนหมอบอยู่คนเดียวบนทางลาดชันตรงขอบสนามบินแห่งหนึ่งตอนที่ผมได้ยินเสียงแตรจากเรือบางลำ แล้วพวกนาวิกฯ ที่อยู่ในหลุมบุคคล (foxholes) ก็เริ่มเชียร์” เมื่อเขามองขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นได้จากทั่วทั้งเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ความตื่นเต้นก็แล่นผ่านร่างกายที่เหนื่อยล้าจากสงครามของนาวิกโยธินผู้นี้ “ผมมองขึ้นไป ธงมันอยู่ตรงนั้น! ความรู้สึกมันยอดเยี่ยมมาก!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ “ผมมีความสุขที่สุดเลยครับ!” มอนต์โกเมอรีกล่าว “ผมรู้ว่าทุกอย่างจบลงแล้ว เพื่อนๆ ของพวกเราล้มตายกันไปมากมาย แต่เราก็รอดมาได้   เพียงแต่มันยังไม่จบ ไม่ไช่ในเร็ววัน ยุทธการบนเกาะภูเขาไฟซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไป […]

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙