เที่ยว ปราสาทพระวิหาร อายุ 1,100 ปี ประวัติศาสตร์แน่น - เล่าประสบการณ์จัดเต็ม

เที่ยว ปราสาทพระวิหาร สถาปัตยกรรม 1,100 ปี ประวัติศาสตร์แน่น ประสบการณ์จัดเต็ม

ซัวชไดย… เปรี๊ยะวิเฮียร์
สวัสดี… ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทหินดูจะไม่ใช่หมุดหมายสำคัญอันดับแรกๆ สำหรับนักเดินทางชาวไทยทั่วไป เสียเท่าไหร่ นอกจากคนที่สนใจ ใคร่รู้ในเรื่องเฉพาะเรื่องของโบราณคดี สถาปัตยกรรม อารยธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ของกลุ่มชนคนโบราณ ความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆ และรู้ถึงสัจธรรมที่ว่าในเบื้องลึกของทุกเรื่องราวเหล่านั้น มีความน่าสนใจแฝงเร้นไว้อีกมากมาย ไม่รู้จบ ปราสาทหินในเมืองไทยทุกวันนี้มีปรากฏอยู่ไม่ใช่น้อย ยิ่งใหญ่ เก่ากาล แตกต่างกันไปตามกาลเวลา แต่ที่ถือได้ว่าเป็นปราสาทหินที่ทรงคุณค่าอลังการ ทั้งด้านความยิ่งใหญ่ เก่าแก่ เอกอุแห่งความงดงาม ปราสาทพระวิหาร ไม่เป็นสองรองใคร

การจะไปเยือนปราสาทพระวิหารได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นปราสาทหินอื่นๆ ทั่วไป ในประเทศไทย ทั้งระยะทางที่ยาวไกลกว่า 600 กิโลเมตรจาก กรุงเทำพฯ สู่จังหวัดศรีสะเกษ ความสูงชันของที่ตั้งตัวปราสาท หรือเหตุผลปัญหาด้านชายแดนไทยกับกัมพูชา นบางเวลา ฯลฯ… แต่พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาถึงจนได้ อย่างที่วาดหวังไว้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

เช้ามืด ก่อนดวงตะวันจะสาดแสง พวกเรารอเวลาเตรียมพร้อมกันอยู่ที่ผามออีแดง ทันทีที่ลูกไฟแห่งสุริยะจักรวาล โผล่พ้นขอบฟ้า เสียงชัตเตอร์ ก็ดังระรัวประชันกันราวกับข้าวตอกแตก ณ จุดนี้ในฤดูหนาว มันคือจุดชมทะเลหมอกที่งามงดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

จากผามออีแดง เดินลัดเลาะไปตามเชิงผา และลานหิน เพื่อสำรวจแหล่งตัดหิน ตื่นตะลึงกับภาพทวยเทพ 3 องค์ที่ถูกบรรจงแกะสลักนูนต่ำ ที่เชิงหน้าผาอันน่าอัศจรรย์ รวมทั้งสถูปคู่อันน่าพิศวงในความหมายของการสรรสร้างมันขึ้นมา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

เมื่อผ่านรั้วกั้นเขตพรมแดนเข้าไป เพื่อเดินทางสู่เชิงบันไดขั้นแรก เป็นโบราณสถานอันยิ่งใหญ่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นบนส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ที่กางกั้นพรหมแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของปราสาทพระวิหารคือ ณ จุด 14 องศา 23 ลิปดา 28.26 ฟิลิปดาเหนือ 104 องศา 40 ลิปดา 48.92 ฟิลิปดาตะวันออก เทวสถานแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยความยากลำบากแสนสาหัสจากมันสมอง และหยาดเหงื่อแรงกายของมวลมนุษย์นับพันนับหมื่น เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้ประจักษ์ได้ถึงพลังแห่งศรัทธาอันเกริกไกร

ตามความเชื่อของชาวขอมในสมัยโบราณกาล มีการยกย่องให้ปราสาทแห่งนี้เปรียบประดุจดัง “ศรีศิขรีศวร” อันมีความหมายถึง…”ภูเขาแห่งพระอิศวร” เป็นที่ประดิษฐานศิวะลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ ชาวกัมพูชาเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “เปรี๊ยะวิเฮียร์” หรือพนมพระวิหาร การก่อสร้างเทวสถานแห่งนี้ สร้างก่อนการกำเนิดกรุงสุโขทัยราว 200 ปี ตรงกับสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 คือระหว่าง พ.ศ. 1432-1443 จากหลักศิลาจารึกจดจารไว้ว่า

ในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 พระองค์ได้ทรงสถาปนาให้ปราสาทนี้เป็นศูนย์กลางรวบรวมจิตใจของประชาชนหลายเชื้อชาติ เช่น พวกจาม ขอม ส่วย เป็นกุศโลบายสำคัญแยบยลอย่างหนึ่ง… เพื่อมุ่งหมายให้ทุกชีวิตในอาณาจักรของพระองค์มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเพื่อเป็นสิ่งผูกมัดยึดเหนี่ยวจิตใจ ความศรัทธา

ทางขึ้นเทวาลัยและปราสาทแห่งนี้ ถูกออกแบบและสร้างให้ตั้งตระหง่านตระการตา หันหน้ามาทางทิศเหนือ ในเขตประเทศไทย ผิดแผกแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ซึ่งส่วนมากมักจะสร้างให้ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับพลังแสงอันแผดกล้าจากสุริยะเทพ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

 

ปราสาทพระวิหารมีลักษณะแผนผังที่ใช้แกนกลางเป็นหลักสำคัญสูงสุด ซึ่งความนิยมแผนผังเช่นนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา กลุ่มของอาคารหลักซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ประกอบด้วยปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางหันหน้าไปทางทิศเหนือล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน และภาพโดยรวมของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏเป็นรูปธรรมโดดเด่นในอีกมุมมองหนึ่งต่อๆ ลงมาคือ ปราสาทพระวิหารถูกสร้างและประกอบขึ้นด้วยหมู่เทวาลัย และโคปุระ หรือซุ้มประตูอันยิ่งใหญ่จำนวนมากถึง 5 ชั้น

ปราสาทพระวิหารมีความยาวทั้งสิ้นตั้งแต่บันไดขั้นแรกจนถึงจุดสูงสุดประมาณ 800 เมตร ปัจจุบัน ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอจอมกระสาน เขตจังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา หากแต่ในอดีตที่ผ่านมา ก่อน พ.ศ. 2505 นั้น…ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย เป็นสมบัติของปวงชนชาวประเทศไทย โดยขึ้นอยู่ภายใต้เขตการปกครองของบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ศาลโลกจะพิพากษาให้ตกเป็นของกัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Prasat Preah Vihear”

เทือกเขาพนมดงรัก หมายถึง “คานหาบ” อาจเพราะมีลักษณะสัณฐาน ของภูเขาที่แบนราบ ที่ตั้งของปราสาทพระวิหารนั้น จะตั้งอยู่ปลายหน้าผาโดยเฉพาะบริเวณปรางค์ประธานมีการเปรียบเสมือน “มงกุฎแห่งเทพเจ้า”

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

 

ท่ามกลางป่าดงดิบอันรกชัฏแห่งเทือกเขาพนมดงรักเมื่อ พ.ศ. 2442 คณะสำรวจซึ่งนำโดยพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชุมพล) พระโอรสองค์ที่ 11 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นหัวหน้าคณะ ท่านได้บุกป่าฝ่าดงจากเมืองศรีสะเกษเข้าไปสำรวจป่าดงดิบในเขตติดชายแดนประเทศกัมพูชา จากการส่องกล้องไปยังยอดเขาพนมดงรักอันสูงชันสุดสายตา พระองค์เจ้าชุมพลได้สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างบนยอดเขาแห่งนั้น ท่านและคณะได้เดินทางมาถึงเชิงเขา แล้วพบกับบันไดศิลาแลงอันยิ่งใหญ่ทอดตัวขึ้นไปบนยอดเขา

หลังจาก เดินขึ้นไปหลายชั่วโมงก็พบว่า ที่นี่คือปราสาทหินอันใหญ่โตมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏขึ้นมาบนแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงขนานนามปราสาทแห่งนี้ในครั้งแรกว่า”ปราสาทพรหมวิหาร” ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า “ปราสาทพระวิหาร”. ท่านได้ทรงจารึก ร.ศ. ที่พบ และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี มีข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ” ด้วย… นี่คือบันทึกบรรทัดแรกแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ แห่งการค้นพบปราสาทพระวิหาร หลังจากถูกทิ้งร้างไปเป็นเวลาหลายร้อยปี

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทพระวิหารจะมีส่วนสำคัญๆ อันประกอบไปด้วยโคปุระ อันมีความหมายถึง”ซุ้มประตู” มี 5 ช่วง โดยปกติแล้วจะนับจากชั้นในที่อยู่บนสุดออกมาเป็นชั้นที่ 1 ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่เราๆ ท่านๆ เมื่อเดินทางขึ้นไปบนปราสาทพระวิหารจะพบและสัมผัสเป็นส่วนแรก โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดขนาดใหญ่มหึมาหลายสิบขั้น แต่ละชั้นถูกออกแบบสร้างมาให้เปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้ โคปะรุยังเป็นส่วนที่ปิดบังมิให้ผู้คนที่เดินขึ้นไป ได้เห็นส่วนถัดไปของตัวปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุโคปุระแต่ละช่วงไปแล้ว

เดินขึ้นไปสำรวจพอน่องเริ่มตึงๆ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ สิ่งแรกที่คุณจะได้พบ คือบันไดหน้าอันยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทพระวิหาร… ซึ่งสร้างขึ้นด้วยศิลาขนาดใหญ่ เรียงราย ซ้อนทับกันขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์และหลือเชื่อ พวกเขาขนศิลาเหล่านั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ บันไดนี้เป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดลดหลั่นตามไหล่เขา บางชั้นช่างผู้สร้างได้สกัดหินลงไปในภูเขา

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมสร้างเป็นกระพัก หมายถึงไหล่เขา ที่ถูกขุดเจาะเป็นชั้นๆ ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ในสมัยก่อนคงเพื่อไว้ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ซึ่งแกะสลักมาจากหินทราย เพื่อไว้คอยเฝ้าดูแลรักษาบันได และตัวปราสาท

เมื่อผ่านพ้นบันไดช่วงแรกมา ต่อมาคือ “ลานนาคราช” หรือสะพานนาค…. ถูกสร้างขึ้นบริเวณทางทิศใต้สุดบันไดหินด้านหน้า พื้นที่ที่ใช้เดินปูด้วยแผ่นศิลาแลง ลานนี้มีความกว้างถึง 7 เมตร ยาว 31 เมตร บนฐานมี นาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนหางท้ายสุดทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชที่ว่านี้ตั้งชู นาคราชทั้งสองตัวมีลักษณะคล้ายงู ซึ่งนักโบราณคดี สันนิษฐานตรงกันว่าเป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบ”ปาปวน”นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคซึ่งไม่มีรัศมีบนส่วนหัวเข้ามาประกอบ ถัดจากลานนาคราช เดินกันขึ้นไปพอเหงื่อซึมแผ่นหลังแล้ว สิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันอลังการ ที่คุณจะได้สัมผัส ต่อมาคือสิ่งสำคัญที่เรียกกันว่า”โคปุระ ชั้นที่ 5” ลักษณะของโคปุระชั้นนี้ ถูกออกแบบการก่อสร้างเป็นลักษณะศาลาแบบจตุรมุข ทรงกากบาทไขว้ตัดกัน

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ถัดจากโคปุระชั้นที่ 5 คือ “สระสรง” สระสรงนี้ ถูกสร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันออก ระหว่างทางเดินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 ไปโคปุระ ชั้นที่ 4 ลักษณะของสระน้ำแห่งนี้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 37 เมตร กรุผนังบ่อด้วยหินเป็นชั้นๆ เพื่อกันน้ำไหลออก ก้นสระสรงสอบแคบเข้าหากัน

กษัตริย์ผู้ครองปราสาทพระวิหาร ทุกพระองค์ใช้น้ำจากสระนี้ เพื่อชำระล้างพระวรกาย อาจเป็นเวลานับพันปีมาแล้วก็เป็นได้ เพราะเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคแห่งเดียวบนปราสาทพระวิหารแห่งนี้ เดินขึ้นต่อไป ตามลานหินศิลาแลง อันอลังการที่เพิ่มลำดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านจะได้สัมผัส กับโคปุระ ชั้นที่ 4….

ริมสองข้างทางจะมี “เสานางเรียง” หรือเสานางเทียน ซึ่งหมายถึงเสาที่ปักเรียงราย มีลักษณะเป็นเสาศิลาสี่เหลี่ยม มียอดสลักเป็นรูปดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ใต้พุ่มสลัก ด้วยลายประจำยาม ลายกลีบบัวกุมุทและลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมสลับพวงอุบะลดหลั่นกันลงมา มีความสูง 2.15 เมตร ปักเรียงรายเป็นระยะ

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

แต่เดิมมีมากมายถึงข้างละ 70 ต้น เพราะเรายังสังเกตเห็นส่วนฐานปรากฏอยู่ เสานี้นางเรียง ดังกล่าวนี้ ยังไม่มีใครทราบความหมายที่แท้จริง ถึงที่มา และความหมายในการสร้างที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันนี้ สภาพโดยรวมที่ปรากฏปรักหักพังไปมากแล้ว….

โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นลักษณะศาลาจตุรมุข ปัจจุบันมีกำแพงด้านทิศใต้ ปรากฎให้เห็นเพียงด้านเดียว หน้าบันเป็นภาพ ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช

โคปุระชั้นที่ 3 มีขนาดใหญ่ มีลักษณะขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเรียกกันว่า”บรรณาลัย”ที่น่าสนใจคือหน้าบันสลักนูนต่ำเป็นภาพกวนเกษียรสมุทร

โคปุระ ชั้นที่ 2 มีมณเฑียรหน้า เป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ทิศที่มุขเหนือและใต้มีช่องหน้าต่างมุขละ 2 ช่อง มุขตะวันออกและตกมีประตูเปิดหากันมุขละ 2 ประตู กับช่องหน้าต่างมุขละ 1 ช่อง

ห้องใหญ่มีหน้าต่างที่ผนังด้านเหนือ 6 ช่อง ด้านใต้ 4 ช่อง ซุ้มประตูส่วนมากปรักหักพังไปเกือบหมดแล้ว ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตูและมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังด้านนอกทึบ ด้านในเปิดมีเสา 10 ต้น

โคปุระ ชั้นที่ 1 ประกอบไปด้วย…ระเบียงคด ด้านทิศเหนือยาว 22 เมตรกว้าง 5.5 เมตร มีผนังละ 3 ประตูที่ผนังด้านเหนือและใต้ด้านทิศตะวันออกและตก กว้าง 4 เมตร ยาว 52 เมตรผนังด้านนอกทึบ ผนังด้านในมีหน้าต่าง ข้างละ 20 ช่อง ด้านทิศใต้ ผนังด้านในมีหน้าต่าง 6 ช่อง ตรงกลางมีประตู สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปรางค์ประธาน มีวิหารเชื่อมต่ออยู่ทางทิศเหนือ มีฐานย่อมุม 3 ชั้นตรงประตูมีบันได 5 ขั้น

ถัดมาจากโคปุระชั้นที่ 1 ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของปราสาทพระวิหารคือ…”ปราสาทประธาน” ตั้งอยู่ตรงกลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วย ครรภคฤหะ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสออกมุมตั้งบนฐานปราสาทประธาน ซึ่งเรียกว่าวิมาน มีทางเข้าทั้งสี่ทิศส่วนเครื่องบนของวิมานในปัจจุบันได้พังทลายลงหมดแล้ว จึงไม่อาจทราบรูปทรงที่แน่นอนได้

ปราสาทพระวิหาร, เขาพระวิหาร, ไทย, กัมพูชา

ทับหลังของประตูด้านหลัง เดิมมีหลักฐานว่าปรากฏเป็นรูปพระวิรุณทรงหงส์ ส่วนกรอบของหน้าบันใหญ่และหน้าบันชั้นลดมีลักษณะเป็นใบระกาประดับอยู่เบื้องบน ภายในกรอบสลักเป็นลายช่อดอกไม้เรียงจากสูงลงมาหาต่ำจนบรรจบกับนาคห้าเศียรที่ปลายของกรอบหน้าบัน

บ่ายคล้อยแล้วตอนที่พวกเราเดินลงมาจากปราสาทพระวิหาร แม้จะเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่หัวใจยังกระชุ่มกระชวย จากสิ่งที่ได้พบได้เสพสัมผัส ทั้งรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งตำนาน แห่งอารยธรรมต่างๆมากมาย ปราสาทพระวิหารมีอายุจนมาถึงวันนี้กว่า 1,100 ปี

จากยุครุ่งเรือง เกรียงไกร สู่ยุคตกต่ำ ล่มสลาย นี่คือสัจจะธรรม ของทุกสรรพสิ่งแห่งพิภพนี้ ที่วนเวียนเฉกเช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบนิรันดร์…

เรื่องและภาพถ่าย: เจนจบ ยิ่งสุมล


อ่านเพิ่มเติม เสาชิงช้า : ไขความลับ ขุดความหลัง 237 ปี

เรื่องแนะนำ

วัดบวรนิเวศวิหาร มองรากฐานการศึกษาไทยผ่านบทบันทึก ประวัติศาสตร์มีชีวิต

วัดบวรนิเวศวิหาร จุดเริ่มต้นแผนพัฒนาคนให้เป็นอารยชน ผ่านการศึกษาในวัด พื้นที่ชุมชนพร้อมสรรพที่กระจายอยู่ทั่วเมืองไทย เช้าสดใสในเดือนอากาศดีของกรุงเทพฯ​ กับการตื่นเช้าเข้าวัดครั้งนี้ที่ไม่ได้หยุดแค่การทำบุญเช่นทั่วไป หากแต่เป็นการซึมซับเรื่องราวเล่าขานของเมืองไทยผ่านหลักฐานหน้าประวัติศาสตร์ฉบับจริงที่ถูกจัดแสดงให้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง กับพิพิธภัณฑ์ในวัดแบบเข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับทุกคน ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติคุณวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วันที่ 2 สิงหาคม 2564 รัฐบาลไทยและองค์การยูเนสโกร่วมเฉลิมพระเกียรติด้วยการยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำปีพุทธศักราช 2564 อันเป็นโอกาสอันดีในการจัดงาน ‘พระมหาสมณานุสรณ์’ เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ สำหรับประชาชนไทยทุกคนได้เข้ามาเดินเยี่ยมชมวัดในมุมมองที่ต่างออกไป นอกจากนิทรรศการที่จัดแสดงรายรอบบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านสถาปัตยกรรมวัด พระตำหนัก อาราม พร้อมคำบรรยายแบบอินเตอร์แอคทีฟแล้ว ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่จริงยังสามารถชมพื้นที่ภายในวัด และชมนิทรรศการแบบประสบการณ์เสมือนจริง 360 องศา ไปพร้อมๆ กับบทความของเราในครั้งนี้ได้ผ่านทางเวบไซต์ https://mahasamana.org จากฟากวัด เดินเท้าข้ามมายังฝั่งโรงเรียน เลียบเลาะผ่านตรอกเล็ก ๆ ระหว่างโรงเรียนวัดบวรนิเวศสู่ทางเข้าอาคารกวีบรรณาลัย อาคารสีขาวซึ่งเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พื้นที่เล่นระดับภายในอาคารถูกตกแต่งอย่างโปร่งสบายแบบห้องนั่งเล่น เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมอาคารดั้งเดิม พร้อมกับการจัดหมวดหมู่ของบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ในสภาพดี   บวร : บ้าน […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร

รอบนักษัตรที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๘) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในจิตรกรรมและดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๑๐ ทรงงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องโดยทรงอาศัยเวลาในช่วงค่ำที่ว่างจากพระราชกิจต่าง ๆ ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีนับร้อยองค์ ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ภาพเหมือนจริงหรือแนวสัจนิยม ภาพที่สร้างสรรค์ตามคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ และภาพแนวนามธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชมผลงานของศิลปินท่านอื่น ๆ และทรงค้นคว้าสร้างสรรค์งานศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านดนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้รวมทั้งสิ้น ๔๘ เพลง ส่วนใหญ่จะทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นก่อน แล้วทรงมอบให้ผู้อื่นนิพนธ์หรือประพันธ์คำร้อง มีเพียงเพลง ”รัก” และเพลง ”เมนูไข่” ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นโดยมีบทประพันธ์คำร้องอยู่ก่อน เพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เพลงแสงเทียน และเพลงพระราชนิพนธ์หลังสุดคือ เพลงเมนูไข่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงแสงเทียนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ แต่ทรงแก้ไขปรับปรุงและนำออกบรรเลงในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เพลงพระราชนิพนธ์ที่นำออกบรรเลงเป็นเพลงแรกคือ เพลงยามเย็น เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่สามแต่ทรงนำออกบรรเลงเป็นเพลงที่สอง ในวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และได้รับความนิยมสูงสุด คือ เพลงสายฝน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้อง และได้รับเกียรติจากองค์การยูเนสโกประกาศให้ใช้เป็นเพลงตัวแทนที่แสดงถึงชนชาติในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงเพลงสายฝนว่า มีเรื่องที่เป็นความลับของเพลงนี้ว่า ”เมื่อแต่งเป็นเวลา ๖ เดือน หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริได้เขียนจดหมายถึง บอกว่า มีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนน ได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงเขาไปในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูง ซักผ้าได้สะอาด…” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัย ๓ เพลง คือ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๑ เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ พระราชทานเป็นเพลงประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๖ เพลงยูงทอง พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๔๒ เพลงเกษตรศาสตร์ พระราชทานเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา ”อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์ผลงานไว้หลายองค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทรงแปลบทความจากข่าวไว้ ๙ เรื่อง และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อีก ๑ เรื่อง ส่วนหนังสือพระราชนิพนธ์ที่จัดพิมพ์เป็นเล่มนั้น เรื่องแรกทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ คือเรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิสแลนด์, ๒๔๘๙ เรื่องต่อมาเป็นบทพระราชนิพนธ์แปล นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ ทรงเริ่มแปลเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ สำเร็จในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ บทพระราชนิพนธ์แปลอีกเรื่องหนึ่งคือ ติโต ตามมาด้วยพระราชนิพนธ์ เรื่อง ทองแดง และ เรื่อง ทองแดง ฉบับการ์ตูน ทรงเล่าถึงสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ ”ทองแดง” หนังสือพระราชนิพนธ์สำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ และโปรดเกล้าฯให้เหล่าศิลปินมีชื่อ ๘ ท่าน เขียนภาพจิตรกรรมประกอบคือ เรื่อง พระมหาชนก ที่โปรดเกล้าฯให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าเฝ้าฯรับฟังพระราชดำรัสเรื่องพระราชนิพนธ์นี้ ในวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นอกจากบทพระราชนิพนธ์และภาพจิตรกรรมอันทรงคุณค่ารวมทั้งการจัดพิมพ์อย่างประณีตสวยงามที่สุดแล้ว พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกยังแสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย ต่อมาพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกนี้ยังได้รับการจัดพิมพ์เป็น พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน ด้วย พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่ด้อยไปกว่าด้านอื่น ๆ เลย กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยและมีความเชี่ยวชาญคือ เรือใบ แบดมินตัน เทนนิส และยิงปืน โดยเฉพาะกีฬาเรือใบนั้นทรงแสดงให้ปรากฏถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่งเมื่อคราวมหกรรมกีฬาแหลมทองหรือ SEAP ames ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อทรงได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ทรงปฏิบัติพระองค์เสมือนนักกีฬาทีมชาติอย่างเคร่งครัดทรงเข้าค่ายฝึกซ้อมและรับเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาเช่นเดียวกับนักกีฬาไทยคนอื่น ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็ปรากฏว่าพระองค์ทรงชนะการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ ”เรือใบมด” ขึ้นและทรงจดสิทธิบัตรเป็นสากลที่ประเทศอังกฤษ ในประเภทเรือ International Moth Class คำว่า ”มด” ทรงแปลงจากคำว่า ”ม็อธ-Moth” ส่วนเหตุที่ใช้ชื่อมด ทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี” เรือใบมดมีขนาดความยาว ๑๑ ฟุตกว้าง ๔ ฟุต ๑๑ นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ ๗๒ ตารางฟุต เคยทรงนำลงแข่งทดลองที่ประเทศอังกฤษ และได้อันดับที่ ๑ ในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน ต่อมาทรงประดิษฐ์ในรุ่นซูเปอร์มดและไมโครมด เพิ่มขึ้นมา มีการจัดแข่งขันเรือใบมดในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง รวมทั้งกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๒๘ จากการที่ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแหลมทองและทรงได้รับรางวัลเหรียญทอง โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นประธานในพิธีทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ การกีฬาแห่งประเทศไทยจึงกำหนดเอาวันที่ ๑๖ ธันวาคม เป็น “วันกีฬาแห่งชาติ”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

ลอนดอนผงาด

ท่ามกลางปัญหาที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตและใกล้เวลาที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป มหานครอันโดดเด่นของโลกแห่งนี้จะยังครองความเป็นหนึ่งต่อไปได้หรือไม่

การค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดเผยว่ามนุษย์สูบกัญชามากว่า 2,500 ปี แล้ว

(ภาพปก) หลุมฝังศพ Jirzankal ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีนมีภาชนะใส่ถ่านที่เผาต้นกัญชาที่มีสาร THC อันเป็นสารเคมีใน กัญชา ที่มีผลต่อระบบประสาทในระดับที่สูง ภาพถ่ายโดย BY XINHUA WU หม้อไม้อายุราว 2,500 ปี ซึ่งถูกค้นพบในเส้นทางสายไหมสู่จีน ได้เปิดเผยเรื่องราวของการสูบ กัญชา ที่มีมาแต่โบราณ เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกว่ามนุษย์ใช้กัญชาในฐานะยารักษาโรคในสุสานที่มีอายุราว 2,500 ปีในภูมิภาคเอเชียกลาง ตามข้อมูลของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science Advances เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยนานาชาติได้วิเคราะห์โครงสร้างและสิ่งของที่อยู่ภายในหม้อที่ทำจากไม้สิบใบซึ่งถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน Jirzankal ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงปามีร์ (Pamir Plateau) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภูมิภาคตะวันตกของประเทศจีน หม้อเหล่านั้นบรรจุหินเล็กๆ ที่เคยถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง โดยนักโบราณคดีระบุว่าหม้อเหล่านี้คือภาชนะใส่ถ่านสำหรับเผาธูปหรือพืชชนิดต่างๆ ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของภาชนะใส่ถ่านเหล่านี้เปิดเผยว่า 9 ใน 10 ส่วนของมันประกอบไปด้วยกัญชา และนักวิจัยได้นำผลวิเคราะห์นี้ไปเปรียบเทียบกับลักษณะทางเคมีของตัวอย่างต้นกัญชาที่ถูกค้นพบที่สุสาน Jiayi อันเป็นสุสานในช่วงศตวรรษที่แปดถึงหกก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกราว 1,600 กิโลเมตร ทีมนักวิจัยพบว่า กัญชาจากสุสาน Jirzankal นั้นมีสิ่งหนึ่งที่กัญชาจาก Jiayi นั้นไม่มี นั่นคือโมเลกุลของ เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ […]