ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์ - National Geographic Thailand

ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เมื่อเกือบร้อยปีก่อน แอนดรูว์ “แซนดี” เออร์ไวน์ กับคู่หูปีนเขา จอร์จ มัลลอรี หายตัวไปขณะลงจากสันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมานต์เอเวอเรสต์ นับตั้งแต่นั้น โลกก็กังขาว่าพวกเขาทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งอาจพิชิตยอดเขาได้ในวันนั้น หรือ 29 ปีก่อนที่เอดมันด์ ฮิลลารี กับเทนซิง นอร์เกย์ จะได้ชื่อว่าเป็นสองคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เชื่อกันว่าเออร์ไวน์พกกล้องโกดัก รุ่นเวสต์พ็อกเก็ตไปด้วย ถ้าพบกล้องตัวนั้น และถ้ากล้องบันทึกภาพยอดเขาไว้ได้ นั่นจะเป็น การเขียนประวัติศาสตร์ของยอดเขาสูงที่สุดในโลกขึ้นใหม่

 ผมได้ยินทฤษฎีที่ว่า มัลลอรีกับเออร์ไวน์อาจเป็นคนแรกที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้มานานแล้ว แต่ผมเริ่มรู้สึกกระตือรือร้นอยากออกค้นหาเออร์ไวน์เมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง หลังฟังบรรยายของทอม พอลลาร์ด เพื่อนผู้มีประสบการณ์ปีนเอเวอเรสต์มาแล้วอย่างโชกโชน

พอลลาร์ดเป็นช่างภาพเคลื่อนไหวในโครงการวิจัยเชิงสำรวจมัลลอรีและเออร์ไวน์ (Mallory and Irvine Research Expedition) เมื่อปี 1999 ซึ่งในระหว่างนั้น นักปีนเทือกเขาชาวอเมริกัน คอนราด แองเคอร์ พบศพของจอร์จ มัลลอรี ในพื้นที่ส่วนนี้ของเอเวอเรสต์ฝั่งเหนือ ซึ่งนักปีนเขาเพียงไม่กี่คนเคยมาเยือน

จุดสูงสุดของโลกดูห่างไกลเหมือนทางช้างเผือกจากแอดวานซด์เบสแคมป์ที่ผู้คนกว่า 200 คนพำนักอยู่เหนือกองตะกอนธารน้ำแข็งยาวครึ่งกิโลเมตร ยอดเขาคือยอดขวาสุดที่เกือบมองไม่เห็นถัดจากสันเขาห่มหิมะของนอร์ทโคล (ทางขวา)

แผ่นหลังทั้งหมดของมัลลอรีเปิดโล่ง ผิวหนังที่อยู่ในสภาพดีดูสะอาดและขาวจนคล้ายรูปปั้นหินอ่อน เชือกที่ขาดมัดรอบเอวของเขาแน่นจนทิ้งรอยไว้กลางลำตัว ซึ่งให้เบาะแสว่า ณ จุดหนึ่ง มัลลอรีน่าจะร่วงตกลงมาอย่างแรง ขาซ้ายของเขาพาดทับขาขวาที่หักเหนือหน้าแข้ง ราวกับมัลลอรีกำลังปกป้องขาข้างที่บาดเจ็บของเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนชัดเจนว่ามัลลอรีมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ช่วงสั้นๆ ตอนที่เขามาถึงเรือนตายนี้

แรกเริ่มเดิมที แองเคอร์กับทีมค้นหาสันนิษฐานว่า นี่คือศพของแซนดี เออร์ไวน์ เพราะพวกเขาพบร่างนั้นบนสันเขา แทบจะใต้จุดที่พบขวานน้ำแข็งของเออร์ไวน์เมื่อเกือบสิบปีหลังมัลลอรีกับเออร์ไวน์หายตัวไป มัลลอรีผูกตัวติดกับเออร์ไวน์ตอนเขาร่วงลงมาหรือไม่ ถ้าใช่ เชือกถูกตัดขาดได้อย่างไร และทำไมจึงไม่พบร่างของเออร์ไวน์ใกล้ๆกัน

ไม่มีร่องรอยของกล้องถ่ายภาพด้วย นั่นทำให้นักประวัติศาสตร์เอเวอเรสต์หลายคนสรุปว่า เออร์ไวน์น่าจะเป็นคนถือกล้อง

ผมไม่เคยเข้าใจว่า ทำไมพอลลาร์ดจึงหมกมุ่นกับยอดเขานี้นัก แต่เมื่อเราคุยเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ผมก็สนใจเรื่องของมัลลอรีกับเออร์ไวน์มากขึ้นเรื่อยๆ ในการพูดคุยครั้งหนึ่ง พอลลาร์ดเล่าถึงทอม โฮลเซล นักเขียนและผู้คลั่งไคล้เอเวอเรสต์ วัย 79 ปี ที่ใช้เวลากว่าสี่สิบปีพยายามไขปริศนานี้

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1986 โฮลเซลเป็นผู้นำโครงการสำรวจแรกสุดที่มุ่งค้นหามัลลอรีและเออร์ไวน์ ร่วมกับออดรีย์ ซอลเคลด์ นักประวัติศาสตร์เอเวอเรสต์คนสำคัญ แต่หิมะรุนแรงผิดปกติในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นทำให้ทีมของเขาขึ้นภูเขาทางฝั่งจีนได้ไม่สูงพอ ถ้าสภาพอากาศดีกว่านี้ พวกเขาอาจพบร่างของมัลลอรี ซึ่งค้นพบหลังจากนั้นในรัศมีไม่เกิน 35 เมตรจากจุดที่โฮลเซลปักหมุดไว้

เออร์วิง (ทางซ้าย) และซินนอตต์สูดหน้ากากออกซิเจนลึกๆ ท่ามกลางอากาศเบาบางของเขตมรณะ ขณะไต่ตามเชือกตรึงเส้นทางไปยังสันเขานอร์ทอีสต์ที่ความสูงประมาณ 8,300 เมตร ซึ่งสูงกว่าภูเขาทั่วโลก ยกเว้นเพียงห้าแห่ง

ความคิดต่อไปของเขาคือการใช้ภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกได้จากโครงการทำแผนที่เอเวอเรสต์ ซึ่งเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นผู้สนับสนุน และมีนักสำรวจ แบรดฟอร์ด วอชเบิร์น เป็นหัวหน้าโครงการ ในการพยายามระบุจุดที่แน่ชัดซึ่งนักปีนเขาชาวจีนอ้างว่าเห็นร่างของเออร์ไวน์ สวี่จิ้งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีมสำรวจของจีนในความพยายามปีนเอเวอเรสต์ฝั่งเหนือครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1960 ตามที่สวี่จิ้งเล่า หลังจากล้มเลิกความคิดพิชิตยอดเขา เขาได้ใช้ทางลัดกลับลงมาและได้เห็นศพที่ตายมานานแล้วในร่องเขาที่ความสูงประมาณ 8,300 เมตร ในช่วงเวลาที่เขาพบศพ มีเพียงสองคนที่เสียชีวิต ณ ความสูงระดับนี้ทางฝั่งเหนือของเอเวอเรสต์นั่นคือมัลลอรีกับเออร์ไวน์ แต่กว่าสวี่จิ้งจะเล่าเรื่องนี้ในปี 2001 ก็มีผู้พบร่างของมัลลอรี ณ จุดต่ำกว่านั้นบนภูเขาแล้ว

ก่อนจะเริ่มการค้นหาเออร์ไวน์ เราต้องปรับตัวให้ชินกับอากาศบนที่สูงและทดสอบอาวุธลับของเราก่อน นั่นคือฝูงโดรนขนาดย่อม เรนัน ออซเติร์ก หวังว่าจะใช้อากาศยานไร้คนขับเหล่านี้ค้นหา ไม่เฉพาะร่องเขาของเออร์ไวน์เท่านั้น แต่ยังรวมฝั่งเหนือทั้งหมดของภูเขาด้วย

ออซเติร์กส่งโดรนขึ้นไปทางยอดเขา เขาถ่ายภาพความละเอียดสูงของพื้นที่ค้นหาได้ 400 ภาพ รวมถึงภาพระยะใกล้ของจุดที่โฮลเซลระบุไว้ด้วย ในภาพถ่ายภาพหนึ่ง ผมเห็นร่องเขา แต่ไม่เห็นข้างใน ร่างของเออร์ไวน์อยู่ข้างในหรือเปล่า

เสียงกระดึงมาพร้อมกับจามรีที่บรรทุกถังแก๊สโพรเพนและเสบียงอื่นๆไปตลอดทางจนถึง แอดวานซด์เบสแคมป์ที่ความสูง 6,400 เมตร ที่นี่สูงกว่าที่พวกเขาจะไปได้ทางเอเวอเรสต์ฝั่งเนปาล ซึ่งชาวเชอร์ปาจะขนทุกอย่างขึ้นไปตามโตนน้ำแข็งคุมบู

บ่ายวันที่ 23 พฤษภาคม ปี 2019 เรานั่งคุยกับทีมสนับสนุนชาวเชอร์ปาเพื่อหารือเรื่องการลำเลียงเสบียงสำหรับการค้นหา เจมี แมกกินเนสส์ ผู้นำทางและผู้นำโครงการสำรวจของเรา ยืนยันว่าทีมงานรู้แผนการของเราดี แต่เห็นได้ชัดว่าข้อมูลบางอย่างขาดหายไปในการแปล เมื่อผมอธิบายกลยุทธ์ในการค้นหาร่างของเออร์ไวน์ พวกเขาก็ยกแขนขึ้นและเริ่มถกเถียงเป็นภาษาเนปาล

“เราจะไม่ขึ้นยอดเขางั้นหรือ” ลักปา เชอร์ปา ถาม “ปัญหาใหญ่นะนั่น”

ออซเติร์กแปลข้อความให้เราฟัง ข้อหนึ่ง ทีมสนับสนุนไม่ต้องการให้เราออกนอกเส้นทางที่มีเชือกตรึงไว้โดยทางการจีน พวกเขาบอกว่า มันอันตรายเกินไปและขัดคำสั่งทางการ ข้อสอง ยอดเขาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ทีมงานบางคนเป็นมือใหม่ที่ไม่เคยไปถึงยอดเขา ข้อสาม พวกเขาต้องการใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ที่แคมป์สาม ซึ่งมีความสูงราว 8,200 เมตรและอยู่ในเขตมรณะ เพราะอากาศเบาบางเกินกว่าจะอยู่ได้เป็นเวลานาน “อันตรายมากสำหรับทุกคน” พวกเขาบอก

ขณะดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือที่ราบสูงทิเบต ปาซัง กาจี เชอร์ปา (ข้างหน้า) และลักปา เทนเจ เชอร์ปา ก็ผ่านความสูง 8,750 เมตรบนเมานต์เอเวอเรสต์ คำถามสำคัญคือ เมื่อปี 1924 จอร์จ มัลลอรี และแซนดี เออร์ไวน์ มาได้ไกลแค่นี้ หรือไปจนถึงยอดเขา

ตอนนี้เรากำลังมีปัญหากับทีมสนับสนุนซึ่งมีทั้งหมด 12 คน เช่นเดียวกับทีมอื่นๆทุกทีมเราต้องพึ่งทีมสนับสนุน และถ้าพวกเขาทิ้งเรา การสำรวจของเราก็จบเห่

“ถ้าเราขึ้นยอดเขา ผมจะออกนอกเส้นทางที่ทำไว้เพื่อค้นหาร่องเขาของเออร์ไวน์ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงได้หรือเปล่า” ผมถามแมกกินเนสส์

“ขาลงน่าจะดีกว่า” เขาตอบ นอกจากนั้น ในเส้นทางขาลง ลักษณะภูมิประเทศจะดูเหมือนที่สวี่จิ้งเห็นเมื่อปี 1960 ที่เขาอ้างว่าเห็นศพด้วย*

เรื่อง มาร์ก ซินนอตต์
ภาพถ่าย เรนัน ออซเติร์ก

เรื่องแนะนำ

ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เมื่อเกือบร้อยปีก่อน แอนดรูว์ “แซนดี” เออร์ไวน์ กับคู่หูปีนเขา จอร์จ มัลลอรี หายตัวไปขณะลงจากสันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมานต์เอเวอเรสต์ นับตั้งแต่นั้น โลกก็กังขาว่าพวกเขาทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งอาจพิชิตยอดเขาได้ในวันนั้น หรือ 29 ปีก่อนที่เอดมันด์ ฮิลลารี กับเทนซิง นอร์เกย์ จะได้ชื่อว่าเป็นสองคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เชื่อกันว่าเออร์ไวน์พกกล้องโกดัก รุ่นเวสต์พ็อกเก็ตไปด้วย ถ้าพบกล้องตัวนั้น และถ้ากล้องบันทึกภาพยอดเขาไว้ได้ นั่นจะเป็น การเขียนประวัติศาสตร์ของยอดเขาสูงที่สุดในโลกขึ้นใหม่  ผมได้ยินทฤษฎีที่ว่า มัลลอรีกับเออร์ไวน์อาจเป็นคนแรกที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้มานานแล้ว แต่ผมเริ่มรู้สึกกระตือรือร้นอยากออกค้นหาเออร์ไวน์เมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง หลังฟังบรรยายของทอม พอลลาร์ด เพื่อนผู้มีประสบการณ์ปีนเอเวอเรสต์มาแล้วอย่างโชกโชน พอลลาร์ดเป็นช่างภาพเคลื่อนไหวในโครงการวิจัยเชิงสำรวจมัลลอรีและเออร์ไวน์ (Mallory and Irvine Research Expedition) เมื่อปี 1999 ซึ่งในระหว่างนั้น นักปีนเทือกเขาชาวอเมริกัน คอนราด แองเคอร์ พบศพของจอร์จ มัลลอรี ในพื้นที่ส่วนนี้ของเอเวอเรสต์ฝั่งเหนือ ซึ่งนักปีนเขาเพียงไม่กี่คนเคยมาเยือน แผ่นหลังทั้งหมดของมัลลอรีเปิดโล่ง ผิวหนังที่อยู่ในสภาพดีดูสะอาดและขาวจนคล้ายรูปปั้นหินอ่อน เชือกที่ขาดมัดรอบเอวของเขาแน่นจนทิ้งรอยไว้กลางลำตัว ซึ่งให้เบาะแสว่า ณ จุดหนึ่ง มัลลอรีน่าจะร่วงตกลงมาอย่างแรง ขาซ้ายของเขาพาดทับขาขวาที่หักเหนือหน้าแข้ง ราวกับมัลลอรีกำลังปกป้องขาข้างที่บาดเจ็บของเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น […]

เดินขบวนไปสู่การสูญพันธุ์

เพนกวินจักรพรรดิ กำลังเผชิญกับความท้าทายระดับเผ่าพันธุ์ ตอนแรก จุดสีดำของ เพนกวินจักรพรรดิ จุดหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่ไกลๆ  แล้วจุดอื่นๆ ก็เข้ามาสมทบกันมากขึ้น จนกลายเป็นขบวนแถวคดเคี้ยวข้ามภูมิทัศน์น้ำแข็งสีขาวโพลนที่เพิ่งก่อตัวขึ้น “แล้วจู่ๆ คุณก็ได้ยินเสียงร้องเสียงแรกๆ” ช่างภาพสเตฟาน คริสต์มันน์ เล่า  นั่นคือตอนที่เขาฉุกคิดขึ้นได้ “ว้าว! พวกนกกลับมากันแล้ว” เวลานั้นเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมที่อ่าวอาตกา ในภูมิภาคควีนมอดแลนด์ของแอนตาร์กติกา ห่างจากปลายด้านใต้สุดของทวีปแอฟริกาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 4,325 กิโลเมตร  คริสต์มันน์รอนก เพนกวินจักรพรรดิ กลับจากการหากินในทะเลมานานกว่าสองเดือน  พวกมันเป็นนกเพนกวินขนาดใหญ่ที่สุด สูงประมาณหนึ่งเมตรขณะยืน และหนักได้ถึง 41 กิโลกรัม สเตฟานวางแผนจะอยู่กับคอโลนีที่อ่าวอาตกาซึ่งมีนกเพนกวินประมาณ 10,000 ตัวตลอดฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง  เขาเคยมาที่นี่แล้วในช่วงฤดูหนาวเมื่อห้าปีก่อน และกลับมาอีกเพื่อบันทึกวัฏจักรการผสมพันธุ์ของนกเพนกวินจักรพรรดิให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่างภาพสัตว์ป่าน้อยคนนักเคยทำมาก่อน  ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์อย่างน้อย 45 องศาเซลเซียสกับพายุหิมะที่ส่งเสียงหวีดหวิว ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งเมตรฤดูหนาวในแอนตาร์กติกาจึงไม่เหมาะกับคนใจเสาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่อากาศหนาวเย็นที่สุด “พูดจริงๆ นะครับ อยู่ไปสักพักคุณก็ชินเอง” คริสต์มันน์บอกฉันเรียบๆ สิ่งที่นกเพนกวินจักรพรรดิไม่ชินง่ายๆ คือการที่น้ำแข็งทะเลอันเป็นฐานที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับผสมพันธุ์และออกล่าสัตว์ในน่านน้ำรอบๆ กำลังหดตัวลงและเป็นไปได้ว่าอาจสูญสิ้นไป แม้จะเป็นนักว่ายน้ำชั้นยอด นกเพนกวินจักรพรรดิตัวเต็มวัยใน 54 คอโลนีรอบแอนตาร์กติกา คิดเป็นคู่ผสมพันธุ์ประมาณ 256,500 คู่ […]

สเก็ตบอร์ด: กีฬาเหินหาว

การเล่น สเก็ตบอร์ด ที่ถือกำเนิดในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียยกระดับจากกีฬาชายขอบ ขึ้นมามีอิทธิพลต่อภูมิทัศน์เมืองและวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างไร บ่ายวันจันทร์แดดสดใสที่เวนิสบีชในแคลิฟอร์เนีย หนุ่มร่างสูงสวมเสื้อยืด กางเกงทรงหลวม กระโดดข้ามราวของสนามสเก็ตแล้วปล่อย สเก็ตบอร์ด ของเขาตกกระทบผิวคอนกรีต  ก่อนใช้เท้าซ้ายเหยียบขึ้นแผ่นกระดานไม้ที่ว่าแล้วไถไปตามขอบนอกของสนามพร้อมเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขารูดลงไปในโบวล์ลาดลึกหนึ่งในสองแอ่งของสนามแล้วพุ่งกลับขึ้นไปยังขอบอีกฟากเมื่อใกล้จะถึงแพลตฟอร์มเขากระโดดลอยตัวขึ้นไปใช้ส้นเท้าข้างที่วางด้านหลังหมุนบอร์ด 360 องศา ก่อนจะลงถึงพื้นแพลตฟอร์มเป็นท่าพลิกแพลงที่เขาทำซ้ำอีกครั้ง ตอนเหินจากปลายแพลตฟอร์มฝั่งนั้นลงมาบนทางเท้า เขาชื่อชอน เดวิส และตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสเก็ตบอร์ดเหนือสิ่งอื่นใด จากเนเพอร์วิลล์ รัฐอิลลินอยส์ เขาย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสเมื่อปีที่แล้ว อาศัยนอนตามโซฟาบ้านคนรู้จัก บางช่วงนอนในรถตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้มาอยู่ที่นี่ในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ถิ่นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้ จากกิจกรรมอดิเรกในย่านท้องถิ่นกลายมาเป็นกีฬาที่ได้แรงส่งขึ้นมาท่ามกลางภาพโต้คลื่นของแคลิฟอร์เนียในทศวรรษ 1950 ปัจจุบัน การเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นกีฬากระแสหลักและแพร่หลายไปทั่วโลกคติที่ว่าใครๆ ก็เล่นกีฬาชนิดนี้ได้ทำให้มันได้รับความนิยมล้นหลาม ในเซี่ยงไฮ้ไปจนถึงเซาเปาลูและเฮลซิงกิ หรือแม้แต่กรุงคาบูล กีฬาสเก็ตบอร์ดมีภาษาของตัวเองไว้ใช้เรียกท่าต่างๆ (เฟกกี, เวิร์ต, คิกฟลิป, ออลลี) มีเหล่าบิดาผู้ก่อตั้ง (ซึ่งรวมถึงโทนี อัลวา, สตีฟ คาแบลเลโร และโทนี ฮอว์ก) มีวารสารบันทึกสถิติ (Thrasher ซึ่งตั้งอยู่ในแซนแฟรนซิสโก) มีภาพยนตร์ประวัติความเป็นมาฉบับสมบูรณ์ที่สุด (สารคดีปี 2001 เรื่อง Dogtown and […]

มองจากภายใน: สถานการณ์การระบาดในประเทศไทย

ความคาดหวังว่าจะพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ ช่างภาพถ่ายทอดสารคดีการแพร่ระบาดในกรุงเทพ เขาถูกทำให้ประหลาดใจจากสิ่งที่เขาพบเจอ ผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนคนแรกถูกรายงานพบที่ประเทศไทย เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ความกระวนกระวายใจได้เกิดขึ้นท่ามกลางประชาชน บางคนมั่นใจว่า รัฐบาลของเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือนักธุรกิจใหญ่โดยที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานทางด้านสุขภาพ เว้นแต่ว่าคุณนับเรื่องการสนับสนุนกัญชาให้ถูกกฎหมาย หลายๆ คนคิดว่าเราอาจต้องดูแลตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น ความคาดหวังว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ ผมเริ่มการถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในช่วงวันแรกๆ ของการแพร่ระบาด ผมกลัวว่า การแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชุมชนแออัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น การทำงานทำให้ท้อแท้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อมีมาก แต่เป็นเพราะมีน้อย ผมรู้สึกได้โล่งใจที่สถานการณ์ไม่เลวร้ายมาก ผมค่อยๆ ออกไปสำรวจเมืองและถ่ายภาพ รัฐบาลสร้างความประหลาดใจให้กับเราด้วยประสิทธิผลของนโยบายที่ประกาศออกมา ประเทศจีนรายงานการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น เมื่อเดือน 31 ธันวาคม 2019 เพียงสามวันให้หลัง สนามบินไทยตั้งด่านตรวจสอบผู้มาเยือนจากเมืองอู่ฮั่น (ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่น) หนึ่งวันหลังจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์ดำเนินการฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 รายแรกถูกตรวจพบในราชอาณาจักร ซึ่งถูกยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกนอกประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 จากวันนั้น ผู้นำรัฐบาลได้ตัดสินใจเพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งในประเทศไทยถูกยกย่องเป็นอย่างมาก และเรายังมีสถาบันทางการแพทย์ที่ดีและมีสถานพยาบาลรองรับที่เพียงพอ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ […]