ขนมปังขิง ลวดลายฉลุไม้สำหรับตกแต่งอาคาร ที่ผสมผสานอยู่ในสถาปัตยกรรมไทย

ขนมปังขิง : ลวดลายที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมไทย

สราญรมย์ ขนมปังขิง ณ แพร่

๑.

“คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นลายหน้าจั่ว ขนมปังขิง แบบนี้ที่ไหนหนอ?” ผมตั้งคำถามในใจ ขณะกำลังละเลียดชมความงามของภาพอาคารไม้เก่าแก่กว่าหนึ่งร้อยปี ที่อดิศร ไชยบุญเรือง กัลยาณมิตรชาวแพร่ส่งมาให้ ในฐานะที่เป็นภาพประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของป่าไม้เมืองไทย นั่นคือภาพอาคารของบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา ธุรกิจต่างชาติแห่งแรกที่เข้ามาทำไม้ในดินแดนล้านนาไทย ณ เมืองแพร่ – เมืองไม้สักทองคุณภาพดีที่สุดของโลก อดิศรเพิ่งถ่ายนี้ไว้เมื่อราว 2 เดือน ก่อนอาคารประวัติศาสตร์ล้ำเลอค่าจะถูกรื้อทำลาย เหลือแต่เพียงภาพถ่ายไว้เป็นอนุสรณ์ ด้วยเหตุผลที่มีเงื่อนงำ

เรื่องและภาพถ่าย  ธีรภาพ โลหิตกุล

บ้านไม้สัก, เมืองแพร่, บอมเบย์เบอร์มา
อาคารบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา ที่ถูกรื้ออย่างมีเงื่อนงำ สังเกตลายที่หน้าจั่ว (ภาพ- อดิศร ไชยบุญเรือง)

“อ๋อ นึกออกแล้ว จั่วคุ้มหนานไชยวงศ์ ก็มีลายแบบนี้” (หนาน ภาษาเหนือ คือ ทิด ในภาษากลาง)

ปีติในดวงใจบังเกิดท่ามกลางความรันทดหดหู่ ด้วยคุ้มหรือบ้านหนานไชยวงศ์ทรงคุณค่า ได้รับการคุ้มครองแล้ว โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ยกย่องเป็น “อาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรม” ประจำปี 2555 เป็นคุ้มแบบล้านนาผสมผสานด้วยลวดลายแบบ “ขนมปังขิง” (Ginger Bread House) ซึ่งศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ อธิบายไว้ในหนังสือ “พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2559 ว่า…

ขนมปังขิง : ลวดลายฉลุไม้สำหรับตกแต่งอาคารมีลักษณะคล้ายขนมปังขิง (Ginger Bread) ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เป็นที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยใช้ตกแต่งจั่ว ตัวอาคาร พระที่นั่ง ตำหนัก และบ้านเรือน

อาคารขนมปังขิงที่โดดเด่นและโด่งดังมาก ในฐานะเรือนไม้สักทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือพระที่นั่งวิมานเมฆ อีกหนึ่งงานชิ้นเอกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับสมัญญานาม “นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”

บ้านไม้สัก, เมืองแพร่, บอมเบย์เบอร์มา, ขนมปังขิง
พระที่นั่งวิมานเมฆ เรือนขนมปังขิงสร้างด้วยไม้สักทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนั้น ยังมี ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ประดับลายขนมปังขิง ในขณะที่เมืองแพร่ มีเรือนขนมปังขิงหลายหลัง ที่เลื่องชื่อมากเห็นจะไม่มีหลังใดเกิน “บ้านวงศ์บุรี” เพราะสวยคลาสสิกจนกองละครนับไม่ถ้วนเรื่อง เลือกบ้านหลังนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำ

๒.

คุ้มวงศ์บุรี กับคุ้มเจ้าหนานไชยวงศ์ เกี่ยวพันกันทางเครือญาติ ด้วยคุ้มวงศ์บุรีสร้างขึ้นตามดำริของแม่เจ้าบัวถา มหายศปัญญา ชายาองค์แรกในเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย เพื่อเป็นของกำนัลในพิธีเสกสมรสระว่างเจ้าสุนันตา ผู้เป็นบุตรีเจ้าบุรีรัตน์ (น้อยหนู มหายศปัญญา) ที่ท่านรับมาเป็นบุตรีบุญธรรม และหลวงพงษ์พิบูลย์ (เจ้าพรหม วงศ์พระถาง) โดยท่านทั้งสองได้ใช้เรือนหลังนี้เป็นเรือนหอในพิธีเสกสมรสด้วย เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2440 แล้วเสร็จในปี 2442 โดยได้ช่างชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้งมาควบคุมการก่อสร้าง

ส่วนคุ้มเจ้าหนานไชยวงศ์ หรือบ้านเจ้าทิดไชยวงศ์ สร้างราว พ.ศ. 2450 โดยเจ้าบุรีรัตน์ (น้อยหนู มหายศปัญญา) เจ้าของคุ้มวงศ์บุรี สร้างเพื่อเป็นเรือนหอให้ธิดาคือ เจ้าสุธรรมมา มหายศปัญญา และเจ้าหนานตึ หัวเมืองแก้ว บุตรเขย ที่มีอาชีพทำป่าไม้เช่นเดียวกัน จัดเป็นบ้านแบบขนมปังขิง สร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง ทาด้วยสีครีมน้ำตาลหรือสีไข่ไก่ขลิบแดง ด้านในไม่ทาสีเพื่อให้เห็นเนื้อไม้ หลังคาเป็นทรงมนิลา มุงด้วยไม้แป้นเกล็ด ประดับลายฉลุสวยงาม สันนิษฐานว่าเป็นช่างชุดเดียวกับที่สร้างคุ้มวงศ์บุรี

แต่ด้วยเหตุที่คุ้มเจ้าหนาน ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเท่าคุ้มวงศ์บุรี จึงแลดูไม่โดดเด่นเท่า แต่กระนั้น ก็มีหลายมุมที่หาดูจากบ้านหลังอื่นได้ยาก อาทิ ลายฉลุหน้าจั่วงามพิสุทธิ์ ลายเดียวกับจั่วอาคารบอมเบย์ เบอร์ม่า ทว่า ฉลุลายได้ละเอียดละออตากว่าเยอะ อีกทั้งที่หน้าต่างชั้นล่างของคุ้ม ยังมีกันสาดไม้โค้งประดับเสาสุดเท่ ซึ่ง อ.ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูศ อุปนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และกรรมการพิทักษ์มรดกสยาม สยามสมาคมฯ ให้ความกระจ่างว่า สถาปัตยกรรมตะวันตกมาอยู่ในประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น (tropical) จึงจำเป็นต้องทำกันสาดยื่นมาคลุมหน้าต่างเพื่อกันแดดกันฝน ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบของสถาปนิกว่าจะทำแบบใดให้สวยงาม บางครั้งก็ทำลักษณะลาดลงตรงๆ

“แต่ในกรณีคุ้มเจ้าหนานฯ น่าจะอยากให้มีความสวยงามอ่อนช้อยเข้ากับโค้งลายไม้ฉลุด้านหน้า เลยออกแบบให้มีความโค้งและลาดเอียงลงมาเพื่อให้น้ำฝนไหลลง ซึ่งไม่ค่อยเห็นที่อื่นทำแบบนี้”

๓.

นอกจากนั้น ที่ชั้นสองของคุ้ม ยังมีประตูบานเปิดยาวถึงพื้นและมีราวกันตก ทีเด็ดอยู่ที่ลายฉลุใต้ราวกันตก ที่งามลลิตา หรืองามอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่ง อ.ปองขวัญ วิเคราะห์ว่า ลายบ้านหลังนี้หนักไปทางดอกไม้ ใบไม้ ซึ่งรับอิทธิพลจากฝรั่ง แต่ช่างไทยมาดัดแปลงปรับลาย เมื่อมาเห็นพืชพรรณแบบไทย จึงออกมาเป็นลายลูกครึ่งฝรั่ง – ไทย ทั้งที่หน้าจั่วและใต้ราวกันตก ถือเป็นเสน่ห์ของคุ้มหลังนี้ ที่หาชมไม่ได้ง่ายนัก

ยิ่งแดดยามบ่ายวันนั้น สาดส่องลงมาทาบทาผนังคุ้ม ส่งให้กันสาดไม้โค้งประดับเสาดูโดดเด่นด้วยแสงและเงา จนยากจะตัดใจจากลาคุ้มหลังนี้ไปได้ง่ายๆ

บ้านไม้สัก, เมืองแพร่, บอมเบย์เบอร์มา,
บัญชรศิลป์ ณ คุ้มหนานไชยวงศ์

……….…………

ขอขอบคุณ

อ.ปองขวัญ ลาซูศ อุปนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม – เอื้อเฟื้อข้อมูล

อดิศร ไชยบุญเรือง รองประธานหอการค้าจังหวัดแพร่ – เอื้อเฟื้อภาพ

เอกสารอ้างอิง

วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ศ. พจนานุกรมศิลปกรรมไทย ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2559

เว็บไซต์ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
………………….

ขนมปังขิง

เป็นชื่อขนมปังชนิดหนึ่งของชาวตะวันตก ที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพรหลายชนิด อาทิ อบเชย กานพลู โป๊ยกั๊ก กระวาน ผักชี ขิง ลูกจันทน์เทศ แต่ชาวตะวันตกเรียก Ginger Bread เมื่อขนมนี้เข้าในไทยสมัยอังกฤษ ฝรั่งเศสมาล่าอาณานิคม คนไทยจึงเรียก ขนมปังขิง หรือ ขนมขิง อีกทั้งฝรั่งตะวันตกยังเรียกบ้านที่ประดับลวดลายที่มีลักษณะหงิกงอคล้ายขิงว่า Ginger Bread House สถาปัตยกรรมประดับลวดลายแบบนี้ เริ่มนิยมในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย ขึ้นเป็นจักรพรรดินีของอังกฤษ ขนมปังขิงจึงมักอยู่คู่กับอาคารศิลปะ “วิกทอเรียนกอทิก” อาทิ สถานีรถไฟฉัตรปตี ศิวาจี เมืองมุมไบในอินเดีย


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จาโรคา : ระเบียงเสน่ห์ราชสถาน

เรื่องแนะนำ

การขี่ม้า ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่เหลืออยู่บนเกาะสวรรค์

พบกับ คนเลี้ยงม้ารุ่นสุดท้าย แห่งดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่ยังคงรักษา การขี่ม้า ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานให้คงอยู่บนเกาะที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ชาวมาร์เคซันได้รักษามรดกทางธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง การขี่ม้า เกาะมาร์เคซัสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่นี่ คุณจะไม่พบบังกะโลที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำ หรือลากูนสีเทอร์ควอยส์ อยู่บนเกาะทั้ง 12 เกาะ หกเกาะจากทั้งหมดยังไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ภาพภูเขาสีเขียวครึ้มตัดกับสีน้ำทะเลเป็นทัศนีภาพอันโดดเด่นของเกาะมาร์เคซัส นอกจากมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าแล้ว ชาวมาร์เคซันยังคงรัษาประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการสักลาย การเต้นรำ ภาษา และการขี่ม้า ม้าได้ถูกนำเข้ามายังเกาะอัวฮูกาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เป็นของขวัญจากพลเรือเอก Abel Dupetit-Thouars ชาวฝรั่งเศส ที่นำม้ามาจากชิลี ชาวเกาะได้ดูแลเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี และใช้ม้าเป็นยานพาหนะเดินทางบนเกาะ ม้ายังช่วยส่งเสริมการล่าสัตว์ป่าของชาวเกาะให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งหารล่าแพะและหมูป่า ซึ่งพวกเขานำมาปรุงเป็นอาหารด้วยกรมมวิธีท้องถิ่นที่ทำให้เนื้อสัตว์สุกอย่างช้าๆ ด้วยการอบร้อนในเตาที่ฝังไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า อูมู (ชมภาพการปรุงอาหารแบบท้องถิ่นได้ ที่นี่) นอกจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวเกาะยังมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกสรรทั้งผลไม้ อย่างมะพร้าว มะม่วง และผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบจากท้องทะเล ชาวมาร์เคซัน “มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่” Julien Girardot ช่างภาพ เล่าและเสริมว่า ทุกวันนี้ ด้วยการพัฒนาของถนนและการเข้ามาของรถยนต์ “ชาวมาร์เคซันส่วนใหญ่ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นไปจ่ายตลาด […]

ดีแคทลอน สโตร์ที่มอบประสบการณ์ให้แก่ผู้ซื้อ

ดีแคทลอน ร้านอุปกรณ์กีฬาที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ซื้อตั้งแต่อยู่ในร้าน “ผลิตภัณฑ์ของเราออกแบบโดยผู้เล่นกีฬาตัวจริง เพื่อผู้เล่นกีฬาตัวจริงเช่นคุณ” – ดีแคทลอน คือข้อความที่ปรากฏบนหน้าเว็บไต์ของร้านขายอุปกรณ์กีฬาสัญชาติฝรั่งเศส ชื่อ ดีแคทลอน (Decathlon) ทีมงานจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ลงพื้นที่ไปทำความรู้จักดีแคทลอนให้มากขึ้น เมื่อเราเห็นผลตอบรับที่ดีจากการการออกร้านในงาน Explorers Fair 2019 ที่ผ่านมา ภายในกองบรรณาธิการ เราสอบถามกันว่าใครรู้จักดีแคทลอนบ้าง มีเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น ที่ตอบมาอย่างหนักแน่นว่าเป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬาที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสมาเนิ่นนานแล้ว และสืบเนื่องจากงาน Explorers Fair 2019 ที่ผ่านมา ที่เราได้ร่วมงานกับดีแคทลอน เราจึงได้รับเชิญไปเยี่ยมชมสโตร์ของดีแคทลอน สาขาพระราม 4 บรรยากาศการพบปะกันไม่ใช่การนั่งคุยกันจริงจังอย่างที่เราคุ้นเคย ผู้จัดการสโตร์นำเราเดินชมรอบๆ พร้อมเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปของดีแคทลอนในประเทศไทย “เราอยากให้ทุกคนเข้าถึงกีฬาได้สะดวกและง่ายขึ้น” คือแนวคามคิดที่ดีแคทลอนยึดเป็นแนวทางในการขยายสาขาให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สโตร์เข้าไปอยู่ใกล้แหล่งที่ผู้บริโภคต้องการเราและเข้าถึงได้ง่าย ในปี 1976 ดีแคทลอนก่อตั้งสโตร์แรกในฝรั่งเศส จากนั้นขยายฐานการผลิตมาตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 1989 อีกห้าปีถัดมาเปิดร้านในรูปแบบเอาต์เล็ต ปี 2013 ดีแคทลอนเพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อด้วยการเปิดตัวบริการ E-commerce และในปี 2015 เกิดสโตร์สาขาแรกในไทย คือสาขาบางนา ปัจจุบัน ดีแคทลอนขยายสาขาไปทั่วประเทศไทยรวม 10 […]

ความสำคัญของผืนป่าตะวันตก

ความหลากหลายและความอุมสมบูรณ์ของกลุ่มป่าตะวันตกได้หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตมากมายและยาวนาน ผืนป่าตะวันตก ป่าตะวันตก เป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ล้านไร่ (ประมาณ 18,000 ตารางกิโลเมตร) และนับเป็นพื้นที่คุ้มครองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าอนุรักษ์ถึง 17 แห่ง ทั้งพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ในภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ในขณะที่ผืนป่าอนุรักษ์หลายแห่งในประเทศไทยอยู่กระจัดกระจายเป็นผืนเล็กผืนน้อย บ้างก็มีชาวบ้านแผ้วถางพื้นที่ทำกินอยู่ใจกลางป่า หรือเข้าใช้ประโยชน์เก็บหาของป่ากันจนป่ามีสภาพทรุดโทรม จนหลายแห่งแทบไม่เหลือสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในระบบนิเวศนั้นเลย แต่ผืนป่าตะวันตกซึ่งยังคงเป็นป่าเขียวขจีเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ ผืนป่าตะวันยกยังเป็นเขตการกระจายพันธุ์ของสัตว์ป่า หรือเขตภูมิศาสตร์สัตว์ (zoogeographical range) ที่หลากหลาย เช่น นกเงือกคอแดง ที่กระจายมาตั้งแต่อินเดีย (India subregion) และสมเสร็จ ซึ่งกระจายมาตั้งแต่คาบสมุทรมลายู (Sundaic subregion) เป็นต้น ดังนั้น ทั้งขนาดของพื้นที่และตำแหน่งที่ตั้งที่เป็นจุดรวมของเขตสัตวภูมิศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ผืนป่าตะวันตกมีความโดดเด่นในด้านความหลากหลายของชนิดสัตว์ป่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากว่า 150 ชนิด […]