อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เที่ยวป่า หน้าฝน - National Geographic Thailand

เที่ยวป่า หน้าฝน รถไฟ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการเดินทางในฤดูฝน และอยากสัมผัสบรรยากาศตามชื่อเรื่อง ผมมีอยู่หนึ่งสถานที่ในประเทศไทย ที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับการนั่งรถไฟและเที่ยวป่าฝนอย่างสบายอารมณ์ นั่นคือที่ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล พื้นที่ป่ารอยต่อระหว่างจังหวัดลำพูนกับลำปาง

โดยการเดินทางครั้งนี้ทางทีมของเราได้รับการสนับสนุนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ด้วยขบวนรถด่วนขบวนพิเศษ “อุตราวิถี” ซึ่งภายในตกแต่งอย่างทันสมัย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น จอ LED แบบสัมผัสเพื่อบอกพิกัดของรถไฟ ปลั๊กชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อ่างล้างมือ และห้องน้ำที่แยกส่วนระหว่างห้องอาบน้ำกับโถปัสสาวะ เมื่อได้มาสัมผัสบรรยากาศความทันสมัยเช่นนี้ ทำให้ผมลืมภาพจำที่เคยมีกับรถไฟไทยไปเลย เพราะการเดินทางของเราครั้งนี้สะดวกสบายมากขึ้นกว่าครั้งไหน ๆ

เราเดินทางออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 18.10 น. ด้วยขบวนรถที่ 9 กรุงเทพ – เชียงใหม่ เหตุผลของการเลือกเดินทางในเวลากลางคืน เพราะว่าเราสามารถนอนหลับพักผ่อนไปบนตู้โดยสารของรถไฟได้ และเป็นการเก็บแรงไว้ท่องเที่ยวเมื่อเราไปถึงสถานีปลายทาง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 การรถไฟฯ จึงไม่มีบริการอาหารแบบเต็มรูปแบบ ดังนั้นผู้โดยสารจึงควรเตรียมอาหารมารับประทานระหว่างเดินทางด้วย

เราเดินทางมาถึงสถานีปลายทางในเวลา 06.00 น. บรรยากาศยามเช้าบนสถานีขุนตาน สถานีรถไฟเล็ก ๆ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกเมื่อเราก้าวเท้าลงถึงชานชาลา เป็นบรรยากาศยามเช้าที่สงบและสวยงาม พร้อมมีเรื่องราวของอุโมงค์ขุนตานภาพความทรงจำในใจ พวกเราจัดแจงร่างกายของตัวเองไปอาบน้ำล้างหน้าเพื่อเรียกความรู้สึกสดชื่น แวะรับประทานอาหารเช้ากับกาแฟอุ่น ๆ ก่อนเดินทางขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเที่ยวป่าในฤดูฝนคือ ความเขียวชอุ่มของแมกไม้นานาพรรณ ไม่ว่าคุณจะมองทางไหนก็รู้สึกสดชื่น ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความชื้นในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า การได้อยู่ท่ามกลางป่าไม้และธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้ อย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีวิธีการอาบป่า หรือชินรินโยกุ ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อบำบัดร่างกายและจิตใจที่อ่อนล้าให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นสถานที่ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย มีลานกางเต็นท์ชื่อไพเราะว่า “ลานชมดาว” ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เดียวกับที่ทำการสำนักงานฯ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบเงียบ ลองเดินขึ้นไปกางเต็นท์ที่จุดยุทธศาสตร์ 1-4 คุณจะได้บรรยากาศการกางเต็นท์ที่สงบเงียบ โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีร้านค้าจำหน่ายอาหาร และห้องน้ำไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์ค้างแรมในบ้านพัก ทางอุทยานฯ มีบ้านพักให้เลือกหลายรูปแบบ พร้อมกับวิวธรรมชาติที่จะทำให้เช้าวันใหม่ของคุณสดชื่นกว่าทุก ๆ วัน

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติในแต่ละจุดกางเต็นท์ เป็นเส้นทางสำหรับผู้เริ่มต้นเดินป่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสนามซ้อมสำหรับการเดินป่าระยะไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากเดินป่า แต่ยังไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ผมแนะนำว่าลองมาเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอุทยานฯ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และถือเป็นการออกมาใช้เวลากับธรรมชาติไปในตัว

การเดินทางมาท่องเที่ยวป่าในฤดูฝน บางครั้งเราก็ไม่ต้องการทำกิจกรรมเยอะมาก เพียงแค่นั่งอยู่ในเต็นท์แล้วฟังเสียงฝน ก็รับรู้ถึงความรู้สึกสบายใจและสดชื่นได้ เมื่อฝนค่อย ๆ ซาเม็ดค่อยออกมานั่งหน้าเต็นท์ชื่นชมความงามของธรรมชาติกันต่อ แม้ความชื้นในอากาศจะค่อนข้างสูง แต่ที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล กลับไม่ปรากฏตัวทากดูดเลือดให้พวกเราเป็นกังวล ผมพบเเค่เพียงหอยทากตัวน้อยคลานช้า ๆ อยู่ตามใบหญ้า และแมลงรูปร่างแปลกตาบินสลับไปมา

ทางทีมของเราเลือกกางเต็นท์ที่ลานสน ย.2 โดยเหตุผลส่วนตัว ผมคิดว่าจุดนี้บรรยากาศดี วิวทิวทัศน์สวยงาม มีห้องน้ำอยู่ใกล้ ๆ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมน้ำตกตาดเหมย แม้เส้นทางจะยากลำบากไปหน่อย แต่ก็เป็นความคุ้มค่าที่ได้เยี่ยมชมสักครั้ง จุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งในอุทยานฯ คือจุดชมวิว ย.4 ที่มีภาพของอาทิตย์อุทัยอันงดงาม ถ้าโชคดีเราอาจได้พบเห็นทะเลหมอกเป็นฉากหน้าของแสงอรุณที่เส้นขอบฟ้า หากอยากเก็บภาพอันน่าประทับใจเช่นนี้ แนะนำว่าควรเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวตั้งแต่หัวรุ่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อจะได้ไม่พลาดบรรยากาศยามเช้าที่ตระการตา แต่ในช่วงฤดูฝนที่เมฆมักบดบังท้องฟ้าจนเป็นสีเทาครื้ม ซึ่งอาจมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามเท่ากับช่วงอื่นของปี แต่พอเวลาสายแสงอาทิตย์จะค่อย ๆ แทรกผ่านม่านหมอกลงมาได้บ้าง เราก็จะพบกับความของธรรมชาติในอีกมิติหนึ่ง

วันสุดท้ายของการเดินทางก่อนกลับกรุงเทพฯ ยังพอมีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ เราจึงตัดสินใจไปเดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ทำให้ได้เห็นความสุขที่เรียบง่ายของชาวบ้านตำบลท่าปลาดุก อำแม่ทา จังหวัดลำพูน พร้อมกับพูดคุยกับนายสถานีรถไฟ และแม่ค้าที่นั่งหยอกล้อกับสุนัขจรที่มาอาศัยนอนในสถานีฯ ขณะที่บางคนในทีมขอตัวไปเดินเล่นถ่ายรูปเก็บบรรยากาศรอบ ๆ ช่วยให้รู้ว่า บางครั้งความสุขก็ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่อยู่ไกลตัว การเดินทางมักเปิดมุมมองความสุขอย่างง่าย ๆ ให้เราเสมอ

“ที่สถานีขุนตาน ผู้คนมักเดินทางมาอย่างเนืองแน่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ วันธรรมดาก็พอมีบ้างประปราย” พี่ริ่ว นายสถานีรถไฟขุนตาน กล่าวและเสริมว่า ” ถ้าที่นี่ไม่มีอุโมงค์ขุนตาน ไม่มีอุทยานแห่งชาติฯ สถานีนี้ก็คงเงียบเหงาไม่มีชีวิตชีวา เป็นทางผ่านเหมือนกับอีกหลายสถานี” พวกเราขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวัน บอกลาความสงบ ก่อนจะไปใช้ชีวิตกับการทำงานในเมืองใหญ่ต่อไป

ขอขอบคุณ
กองโฆษณาและส่งเสริมการท่องเที่ยว การรถไฟแห่งประเทศไทย
ที่เชิญให้เรามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับการนั่งรถไฟไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และเราหวังว่าคุณก็คงอยากจะสัมผัสประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้เช่นกัน
ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนรถเพิ่มเติม สามารถโทรติดต่อได้ที่สายด่วน 1690 นะครับ

อ่านเรื่องอุทยานแห่งชาติขุนตาลเพิ่มเติม https://ngthai.com/travel/25574/doikhuntannationalpark/

เรื่อง ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
ภาพ ศุภกร ศรีสกุล


หัวลำโพง

เมื่อถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง สิ่งที่ต้องทำคือเช็คขบวนรถจากตั๋ว ว่าอยู่ชานชาลาไหน ขบวนรถที่เท่าไหร่ และท่าจะให้ดีควรมาถึงสถานีล่วงหน้าสักหนึ่งหรือครึ่งชั่วโมงก่อนรถออก เพราะว่าเราจะได้มีเวลาเตรียมเสบียงไว้กินบนรถ เนื่องมาจากสถานการณ์โควิด 19 ทำให้การบริการอาหารและเครื่องดื่มบนตู้เสบียงงดให้บริการ

หลังจากดูจนมั่นใจว่าใช่ขบวนที่ 9 ก็ยื่นตั๋วในนายตรวจพาไปยังห้องพัก คราวนี้เราจอง 2 ห้องติดกันประตูสามารถเปิดหากันได้ ภายในห้องมีจอ LED สำหรับบอกพิกัดการเดินทาง พร้อมทั้งปลั๊กไฟไว้ชาร์ทแบตฯอุปกรณ์อีเลคโทรนิก จากนั้นก็ชื่นชมบรรยากาศเมืองกรุงยามค่ำ พอขบวนรถผ่านรังสิต
หนังตาก็เริ่มจะปิดจากความอ่อนเพลีย พักก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พบกัน สถานีขุนตาน

บนรถไฟ ก่อนถึงสถานี และสถานีขุนตาน

ขบวนรถไฟ “อุตราวิถี” มาถึงสถานีขุนตานประมาณ หกโมงเช้า
เราเตรียมตัวก่อนหน้านั้นประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายได้พร้อมปรับสภาพไม่งัวเงียเกินไป พอลงจากขบวนรถได้ สิ่งที่เห็นคือ เจ้าถิ่นมารอรับเหมือนกับว่าได้นัดหมายกันไว้ให้มารอ ยังเช้าเกินไปที่จะเดินขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล พวกเราหาอาหารเช้ารองท้องกันก่อนแล้วค่อยเดินเท้าขึ้นอช.ต่อไป

ก่อนถึงอช.ดอยขุนตาล มีต้นไม้ใหญ่กลางถนน เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องเก็บภาพ และเมื่อเข้ามาในเขตอุทยานฯแล้วก็ต้องเช็คอินกันตามระเบียบครับ การมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลนั้น มาครั้งเดียวเที่ยวสองจังหวัดเลยครับไม่เสียเวลาด้วย

 ถึงที่ทำการอุทยานฯแล้ว ยังมีเวลาเหลือครับนั่งชมวิวบริเวณที่ทำการก่อน ยังไม่ต้องรีบ

วิวที่เห็นคือประมาณนี้ครับ

หลังจากหายเหนื่อยแล้ว และรับประทานอาหารเที่ยงจากร้านค้าสวัสดิการเรียบร้อย พร้อมที่จะเดินทางต่อ ระหว่างทางมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับป่าไม้ในประเทศไทย อ่านเข้าใจง่าย

เดินมาสักพักเราจะพบบ้านพักตากอากาศสีเหลือง บ้านหลังนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ากำแพงเพ็ชรอัครโยธิน บิดาแห่งการรถไฟ ที่ประทับในครั้งเสด็จมาคุมงานก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน ตั้งอยู่บริเวณ ย.1 ซึ่งอยู่สูงจากระดับทะเล 900 เมตร

 แวะชมบ้านพักรับรองเสร็จก็เดินทางต่อเป้าหมายของเราวันนี้คือลานกางเต็นท์ ย.2 (ลานสน)

อีก 150 เมตร ถึง ลานกางเต็นท์ ตรงนี้จะชันนิดนึง แค่อึดใจเดียวก็ได้พักแล้ว

บริเวณลานกางเต็นท์แวดล้อมไปด้วยต้นสน หลังจากหาทำเลกางเต็นท์เป็นที่เรียบร้อย ก็พักนิดนึง 

เวลาอาหารเที่ยงง่ายๆด้วยอาหารซองสำเร็จรูป การแคมปิ้งแบบนี้ควรหาอาหารสำเร็จรูปดีที่สุดครับ บริเวณลานกางเต็นท์มีนำที่ต่อท่อมาจากภูเขา ดีที่สุดคือมีเครื่องกรองนำแบบพกพาช่วยได้ครับ

หลังอาหารเที่ยง ฝนก็โปรยลงมา ตกๆหยุดๆอยู่เป็นระยะ ท้ายที่สุดการนั่งคุยกันท่ามกลางสายฝนก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่แย่

เดินเล่นขึ้น ย.4

 ผ่านค่ำคืนที่ชุ่มฝนที่เย็นสบาย ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟสดรสชาติเยี่ยม ยิ่งดื่มด่ำท่ามกลางธรรมชาติ ยิ่งเพิ่มอรรถรสยิ่งนัก

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

หมุดหมายต่อไปจุดชมวิว ย.4 จาก ย.2 ไป ย.4 ระยะทางโดยประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางเดินง่ายเหมาะกับมือใหม่มากๆ

ระหว่างทางมักมีเรื่องราวของมันเสมอ การเดินป่ามักได้พบเจอกับต้นไม้แปลกตา

ไม้ใบเขียวที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้มนุษย์จินตนาการ

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเดินง่ายไม่โหด ใครๆก็เดินได้

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

อีกนิดเดียวถึงแล้ว ย.4

วิว ย.4 หลังจากฝนโปรยปรายเมื่อคืน ถึงแม้นไม่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น อย่างน้อยยังได้เห็นฟ้าใส และหมอกจางๆ

กลับบ้าน

ลงจากดอยขุนตาล กลับสู่สถานีขุนตานอีกครั้ง ขากลับเรามีเวลาอยู่ที่สถานีเกือบครึ่งวัน ไม่ใช่ไม่มีที่ไปเพียงแต่เรา ชอบบรรยากาศแบบบ้านบ้านของที่สถานีนี้ ไม่เบื่อเลยที่จะนั่งมองชีวิตผู้คน พูดคุยกับคนแปลกหน้า อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของพวกเค้า การได้จับจ่ายใช้สอยในพื้นที่แห่งนี้มันเป็นสีสันอย่างหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้เลย

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

อาคารสถานีขายตั๋วเก่า

สถูปอนุสรณ์ของ นายเอมิล ไอเซนโฮเฟอร์วิศวกรชาวเยอรมัน ที่คุมงานก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน จนสำเร็จ

 เครื่องมือสำหรับสับรางรถไฟ ที่ยังคงใช้ถึงปัจจุบันแม้นว่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน

ถึงแม้นว่าจะออกเวรไปแล้ว แต่ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

พี่ริ่ว นายสถานีรถไฟขุนตาน วัยใกล้เกษียณ ที่นั่งคุยเป็นเพื่อนเราระหว่างรอรถไฟขบวนสุดท้ายของวันนี้

บรรยากาศสถานีรถไฟขุนตานยามค่ำคืน ก่อนที่รถไฟขบวนสุดท้ายของวันกำลังจะมา

เรื่องแนะนำ

ล่องเรือไปตั้งแคมป์แบบไม่ค้างคืนริม “แม่น้ำบีคลี่” สำรวจธรรมชาติลำน้ำสำคัญของสังขละบุรีที่บางจุดพบได้เฉพาะในฤดูฝน

สังขละบุรีไม่ได้มีไฮไลต์แค่สะพานมอญ เจดีย์พุทธคยา หรือวัดจมน้ำ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าแม่น้ำบีคลี่ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเท่าสถานที่ที่กล่าวถึงข้างต้น ก็มีจุดกางเต็นท์บนสันทรายและหินกรวดหลายจุด มีน้ำตกเล็ก ๆ ที่เราสามารถเดินเท้าขึ้นไปนั่งแช่กายคลายร้อนได้ไม่ยาก รวมถึงมีบางช่วงของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจนสามารถพายเรือคายัคล่องไปตามกระแสซ่อนอยู่ . ลำน้ำสายนี้ในช่วงฤดูฝนจึงเหมาะมากสำหรับ Explorer สายลุยทุกคน ทั้งการเที่ยวไปเช้า-เย็นกลับแบบ One-Day Trip หรือค้างแรมตั้งแคมป์ซึมซับบรรยากาศป่าเขียวที่ตัดขาดจากโลกโซเชียลโดยสิ้นเชิง แม่น้ำบีคลี่ คือหนึ่งในสามแม่น้ำสายสำคัญของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเมื่อไหลมารวมกับแม่น้ำรันตี และแม่น้ำซองกาเรีย บริเวณวัดวังก์วิเวการาม ที่เรียกกันว่า “สามสบ” หรือ “สามประสบ” จะกลายเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควน้อย . ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำในแม่น้ำบีคลี่จะค่อนข้างสูงและไหลเชี่ยวในบางช่วง ลำพังการพายเรือทวนกระแสน้ำด้วยฝีพายของพวกเราเองอาจไปไม่ถึงจุดหมาย ดังนั้นในวันออกสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พวกเราจึงตัดสินใจเช่าเหมาเรือหางยาวของชาวบ้านเป็นพาหนะหลัก เพื่อบรรทุกเรือคายัคสองลำล่องสวนกระแสไปตามลำน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน เรือหางยาวลำนี้พาเราออกจากที่พักที่บ้านแม่น้ำ แล่นผ่านสามประสบ ผ่านจุดสกัดทางน้ำปากห้วยบิคลี่เข้าสู่ช่องเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้ชะอุ่มเขียวและไม่คดเคี้ยวมากนัก ผ่านจุดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อประตูเมือง” จนไปเจอทุ่งมาลัย ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไมยราพที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งที่น้ำแห้งเหือด นอกจากกิ่งก้านสาขาของไมยราพจะโผล่พ้นน้ำอีกคราว ผืนดินบริเวณนี้ยังจะกลายเป็นจุดที่ชาวบ้านมักพาวัวออกมากินหญ้าเกิดเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศ เศษมูลวัวกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าปลาเค้าดำ ปลาอีทุบ ปลายี่สก ฯลฯ ที่จะว่ายทวนน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขาแหลมมาวางไข่ในฤดูน้ำหลาก นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แม่น้ำบีคลี่ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และไม่อนุญาตให้จับปลาหรือทำประมงน้ำจืดในฤดูวางไข่อย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาระบบนิเวศอันสมบูรณ์นี้ให้คงอยู่ตลอดไป . ส่วนจุดหมายของเราในทริปนี้ คือการไปพักตั้งแคมป์ชั่วคราวบนสันทรายบริเวณโค้งน้ำใกล้กับน้ำตก […]

ท่องดินแดนน้ำแข็งแห่งเกาะกรีนแลนด์

ชมหมีขั้วโลก ปีนภูเขาน้ำแข็ง และสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นในเกาะที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง กรีนแลนด์ กรีนแลนด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในภาษา Eskimo-Aleut อันเป็นภาษาของชาวกรีนแลนด์เอสกิโมผู้เป็นชาวพื้นถิ่นของเกาะแห่งนี้เรียกว่า Kalaallit Nunaat เป็นเกาะขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและการผจญภัยหลากหลายรูปแบบ เราสามารถเริ่มต้นสำรวจเกาะแห่งนี้ได้จากฟยอร์ดหลายแห่งในกรีนแลนด์ตะวันออก โดยการพายเรือคายัครอบภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งอาจได้มีโอกาสทอดสายตาไปยังหมีขั้วโลกเจ้าถิ่นที่คล่องแคล่วว่องไว เล่นไต่สกีลงมาในที่พื้นที่ลาดชันอันห่างไกล เดินไต่ธารน้ำแข็ง เรียนรู้การควบคุมสุนัขลากเลื่อน ขี่รถลากเลื่อนหิมะ จากนั้นไปยังชายฝั่งด้านใต้และตะวันตกเพื่อเดินตามเส้นทางเดินเขา ตกปลา หรือชมทิวทัศน์ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ หรือท่องไปในที่มีผู้คนอยู่อาศัยอยู่มากอย่างเมือง Nuuk และ Sisimiut เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและอาหารของชาวเอสกิโม กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นไปได้ที่เกาะกรีนแลนด์ เรื่องโดย STARLIGHT WILLIAMS ภาพถ่ายโดย KEITH LADZINSKI อ่านเพิ่มเติม ดำสำรวจใต้ผืนน้ำแข็งของกรีนแลนด์

สาร (กำลังใจ) จาก บ้านลวงเหนือ เชียงใหม่

ในยามที่ทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ กำลังใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นเหมือนยาบำรุงใจชั้นดี ที่เราสามารถมอบให้กันและกันได้ บ้านลวงเหนือ ในห้วงเวลาของการระบาดใหญ่ที่กินเวลาต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ส่งผลให้ผู้คนทั้งโลกต้องแยกจากันทางกายภาพ และด้วยพื้นฐานของมนุษย์ที่เป็นสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ ทำให้เราต่างโหยหาที่จะกลับมาเจอหน้ากันในชีวิตจริงอีกครั้ง บ้านลวงเหนือ เช่นเดียวกับธุรกิจเพื่อสังคม ที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวชุมชนมากว่า 10 ปี อย่างโลเคิลอไลค์ พวกเขาได้ร่วมทำงานกับชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ จึงเกิดความรักและผูกพันกับคนในชุมชน และช่วงสถานการณ์ที่ถูกปิดกันการเดินทาง ชาวบ้านก็คิดถึงพวกเขาเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา โลเคิลอไลค์ได้ทำงานร่วมกับ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ” ชุนชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์การแต่งกาย ประเพณี ผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าทอไทลื้อ กระดาษสา ไม้แกะสลัก รวมไปถึงอาหารถิ่นเหนือของชาวไทลื้อ เช่น “แอ่งแถะ” ซุปผักเข้มข้นจากเครือเถาคล้ายใบโพธิ์ น้ำปู ปูน้ำจืดหรือปูนาเคี้ยวข้นจนเป็นน้ำพริกรสเค็มหอมปูทานกับข้าวนึ่ง หรือของทานเล่นขึ้นชื่อ “ข้าวแรมฝืน” หรือเรียกว่า “ข้าวแคบ” คล้ายข้าวเกรียบแผ่นบางรสเค็ม บ้านลวงเหนือจึงเป็นชุมชนท่องเที่ยวครบทุกด้าน จากการบอกเล่าและบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่า ชาวไตลื้อมีประวัติการอพยพหนีสงครามมาจากสิบสองปันนา ทางใต้ของมณฑลยูนาน ประเทศจีน โดยเดินทางแยกออกมาตั้งรกรากตามจุดต่างๆ ยังดินแดนสุวรรณภูมิ หนึ่งในนั้นคือ บ้านลวงเหนือในปัจจุบัน เดิมจากถิ่นฐานเก่าคำว่า “ลวง” มาจากบ้านเมืองเดิมจากสิบสองปันนา อันหมายถึงสัตว์ประเสริฐอย่างคล้ายมังกร หรือนาค […]