อัศจรรย์พิภพ บาดาล แห่งสโลวีเนีย - National Geographic Thailand

อัศจรรย์พิภพ บาดาล แห่งสโลวีเนีย

ในภูมิภาคแบบคาสต์ของสโลวีเนีย ถ้ำสองแห่งทอประกายอยู่ในภาพถ่ายโลก บาดาล ตระการตาที่ไม่เคยมีใครถ่ายได้มาก่อน เราจึงย้อนรอยการค้นพบครั้งนั้น

ปากทางเข้าสู่ถํ้า บาดาล ซึ่งเคยรู้จักกันในชื่อที่มีความหมายตรงตัวว่า “ถํ้าหนาว” ตั้งอยู่ทางใต้ของสโลวีเนีย ห่างจากเมืองหลวงลูบลิยานา 34 กิโลเมตร ปัจจุบันรู้จักกันในนาม คริชนา (Križna)  ตามชื่อโบสถ์ที่อยู่ใกล้กันอันเป็นจุดหมาย ของนักจาริกแสวงบุญ ตั้งอยู่บนยอดเขา สูง 857 เมตร  ในลุ่มนํ้าลูบลินิตซา ที่ซึ่งนํ้าระบายผ่าน ภูมิประเทศแบบคาสต์ (karst) ทําให้เกิดเครือข่ายหลุมยุบ เถื่อนถํ้า และทางเดินใต้ดินอันน่าพิศวง

พบหลักฐานว่าผู้คนมาเยือนถํ้าแห่งนี้มานับพันปีแล้ว เศษเครื่องปั้นดินเผาที่พบใกล้ทางเข้าถํ้ามีอายุอยู่ในยุคสําริด รายงานชิ้นแรกเกี่ยวกับถํ้าคริชนาเป็นของจอห์น เจมส์ โทบิน ชาวอังกฤษ หลังมาเยือนถํ้านี้เมื่อปี 1832 ต่อมา ในปี 1838 โยเชฟ เซเรร์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ จึงได้เขียนคําอธิบายถํ้าและสเก็ตช์ภาพถํ้าขึ้นเป็นครั้งแรก

บาดาล, คาสต์, ถ้ำ, สโลวีเนีย
เพดานหินพอกสีทองผนึกรวมเข้ากับหินงอกก่อตัวเป็นเสาหินหยดตระการตาในถํ้าคริชนาใหม่ ซึ่งค้นพบตรงหลุมยุบชื่อดีคัลนิก ที่เกรอะดีดอล

จุดเปลี่ยนของการสํารวจถํ้าแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1878 หลังเฟร์ดินาน ฟอน ฮอคช์เตเตอร์ นักธรณีวิทยา ผู้พํานักอยู่ในกรุงเวียนนา ขุดพบกระดูก 4,600 ชิ้นซึ่งเป็นของหมีถํ้าราว 100 ตัว ระหว่างที่ฮอคช์เตเตอร์ขุดค้น ครั้งที่สองในปีถัดมา โยเซฟ ซอมบาตี นักโบราณคดี ได้จัดทําแผนที่ถํ้าอย่างละเอียดฉบับแรกขึ้น

ในช่วงกว่า 80 ปีนับจากนั้น ก่อนการค้นพบทะเลสาบใต้ดิน ถํ้าคริชนาเป็นที่รู้จักเพราะกระดูกหมีเป็นหลัก  หมีถํ้าสี่ชนิดซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหมีสีนํ้าตาลในปัจจุบันมาก ท่องไปเกือบทั่วยุโรปในสมัยไพลสโตซีน  กระทั่งสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 26,000 ปีก่อน หมีหลายชั่วรุ่นอาศัยและจําศีลอยู่ในถํ้าคาสต์แห้งๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายหลายแห่งทั่วที่ราบสูงคาสต์ของสโลวีเนีย ส่วนของถํ้าคริชนาที่รู้จักกันในชื่อทางเดินเมดเวดี (ทางเดินหมี) ซึ่งต่อมามีหินพอกขนาดใหญ่งอกขึ้นมากั้นขวาง เป็นที่อาศัยของ Ursus ingressus หมีชนิดที่อพยพจากเอเชียเมื่อราว 50,000 ปีก่อน

บาดาล, คาสต์, ถ้ำ, สโลวีเนีย, นักสำรวจถ้ำ
ทางเดินเยเซร์สกี (ทะเลสาบ) สิ้นสุดตรงหลุมขอบชัน ซึ่งเป็นหลุมยุบชนิดหนึ่ง ลําธารนี้แห้งผากตามฤดูกาล และทางเดินอาจถูกนํ้าท่วม เห็นได้จากคราบสีเทาบนผนังซึ่งบ่งบอกระดับนํ้าจากฝนหนัก

หลังการขุดค้นของฮอคช์เตเตอร์ ถํ้าก็เริ่มดึงดูดผู้มาเยือน แต่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงยังนํานักลักลอบขุดค้นมาด้วย หินหยด (dripstone) ถูกหักแล้วนําไปวางขายตามแผงใกล้ถํ้าโปสโตยนาซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังกว่าและอยู่ห่างไปราว 30 กิโลเมตร

แม้ถํ้าคริชนาจะโด่งดัง ทว่าภูมิทัศน์แหล่งนํ้าในถํ้าที่ชวนตื่นตะลึงกลับไม่มีใครค้นพบเป็นเวลานานอย่างน่าทึ่ง ในปี 1926 ครูโรงเรียนมัธยมในลูบลิยานาชื่อ มักส์ เปรเซลย์ และนักเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นคนกลุ่มแรกที่สํารวจถํ้าด้วยเรือ ระหว่างการสํารวจที่ใช้เวลาหลายวัน พวกเขาใช้เส้นทางที่ตอนนี้รู้จักกันในชื่อ ทางเดินเยเซร์สกี (ทะเลสาบ) ไปยังคัลวาเรีย (แคลวารี) ที่ซึ่งลําธารใต้ดินสองสายมาบรรจบกัน  ระหว่างปี 1927 ถึง 1934 สมาชิกของสมาคมถํ้าลูบลิยานายังสํารวจทางนํ้าอื่นๆอีกด้วย

สถาปนิกใหญ่ผู้รังสรรค์ถํ้าแห่งนี้คือสายนํ้าหยาดนํ้าฟ้าแทรกซึมไปทั่วภูมิทัศน์แบบคาสต์ที่อยู่รอบๆ ไหลรินลงสู่เถื่อนถํ้า และฝนหนักก็ทําให้ธารนํ้าในหลุมยุบที่เรียกว่า หลุมขอบชัน (ponor) เอ่อท้น เมื่อขึ้นชื่อว่านํ้าย่อมหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะมีการค้นพบสัตว์นํ้าราว 36 ชนิดในถํ้า ส่วนใหญ่เป็นโทรโกลไบต์ (troglobite) ซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่พบในถํ้าต่างๆ

บาดาล, คาสต์, สโลวีเนีย, นักสำรวจถ้ำ
รอยเว้าแนวดิ่งเหล่านี้ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของนํ้าปรากฏบนผนังหลายจุดของทางเดินเดซมัน ที่ซึ่งยาเนซ ยากาเซราร์ นักสํารวจถํ้า นั่งเพื่อให้เห็นสัดส่วนของรอยเว้าเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น
.
ทางเดินนี้อยู่ใกล้ปากถํ้าคริชนา ซึ่งเป็นหนึ่งในถํ้า 12,500 แห่งของสโลวีเนีย ในภาพถ่ายชุดนี้ ปีเตอร์ เกเดย์ ช่างภาพถํ้าผู้ครํ่าหวอด เป็นคนแรกที่ได้ถ่ายภาพระบบถํ้าคริชนาครบทั้งถํ้า

นํ้าในถํ้ายังอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดทะเลสาบใต้ดิน 45 แห่งอันเป็นจุดเด่นของถํ้าคริชนา  นํ้าฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดละลายแร่ธาตุในหมู่คาร์บอเนตปริมาณมหาศาล เช่น หินปูนและโดโลไมต์ เมื่อนํ้าปะทะเข้ากับอากาศในถํ้าคาร์บอนไดออกไซด์จึงถูกปลดปล่อยออกมา และทําให้แร่ธาตุที่ละลายตกทับถมจนเกิดเป็นหินพอก แหล่งทับถมหินพอกซึ่งก่อตัวขึ้นในอัตราเฉลี่ยราวหนึ่งในสี่ของหนึ่งมิลลิเมตรต่อปี  กลายเป็นปราการกีดขวางทางนํ้าต่างๆ และกลายเป็นทะเลสาบในที่สุดในไม่ช้า ผู้มาเยือนก็เริ่มล่องเรือในทะเลสาบนํ้าใสแจ๋ว

ท่ามกลางหมู่หินพอกและหินย้อยสีทองเปล่งปลั่ง ซึ่งในบางจุดทิ้งตัวลงสู่ผืนนํ้าจนเกิดเป็นภาพลวงตา ต่อมา นักถํ้าวิทยา (speleologist) ได้ล้อมรั้วถํ้าเพื่อปกป้องเนื่องจากหินพอกมีความเปราะบาง ปัจจุบันยังมีการจํากัดจํานวนนักท่องเที่ยวด้วย ผู้มาเยือนส่วนใหญ่ที่มีมากกว่า 10,000 คนต่อปีเที่ยวถํ้าส่วนที่แห้งโดยสวมไฟฉายติดศีรษะ และอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สามารถเที่ยวในถํ้าด้วยเรือได้

ในคิตต์โลวาเบรซนา (บ่อนํ้าของคิตต์) ซึ่งมีทางเดินไปทางทิศตะวันตก  ถูกทางนํ้าใต้ดินแบบกาลักนํ้า (siphon—โพรงใต้ดินลักษณะคล้ายอักษรยูควํ่า) ขวางกั้นไว้ นักสํารวจจึงเดินย้อนขึ้นไปทางต้นนํ้าด้านทิศตะวันออกแทน

บาดาล, ถ้ำ, นักสำรวจถ้ำ
กระแสนํ้าในลําธารใต้ดินพัดพาแร่ธาตุไปทับถมกัน เกิดเป็นปราการหินพอกที่กั้นแบ่งทะเลสาบส่วนใหญ่ภายในถํ้า ตรงจุดนี้รอยแยกลึกเชื่อมทะเลสาบสองแห่งเข้าด้วยกัน แห่งหนึ่งเห็นได้ในภาพ ส่วนอีกแห่งที่มองไม่เห็นอยู่ทางด้านหลังนักสํารวจถํ้าซึ่งยืนอยู่ด้านบน

ขนาดของถํ้าทางตะวันตกยังคงเป็นปริศนา โดยเฉพาะหลังมีการทดสอบด้วยสี (dye tracing)  ซึ่งเผยให้เห็นทางนํ้าที่ไหลจากด้านในถํ้าไปยังนํ้าพุใกล้ๆ กัน นักสํารวจลงมือค้นหาปากทางเข้าจากด้านนอกไปทางทิศตะวันตก แม้ว่าจะไม่เคยพบปากทางที่ว่าสักแห่ง แต่ช่องอากาศกับรอยแตกหลายจุดให้เบาะแสว่าอาจมีถํ้าขนาดมหึมาอยู่เบื้องล่าง

ในทศวรรษ 1970 นักสํารวจถํ้าพยายามขยายรอยแยกตรงขอบหลุมยุบที่ถล่มลงหลุมหนึ่งชื่อ ดีคัลนิกที่เกรอะดีดอล ซึ่งน่าจะเผยให้เห็นถํ้าเบื้องล่างได้ จุดที่ว่าอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากทางเข้าถํ้าคริชนา  แต่การขุดสํารวจนั้นซับซ้อนเกินไปจนทีมงานต้องล้มเลิกความตั้งใจในที่สุด

ราว 20 ปีต่อมา นักสํารวจถํ้าท้องถิ่นยังคงขยายรอยแยกนั้นต่อไป ในปี 1991 หลังจากใช้เวลา 200 ชั่วโมงขุดอุโมงค์แคบแห่งหนึ่ง (ยาว 26 เมตร ลึก 15 เมตร) พวกเขาพบเส้นทางที่นําไปยังคูหาทะเลสาบชื่อ ปรีโตชนีซีโฟน หรือกาลักนํ้าปรีโตชนี

นักสำรวจถ้ำ, คาสต์, สโลวีเนีย
ถํ้าคริชนาเป็นที่พักของหมีจําศีล เห็นได้จากหลักฐานซากฟอสซิลจํานวนมาก ซึ่งพบอย่างน้อย 4,600 ชิ้น ขากรรไกรของหมีถํ้าที่สูญพันธุ์ไปแล้ว (ในภาพ เคลเมน ซูชา นักสํารวจถํ้า ส่องไฟให้เห็นชัด) และอาศัยอยู่ในถํ้านี้จนถึงสมัยนํ้าแข็งสุดท้าย ถูกเก็บรักษาไว้ในหินที่ทางเดินเมดเวด

เส้นทางสั้นๆ ระหว่างทะเลสาบที่เป็นกาลักนํ้าและบ่อนํ้าของคิตต์บ่งบอกว่า  นักสํารวจพบส่วนขยายของถํ้าคริชนาแล้ว ชิ้นส่วนกระดูกหมีที่พบในตะกอนท้องนํ้าในถํ้าแห่งใหม่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า ถํ้าทั้งสองแห่งเชื่อมต่อกันจริง วันเดียวกันนั้นเอง นักสํารวจล่องเรือยางไปตามทางนํ้าเป็นระยะทางกว่ากิโลเมตร  ก่อนจะไปถึงสุดถํ้าที่หลุมยุบแห่งหนึ่งซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้ว่า กาลักนํ้าแห่งความหวัง (ซีโฟนอุปาเนีย)  และมีนํ้าพุอยู่ห่างไปเพียง 650 เมตร อีกฝั่งหนึ่งของหลุมยุบ

ถํ้าคริชนาใหม่ซึ่งเป็นชื่อส่วนขยายของถํ้าที่ค้นพบกลับกลายเป็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แต่ชวนค้นหาไม่ต่างจากถํ้าผู้พี่ทางตะวันออกเลย ขณะที่นํ้าไหลเข้ามาสู่ทางเดินที่จมอยู่ใต้นํ้าระหว่างกาลักนํ้าทั้งสองแห่งซึ่งได้แก่บ่อของคิตต์ในถํ้าคริชนาและปรีโตชนีในถํ้าคริชนาใหม่ มันจะผ่านการแปรรูปทางเคมีที่ไร้คําอธิบาย และสร้างบรรยากาศโดดเด่นขึ้นมาในถํ้าแห่งใหม่

ปราการหินพอกใกล้ธารนํ้าเชี่ยวกรากมีสีเหลืองทองมลังเมลือง แต่ในที่อื่นๆ ลําธารทําให้หินพอกที่ทับถมก่อนหน้านี้ละลาย และชั้นนอกของหินกะเทาะออกจนเห็นแร่แมงกานีสสีดําที่เคลือบหินชั้นใน ความต่างระหว่างหินพอกสีทองกับหินสีดํา บวกกับลําธารและทะเลสาบอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งโอบล้อมภาพโมเสกงามแปลกตาเหล่านี้ ก่อให้เกิดความงามราวกับเทพนิยาย ทว่าแสนเปราะบางขึ้นมา

บาดาล, ถ้ำ, สโลวีเนียหลังค้นพบถํ้าแห่งใหม่ นักอนุรักษ์ทําการสํารวจและเห็นพ้องกันว่า ควรจํากัดการเข้าถึงถํ้านี้เทศบาลเชร์กนีกาปิดถํ้า และการเข้าถํ้าต้องได้รับใบอนุญาตเมื่อการสํารวจถํ้าอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นในปี 1991  ทางการอนุญาตให้นักสํารวจถํ้า 16 คนจากสถาบันวิจัยคาสต์ (Karst Research Institute) เข้าไปสํารวจถํ้าเป็นเวลากว่า 700 ชั่วโมง พวกเขาบันทึกว่า ถํ้ามีความยาว 1,415 เมตร

จากนั้น เกือบหนึ่งร้อยปีหลังมีการแนะนําให้ใช้มาตรการเชิงป้องกันเป็นครั้งแรกในที่สุด รัฐบาลสโลวีเนียก็ออกกฎหมายพิทักษ์ถํ้าปี 2004 ซึ่งจัดประเภทของถํ้าและการเปิดให้สาธารณชนเข้าถึง จากถํ้าจํานวนทั้งหมด 13,659 แห่งในสโลวีเนีย มีเพียงหกแห่งที่ปิดตาย รวมถึงถํ้าคริชนาใหม่ โดยถํ้าทั้งหกแห่งนั้นเปราะบางเสียจนถ้าหากอนุญาตให้คนเข้าถึงได้ อาจทําให้ถํ้าเสียหายหรือถูกทําลายลงได้ และมีเพียงนักวิจัยเท่านั้นที่สามารถไปเยือน

ถํ้าคริชนาและคริชนาใหม่มีเสน่ห์ตราตรึงนักสํารวจจนถึงตอนนี้ ถํ้าทั้งสองเชื่อมต่อกันแน่ แต่จนกว่ามนุษย์จะเดินผ่านระหว่างสองถํ้าได้ จะยังถือว่าเป็นถํ้าแยกจากกันอยู่ต่อไป ลึกลงไปในทะเลสาบกาลักนํ้าที่บ่อของคิตต์ นักดํานํ้ายังคงดํานํ้าลึก 70 เมตรเพื่อหาทางผ่านเข้าสู่หมวดหินขนาดใหญ่ที่ขวางกั้นการสํารวจของพวกเขา

ขณะเดียวกัน ในกาลักนํ้าปรีโตชนีของถํ้าคริชนาใหม่ ความลึกที่ดิ่งลงไปมากกว่า 124 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่นักดํานํ้าเคยลงไปถึง ธรรมชาติยังคงพิทักษ์ความลับของถํ้าสองพี่น้องไว้ และเป็นผู้เดียวที่รู้ว่าอัญมณีเม็ดงามทั้งสองซ่อนเร้นความงามอื่นใดไว้

เรื่อง มาร์โค ซีมิซ

ภาพถ่าย ปีเตอร์ เกเดย์

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม เกาะบอร์เนียว : ท่องแดนถ้ำอลังการ 

เรื่องแนะนำ

มรดกโลกอิหร่านที่อาจสูญเสียในความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ

เนื่องจากความตึงเครียดที่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แหล่ง มรดกโลกอิหร่าน ของวัฒนธรรมจักรวรรดิเปอร์เซียที่ขึ้นชื่อเหล่านี้อาจถูกทำลายไปด้วย จากพระราชวังเปอร์เซียที่แผ่ขยายไพศาลไปจนถึงศาสนสถานที่มีสถาปัตยกรรมละเอียดอ่อนโดดเด่น อิหร่านเป็นที่ตั้งของแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโกถึง 22 แห่ง รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญระดับโลกนับร้อยแห่ง ซากเมืองหลวงเก่าปาซาร์กาดีและเปอร์เซโปลิส (Pasargadae and Persepolis) ยังคงแสดงออกถึงอำนาจจากหลากเชื้อชาติของมหาจักรวรรดิที่เป็นผู้สร้าง และนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานทำให้เมืองกลางทะเลทรายของประเทศยังคงมีน้ำใช้จนถึงทุกวันนี้ ผู้แสวงบุญนับล้านคนยังคงหลั่งไหลไปเยือนอนุสาวรีย์ของศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ และยังมีเมืองของอิหร่านอีกมากมายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์ขององค์การยูเนสโก นั่นเป็นเหตุผลว่า การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความลงบัญชีทวิตเตอร์เตือนว่าสหรัฐฯจะพุ่งเป้าการโจมตีไปที่แหล่งมรดกโลกของอิหร่าน จึงได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง มรดกโลกทางวัฒนธรรมได้รับการปกป้องตามอนุสัญญาปี 1954 เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินวัฒนธรรมในกรณีการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติปี 1972 (1972 Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) […]

ถ้ำหลวงในเวียดนามที่แสนลึกล้ำยากหยั่งถึง

ออกเดินทางไปยังป่าดงพงไพรที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำหลวงขนาดมหึมาของเวียดนาม ถ้ำนี้ใหญ่ขนาดตึกระฟ้ายังเข้าไปอยู่ได้ ส่วนปลายถ้ำนั้นเล่าก็ยาวไกลไร้ที่สิ้นสุด

มาเติมสีสันให้ชีวิตไปกับสถานที่เหล่านี้

มาเติมสีสันให้ชีวิตไปกับ ภาพธรรมชาติ สถานที่เหล่านี้ ธรรมชาติผลิตสีสันมากมายให้เราได้ยล ภาพธรรมชาติ ตั้งแต่สีสันจากบ่อน้ำพุร้อนในเยลโลว์สโตน สีเรืองแสงจากแบคทีเรียในมหาสมุทร ไปจนถึงแสงเหนือสีเขียวสุดตระการตาอันเกิดจากอนุภาคของสนามแม่เหล็กที่ทำปฏิกิริยากับไนโตรเจน และออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ เหล่านี้คือสีสันที่ธรรมชาติมอบให้แก่เรา และมนุษย์เองก็เพิ่มสีสันให้แก่ภูมิทัศน์ให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นด้วยผืนเกษตรกรรม ลองชมภาพถ่ายที่ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกรวบรวมมาให้ชมกัน โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ อ่านเพิ่มเติม : 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา, สุดยอดภาพถ่ายท่องเที่ยวแห่งปี 2017 , 15 ภาพถ่ายท่องเที่ยวที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณ

SLOW BUT SURE พักเยอะก็เห็นเยอะ

หากอยากแบกเป้ขึ้นเขาเข้าป่าแต่ไม่แน่ใจในความฟิตของร่างกาย กับการที่ต้องไปเจอกับทางขึ้นเขาที่ทั้งยาวทั้งชัน อย่าเพิ่งถอดใจไปครับ ลองกระตุ้นความต้องการเดินทาง ด้วยการจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่บนยอดเขาสูงกับวิวกว้างสุดลูกหูลูกตา อาจพอช่วยฉุดความอยากลากสังขารให้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความเหนื่อยล้า เพราะเราจะค่อย ๆ เดินไป โดยปฏิเสธความรีบเร่งทั้งปวง เราจะพักกันเท่าที่เราอยากพัก อย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ มันก็ทำให้เราเห็นนั่นเห็นนี่ข้างทางได้มากกว่าคนอื่น… ต้นทาง จุดที่เรานั่งพักจุดแรกเป็นบริเวณน้ำตกเล็ก ๆ เรียกว่า“ห้วยทองหลาง” ที่นี่คือทำเลที่เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน ช่วงเวลานี้อาหารร้านดังที่มีดาวการันตีจากสำนักไหนก็ไม่เด็ดเท่าข้าวเหนียวหมูย่าง นี่คือที่สุด!!! ความสดชื่นจากการได้ล้างหน้าล้างตัวด้วยน้ำเย็น ๆ ในลำธารเหมือนเป็นการชาร์จแบตได้สักหน่อย หากมีภาชนะเหลือแนะนำให้เติมน้ำตรงนี้ไปใช้ต้มประกอบอาหารเพราะนี่คือจุดสุดท้ายที่เราจะเจอลำธาร พี่เจ้าหน้าที่บอกพวกเราว่าลำธารสายนี้คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองเชียวนะ นี่แหละครับเรื่องน่าทึ่งตั้งแต่ยังไม่ถึงยอดดอย   ระหว่างทาง จะว่าไปในความช้าและพักบ่อยก็มีประโยชน์ มันทำให้ได้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางมากขึ้น ได้เห็นดอกไม้ป่าเล็ก ๆ จากการก้มหน้าหอบหายใจ ได้เห็นยอดไม้กับก้อนเมฆตอนแหงนหน้าดื่มน้ำ ช่วงเวลานี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ตโฟน ที่ทำให้เราถ่ายภาพได้ทันทีแบบไม่ยั้ง ไม่ต้องมาคิดมากว่าภาพจะดีหรือไม่ แตกต่างจากสมัยใช้กล้องฟิล์มลิบลับ จะกดชัตเตอร์แต่ละทีก็เกรงใจกลัวฟิล์มจะหมด ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ทุกอย่างดูน่าสนใจไปซะหมด ในแต่ละจุดพักเราใช้เวลากับมันประมาณหนึ่ง จากความช้ากลายเป็นความรื่นรมย์ทำให้ข้างทางน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็สวย “ถึงที่หมายช้าก็เพราะแวะถ่ายรูประหว่างทาง” นี่คือข้ออ้างแบบมีฟอร์มแทนที่จะบอกความจริงว่าเหนื่อยพักบ่อยไม่ค่อยฟิต “ถึงจะช้าแต่ก็ชิลล์นะครับ” ผมว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ใช่แค่ใบไม้ แต่มันคือความงามตามธรรมชาติแบบมีหลักการ […]