ทะเลสาบโบราณของออสเตรเลียเผย ประวัติศาสตร์มนุษย์

ทะเลสาบโบราณของออสเตรเลียเผยประวัติศาสตร์มนุษย์

เรื่อง แอบบี้ เซเวล

ในปี 1968 จิม โบวเลอร์ นักธรณีวิทยาหนุ่มกำลังสำรวจชั้นหินและชั้นทรายของทะเลสาบขนาดมหึมาที่แห้งขอดไปแล้ว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตัวเขาพบเถ้ากระดูกของมนุษย์เพศหญิงที่เคยอาศัยอยู่ยังภูมิภาคนี้ เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นตัวอย่างของพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและอีก 6 ปีต่อมาในพื้นที่เดียวกัน โบวเลอร์ค้นพบฟอสซิลกระดูกที่เกือบจะสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย ที่เคยอาศัยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในชื่อ สตรี Mungo และบรุษ Mungo เป็นหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย รวมไปถึงยังช่วยขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของชาวพื้นเมืองที่ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนั้น

ภูมิภาคทะเลสาบวิลันดราแห้งเหือดไปแล้วเมื่อ 18,500 ปีก่อน เมื่อปราศจากธารน้ำเดิมที่เคยหล่อเลี้ยงแต่ซากพืชซากสัตว์ที่หลงเหลือไว้ตามธรรมชาติเหล่านี้ เป็นหลักฐานชั้นดีจากยุคไพลสโตซีน ยุคสมัยที่มนุษย์กำลังอยู่ระหว่างการวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากฟอสซิลกระดูกที่พบแล้ว นักโบราณคดียังพบเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์มาจากหิน, เตาไฟ และโม่บดหินที่เชื่อกันว่าใช้ในการบดเมล็ดหญ้าเพื่อให้ได้แป้งออกมาและฟอสซิลรอยเท้าของมนุษย์ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 460 รอย ซึ่งฉายภาพพวกเขาเดินเตร็ดเตร่ยังบริเวณทะเลสาบแห่งนี้เมื่อในอดีต

นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บหลักฐานที่มีค่าสำหรับบรรดาสัตว์และพืชโบราณไว้อีกด้วย เช่น ฟอสซิลของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีถิ่นที่อยู่กระจายไปทั่วผืนทวีปนี้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าน้ำจะแห้งเหือดไปแล้ว แต่ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ต้นยูคาลิปตัสต้นเล็กๆ เติบโตขึ้นจากเนินทรายเคียงด้วยพืชสมุนไพรอื่นๆ และกอหญ้า ที่นี่ยังเป็นบ้านของค้างคาว, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, สัตว์เลื้อยคลาน, นกแก้ว, นกคักคาทู และนกฟินช์

ภูมิภาคอันแห้งแล้งยังให้ทัศนียภาพอันน่าทึ่ง จากสายลมและหยาดน้ำฝนที่กัดเซาะหินทรายในบริเวณนี้ ให้เป็นดินแดนอันน่าประหลาดราวกับกำลังยืนอยู่บนผิวดวงจันทร์

สถานที่แห่งนี้ถูกแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี 1981 เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยคุณค่ามหาศาลจะยังคงถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้ลูกหลานของเราได้ศึกษา

 

อ่านเพิ่มเติม : 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน9 สมบัติทองคำจากอาณาจักรโบราณ

เรื่องแนะนำ

5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

บรรดาแฟนๆซีรี่ส์ Game of Thrones ล้วนเคยตื่นเต้นไปกับการต่อสู้บนป้อมน้ำแข็ง, การแล่นเรือผ่านเมืองอันตระการตาตลอดจนขบวนม้าข้ามทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา เราขอเสนอกิจกรรมที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าการนั่งดูซีรี่ส์ด้วยการออกผจญภัยในดินแดนเวสเทอรอสด้วยตัวคุณเอง ลองเดินทางไปท่องเที่ยวยังหนึ่งในห้าสถานที่เหล่านี้ดู แล้วคุณจะรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้โดดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหากาพย์ศึกชิงบัลลังก์ครั้งนี้!   พิชิตกำแพงน้ำแข็งทางตอนเหนือ กำแพงน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรทั้ง 7 มีขึ้นเพื่อปกป้องชาวเวสเทอรอสจากอิสรชนหรือบรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่นอกกำแพง และกองทัพไวท์วอร์คเกอร์ มนุษย์น้ำแข็งที่มีเป้าหมายเข่นฆ่าทุกคนในกำแพงแต่ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเข้าร่วมกับจอห์น สโนว์ หรืออิสรชนเพื่อเดินทางไปให้ถึงบนกำแพง ที่รัฐแอลเบอร์ตา ของแคนาดา คุณผู้อ่านจะพบกับประสบการณ์การปีนกำแพงน้ำแข็งที่คล้ายคลึงกัน ในช่วงฤดูหนาวนักปีนผาจะเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อพิชิตทุ่งน้ำแข็ง ในทีนี้รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างอุทยานแห่งชาติ Banff และ Weeping Wall ด้วย คุณสามารถเดินทางขึ้นไปชมความงามของวิวทิวทัศน์ได้โดยปราศจากการตามล่าจากไวท์วอร์คเกอร์ ด้วยกองไฟและเบียร์อุ่นๆที่รออยู่ด้านบนของขุนเขา   ตั้งแคมป์ดั่งอิสรชน แม้ว่าเมืองหลวงของเวสเทอรอส อย่างนครคิงส์แลนดิงจะร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกคนในอาณาจักรทั้ง 7 ที่ปรารถนาชีวิตเช่นนั้น หลายตัวละครหลักในซีรี่ย์เรื่องนี้หลับนอนกลางป่า กินอาหารจากสิ่งที่พวกเขาล่าได้ เช่น แบรน สตาร์ก โฮดอร์ และมีร่า รีด พวกเขาหลับใหลใต้หมู่ดาวทุกคืน ระหว่างการเดินทางตามเส้นทางนอกกำแพง ในขณะที่จอห์น สโนว์ และยากริดคนรักเอง ก็เคยใช้ชีวิตเช่นนี้ก่อนจะเดินทางกลับไปยังปราสาทดำ ป้อมปราการที่กำแพง หากอยากจะดื่มด่ำกับธรรมชาติเช่นพวกเขา คุณต้องเดินทางไปยังไอซ์แลนด์ ไม่ใช่แค่สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เท่านั้น […]

กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก

สะพานแขวนแห่งนี้ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างหุบเขาที่สูงชันในเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง 494 เมตร และสูงถึง 85 เมตรเหนือพื้นดิน สะพานแห่งนี้เพิ่งจะเปิดให้ผู้คนทดลองมาวัดความกล้ากันไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครก็ตามที่เป็นโรคกลัวความสูงไม่อนุญาตให้เดินข้ามสะพานดังกล่าว ว่าแต่คุณผู้อ่านล่ะ กล้าพอไหมที่จะเดินข้ามสะพานแขวนยาวที่สุดในโลกเส้นนี้!   อ่านเพิ่มเติม : ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

กาแฟโรบัสตา : กว่าจะมาเป็นกาแฟคุณภาพระดับโลก

กาแฟโรบัสตา ที่ผลิตจากความใส่ใจ สู่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แสงแดดยามเช้าในจังหวัดชุมพรช่วงฤดูฝนสาดลงยอดหญ้าสะท้อนน้ำค้างระยับ ฉันรีบเดินออกมาสูดอากาศที่เจือด้วยไอน้ำ และเดินไปหาอาหารรองท้องก่อนออกเดินทาง วันนี้ฉันมีนัดกับเจ้าของไร่กาแฟในอำเภอท่าแซะ เพื่อไปดูแหล่งผลิต กาแฟโรบัสตา คุณภาพที่ฉันกำลังนั่งจิบอยู่ในเช้านี้ จากตัวเมืองชุมพรเรามุ่งหน้าไปยังอำเภอท่าแซะ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงเศษ เส้นทางขรุขระผ่านเรือกสวน ขึ้นเนินลงเนินกว่าสิบรอบ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ความยากลำบากในการเดินทางยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับในฝีมือการบังคับรถของพี่คนขับรถ ที่สามารถนำพาพวกเราทั้งหมดมาถึงจุดหมายปลายทางได้ บรรยากาศช่วงสายอวลไปด้วยความชื้นในอากาศที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน สมกับเป็นเมืองที่มีฝนตกชุกเกือบทั้งปี ระหว่างทางที่เราผ่านมา ฉันเห็นสวนผลไม้ สวนปาล์ม และต้นกาแฟปลูกเรียงรายอยู่ไหล่ทาง  เราเดินอยู่ในพื้นที่ไร่กาแฟของพี่พานิช ชูสิทธิ์ เกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังรสชาติกาแฟโรบัสตา ที่สร้างชื่อในเวทีระดับโลกมาแล้ว บริเวณทางเข้า ฉันเห็นต้นกล้ากาแฟวางเรียงรายอยู่ใต้ผืนผ้ากรองแสงแดดสีทะมึน เราเดินผ่านถนนดินแดงขึ้นไปบนเนินในส่วนของตัวบ้าน พี่พานิชออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจ เรานั่งพักจิบน้ำเย็นให้พอหายเหนื่อย แล้วพี่พานิชก็พาเราขึ้นรถกระบะเปื้อนโคลนไปสู่ไร่กาแฟที่เป็นความภาคภูมิใจของเขา ระหว่างทางเราพลางพูดคุยและสอบถามถึงความเป็นมาเป็นไปของการปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ชุมพร พี่พานิชเล่าย้อนไปถึงสมัยยุคบุกเบิก ที่ต้องผลิตเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชนรายใหญ่ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป พี่พานิชเล็งเห็นว่า เราน่าจะสร้างรสชาติกาแฟที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ จึงเริ่มลงมือศึกษา ค้นคว้า และลองผิดลองถูก “ด้วยตนเอง” บนความสูงประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรายืนอยู่บนจุดสูงสุดของไร่กาแฟ เบื้องหน้าเรามองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวไปจรดชายฝั่งทะเล มีฉากหน้าเป็นต้นกาแฟที่กำลังออกผลเบอร์รี่ทั้งสีเขียวและสีแดง ฉันรู้สึกลิงโลดในใจเหมือนเด็กที่ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ “เมล็ดที่อยู่บนต้นพวกนี้ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา” พี่พานิชเล่าระหว่างจับกิ่งกาแฟกิ่งหนึ่งชูขึ้นให้เราดู “ถ้าเป็นสวนที่ใช้สารเคมี […]

รวมช่องทาง Virtual Tour: สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ, อุทยาน, ดำน้ำ จากทั่วโลก

เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ที่ให้บรรยากาศจำลองสภาพแวดล้อมจริงหรือสภาพแวดล้อมจากจินตนาการผ่านการสร้างหรือบันทึกภาพเสมือนกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มาขึ้นเรื่อยๆ และนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การท่องเที่ยวเสมือนจริง ( Virtual Tour ) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเนื่องจากสภาวะที่ผู้คนนับล้านจำเป็นต้องกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการรับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเสมือนจริงนั้นสามารถทำได้จากหน้าจอในบ้านและทำได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราได้รวบรวมรวมช่องทาง Virtual Tour เหล่านี้เอาไว้ในหลากหลายธีม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ, อุทยาน หรือแม้แต่การดำน้ำ ที่โดดเด่นจากจากทั่วโลก Virtual Tour อุทยานรอบโลก ภูเขาเอเวอเรสต์ ประเทศเนปาล สำรวจและปีนเขาเอเวอเรสต์จากเบสแคมป์ฝั่งใต้ในเนปาลไปกับความสูง 5,380 เมตร ด้วยภาพเสมือนจริงมุมมอง 360 องศารอบทิศทาง ผ่านมุมมองจากแผนที่เสมือนจริงและการมองแบบสามมิติที่หมุนได้ โดยคุณสามารถชื่นชมยอดเขาสูง 8,848 เมตรได้ ทั้งหมดนี้สามารถเพียงแค่คลิกไอคอนรูปมนุษย์ (Google Earth) และวางไปในจุดที่คุณต้องการ ก็สามารถสำรวจบรรยากาศของภูเขาได้ในระดับพื้นผิว Google map: https://www.google.co.uk/maps/about/behind-the-scenes/streetview/treks/the-worlds-highest-peaks/ Google Earth: https://earth.google.com/web/@27.98395142,86.93155683,8219.93855301a,12857.37162339d,35y,-143.42154901h,54.94065347t,0r ภาพถ่าย 360 องศา: https://www.airpano.com/360photo/Everest-Nepal/  อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National […]