เผยมุมมองใหม่ ว่าด้วย ชาวไวกิ้ง - National Geographic Thailand

เผยมุมมองใหม่ว่าด้วยชาวไวกิ้ง

เผยมุมมองใหม่ว่าด้วย ชาวไวกิ้ง

ละอองฝนเย็นเยียบโปรยปรายลงมา  ขณะที่เราหนาวสั่นกันอยู่บนถนนระหว่างรอคอยหัวหน้าเผ่า ชาวไวกิ้ง กับพลพรรคให้ปรากฏตัวขึ้น  คืนนี้เป็นคืนหนาวเหน็บและชื้นแฉะของเดือนมกราคมที่เมืองเลอร์วิกบนกลุ่มเกาะเชตแลนด์ นอกชายฝั่งทางเหนือสุดของสกอตแลนด์ กระนั้น บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความตื่นเต้น  ข้างๆ ฉันเป็นชายคนหนึ่งที่พาลูกเล็กมาด้วยสองคน เขาหัวเราะเริงร่าเมื่อเห็นควันไฟสีแดงพวยพุ่งขึ้นมาจากหลังอาคารที่ว่าการของเมือง “ดูเหมือนพวกเขา เผาทั้งตึกเลยนะนั่น” เขาตะโกนลั่น ไฟนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้  นี่คือเทศกาลอัปเฮลลี อา (Up Helly Aa) อันเป็นการเฉลิมฉลองอดีตของชาวไวกิ้งบนกลุ่มเกาะเชตแลนด์ด้วยการจุดเพลิงอย่างยิ่งใหญ่

ขณะที่พลพรรคของหัวหน้าเผ่าผู้นั้นและคนอีกหลายสิบกรูกันเข้ามาในถนนพร้อมคบเพลิงที่มีไฟลุกโชน หลายร้อยอัน  เสียงโห่ร้องยินดีจากฝูงชนดังขึ้น  เมื่อเห็นเรือยาว (longship) ลำเพรียวที่คนเหล่านั้นลากเข้ามาด้วย  ชาวไวกิ้ง ขึ้นบกครั้งแรกบนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินแห่งนี้เมื่อราว 1,200 ปีก่อน บดขยี้การต่อต้านของชนพื้นเมืองและยึดครองดินแดนไว้ได้  เหล่าหัวหน้าเผ่าชาวนอร์เวย์ปกครองหมู่เกาะเชตแลนด์อยู่นานเกือบ 700 ปี  จนท้ายที่สุดก็นำเกาะน้อยใหญ่เหล่านี้ไปจำนำกับกษัตริย์ชาวสกอตพระองค์หนึ่ง ทุกวันนี้ ภาษาถิ่นนอร์สโบราณที่เรียกว่า นอร์น ถูกลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้ว  แต่ชาวเชตแลนด์ยังคงภูมิใจกับอดีตความเป็นไวกิ้งของตนอย่างยิ่งยวด

ชาวไวกิ้ง
ชาวเกาะเชตแลนด์ผู้หนึ่งสวมหมวกเกราะประดับขนนกซึ่งดูจะเป็นเรื่องจินตนาการมากกว่าความเป็นจริง เพื่อเฉลิมฉลองมรดกที่สืบทอดมาจากชาวไวกิ้งในเทศกาลประจำปีชื่ออัปเฮลลีอา (Up Helly Aa)

ตอนนี้  ขณะที่ฝูงชนตะโกนร้องเพลงโบราณที่บรรยายถึงราชาแห่งท้องทะเลและเรือมังกร คนถือคบเพลิงก็ลากเรือเข้าไปสู่ลานกว้างที่มีกำแพงล้อมรอบ เมื่อหัวหน้าเผ่าให้สัญญาณ พวกเขาก็ขว้างคบเพลิงเข้าใส่เรือจนไฟลุกโชนและลามเลียขึ้นไปถึงเสากระโดงอย่างรวดเร็ว เศษเถ้าถ่านปลิวว่อนอยู่ในท้องฟ้ายามค่ำ  พวกเด็กๆ กระทืบเท้าและร้องรำทำเพลงไปตามทางเดิน

ดึกดื่นคืนนั้น ขณะที่ผู้ร่วมงานเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยงในงานฉลอง ฉันอดนึกพิศวงไม่ได้ถึงพลังของชาวไวกิ้งที่ยังคงครอบงำจินตนาการของพวกเราอยู่ แม้จะล้มหายตายจากไปนานหลายร้อยปีแล้ว  ทุกวันนี้ พวกเราส่วนใหญ่สามารถเล่ารายละเอียดของชาวไวกิ้งในจินตนาการได้  ว่าพวกเขาต่อสู้และเลี้ยงฉลองกันอย่างไร อยู่ที่ไหน ตายอย่างไร ทว่าจริงๆ แล้วเรารู้จักชาวไวกิ้งดีแค่ไหนกัน

ชาวไวกิ้ง
ผู้บรรยายเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่สวมบทเป็นชาวไวกิ้งทำให้บ้านทรงยาวซึ่งจำลองขึ้นที่ศูนย์รีเบอไวกิ้ง (Ribe Viking Center) ในเดนมาร์ก มีชีวิตชีวาขึ้นมา อาหารของชาวไวกิ้งซึ่งปรุงสุกเหนือกองไฟมีอาทิ ปลาเฮร์ริงเค็ม ข้าวบาร์เลย์ตุ๋น และ หัวแกะต้ม

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน  ตั้งแต่การถ่ายภาพด้วยดาวเทียม ไปจนถึงการศึกษาดีเอ็นเอและการวิเคราะห์ไอโซโทป นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ จึงพบคำตอบใหม่ๆ อันน่าประหลาดใจมากมาย ที่เอสโตเนีย นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเรือที่ถูกฝังสองลำ ซึ่งมีซากศพนักรบผู้ถูกสังหารอยู่เต็มลำ ทำให้เราเห็นภาพใหม่ของเผ่าพันธุ์ไวกิ้งที่โหดเหี้ยม ในสวีเดน นักวิจัยกำลังศึกษาซากที่เหลือของผู้บัญชาการสตรีชาวไวกิ้งคนหนึ่ง ซึ่งให้ความกระจ่างในเรื่องบทบาทของสตรีในสงคราม และที่รัสเซีย นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์กำลังตามรอยเส้นทางนักค้าทาสชาวไวกิ้ง  ซึ่งเผยให้เห็นความสำคัญของการค้าทาสที่มีต่อเศรษฐกิจของพวกเขา

เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกัน ผลการศึกษาใหม่ๆ แสดงให้เห็นภาพชัดเจนของความทะเยอทะยานและผลกระทบ ทางวัฒนธรรมของนักเดินเรือผู้กล้าบ้าบิ่นเหล่านี้  จากชายฝั่งสแกนดิเนเวียอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา นักแสวงโชคชาวไวกิ้งออกสู่เวทีโลกในกลางศตวรรษที่แปด และท่องสำรวจไปในดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปในช่วง 300 ปีต่อจากนั้นเป็นการเดินทางที่ไกลเกินกว่านักวิจัยรุ่นก่อนๆเคยคาดคิดไว้

นีล ไพรซ์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยอุปป์ซาลาในสวีเดน บอกว่า ชาวไวกิ้งอาศัยเรือลำเพรียวและความรู้ความช่ำชองเรื่องแม่น้ำและทะเลในการเดินทางครอบคลุมพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันคือกว่า 37 ประเทศจากอัฟกานิสถานจรดแคนาดา  ระหว่างทางชาวไวกิ้งได้พบเห็นกว่า 50 วัฒนธรรม ค้าขายสินค้าหรูหราอย่างเอาจริงเอาจัง แต่งกายด้วยชุดเสื้อคลุมยาวคัฟตันของชาวยูเรเชียน  หรือชุดผ้าไหมของจีน พกเหรียญเงินของชาวมุสลิมเต็มกระเป๋า พวกเขาสร้างหัวเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองอย่างยอร์กและเคียฟ ตั้งอาณานิคมหลายแห่งในสหราชอาณาจักร ไอซ์แลนด์ และฝรั่งเศส ไม่เคยมีนักเดินเรือชาวยุโรปอื่นใดในสมัยนั้นที่เดินทางผจญภัยอย่างไม่กริ่งเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ และล่องเรือไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวจากบ้านเกิดเมืองนอนเช่นนี้ “มีแต่คนจากสแกนดิเนเวียเท่านั้นครับ มีแต่พวกไวกิ้งเท่านั้นที่ทำได้” ไพรซ์บอก

ชาวไวกิ้ง
ผู้สวมบทเป็นชาวไวกิ้งและชาวสลาฟเข้าโรมรันกันด้วยคมหอกคมดาบในสงครามจำลองระหว่างเทศกาลเฉลิมฉลองที่เมืองโวลิน ประเทศโปแลนด์

ในช่วงเวลาเกือบ 300 ปีก่อนที่ชาวไวกิ้งจะเริ่มบุกขึ้นฝั่งต่างแดนในราวปี ค.ศ. 750 ไพรซ์บอกว่า  ดินแดนสแกนดิเนเวียพังพินาศเพราะความระส่ำระสาย   ในช่วงเวลานั้นมีอาณาจักรเล็กๆ เกิดขึ้นมากกว่าสามสิบแห่ง  แต่ละอาณาจักรต่างสร้างป้อมค่ายไว้บนเนินเขา  และต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน   ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนี้มหันตภัยร้ายแรงก็เกิดขึ้นหมอกฝุ่นขนาดมหึมาเข้าปกคลุมชั้นบรรยากาศ  สาเหตุน่าจะมาการผสมโรงระหว่างดาวหางหรืออุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลกกับ   การระเบิดของภูเขาไฟลูกใหญ่อย่างน้อยหนึ่งลูก  ภัยพิบัติซึ่งเปิดฉากขึ้นในปี ค.ศ. 536  นี้บดบังดวงอาทิตย์จนมืดมิด  ทำให้อุณหภูมิในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือลดลงอยู่นานถึง 14 ปี   ความหนาวเย็นและความมืดที่ปกคลุมอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้คร่าชีวิตผู้คนและทำลายดินแดนสแกนดิเนเวียซึ่งเป็นพื้นที่ริมขอบด้านเหนือของแหล่งเพาะปลูกในยุคกลาง ในเขตอุปป์ลันด์ของสวีเดน หมู่บ้านเกือบร้อยละ 75 ถูกทิ้งร้างเพราะผู้คนล้มตายจากความหิวโหยและการต่อสู้

เมื่อฤดูร้อนหวนคืนสู่ซีกโลกเหนือและประชากรเริ่มฟื้นคืน  สังคมสแกนดิเนเวียกลับกลายเป็นสังคมที่โหดร้ายทารุณหนักข้อขึ้น บรรดาผู้นำเผ่าสั่งสมกองกำลังติดอาวุธไว้รอบกาย  ออกยึดและปกป้องดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง  หล่อหลอมสังคมนักรบที่ทั้งชายหญิงนิยมชมชอบการทำสงคราม  พวกเขาบูชาความกล้าบ้าบิ่น  ความก้าวร้าว  ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย  และความแกล้วกล้าในสมรภูมิ

ชาวไวกิ้ง
เรือลำเพรียวที่ต่อด้วยไม้ เช่น เรือกักชตาดลำนี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จของพ่อค้าและโจรปล้นสะดมชาวไวกิ้ง เรือสมัยศตวรรษที่เก้าซึ่งขุดได้จากหลุมศพแห่งหนึ่งเมื่อปี 1880 ลำนี้ขับเคลื่อนด้วยใบเรือและฝีพาย 32 คน

ขณะที่สังคมติดอาวุธค่อยๆ ก่อตัวขึ้น   เทคโนโลยีใหม่ก็เริ่มปฏิวัติการเดินเรือของชาวสแกนดิเนเวียในศตวรรษที่เจ็ด นั่นคือใบเรือ ช่างไม้ผู้ชำนาญเริ่มต่อเรือลำเพรียวที่ใช้พลังลม  ซึ่งสามารถบรรทุกนักรบติดอาวุธไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  หัวหน้าเผ่าชาวเหนือกับพลพรรคผู้กระเหี้ยนกระหือรืออาศัยเรือเหล่านี้เดินทางข้ามทะเลบอลติกและทะเลเหนือ ออกสำรวจดินแดนใหม่ๆ เที่ยวปล้นเมืองและหมู่บ้าน  อีกทั้งจับชาวบ้านเป็นข้าทาส  ชายที่แทบไม่มีโอกาสแต่งงานในบ้านเกิดเมืองนอนของตนอาจแต่งทาสหญิงเป็นภรรยาได้  ไม่ว่าจะด้วยการหว่านล้อมหรือใช้กำลังบังคับก็ตาม

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ตั้งแต่ความทะเยอทะยานยาวนานหลายร้อยปีของเหล่าหัวหน้าเผ่า นักรบหนุ่มไร้คู่ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่ดาษดื่น ไปจนถึงเรือชนิดใหม่  ก่อตัวเป็นพายุชั้นเลิศ  เวทีพร้อมเต็มที่แล้วให้ชาวไวกิ้งพรั่งพรูออกมาจากโลกเหนือทำให้ดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปลุกเป็นไฟด้วยความโหดเหี้ยมอันเป็นเอกลักษณ์

เรื่อง เฮเทอร์ พริงเกิล

ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก และเดวิด กุทเทนเฟลเดอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ดีเอ็นเอเผย ชาวนอร์สในกรีนแลนด์ค้างาวอลรัสให้ยุโรป

เรื่องแนะนำ

กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก

เรื่อง แคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี และเดวิด โคเวนทรี โลกของชาวกรีกโบราณเต็มไปด้วยทวยเทพ  นำโดยเทพองค์สำคัญๆแห่งเขาโอลิมปัส ได้แก่ ซูส เฮรา อพอลโล โพไซดอน อธีนา และเทพผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ ในเทพปกรณัมกรีก นอกจากการบูชาปวงเทพแห่งเขาโอลิมปัสแล้ว ยังมีอีกหลายร้อยลัทธิที่บูชาเทพเจ้าและวีรบุรุษในท้องถิ่น ผู้คนอ้อนวอนทวยเทพเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราอธิษฐานในปัจจุบัน เช่น เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง พืชผลอันอุดมสมบูรณ์ และสวัสดิภาพในการเดินเรือ การสวดอ้อนวอนมักกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการถวายเครื่องสักการะและของสังเวยเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของทวยเทพผู้อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์และเชื่อกันว่ากุมชะตาชีวิตของพวกเขาไว้ แต่ชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไรเล่า ชาวกรีกโบราณเชื่อในเทพเฮดีส เจ้าแห่งปรโลก ผู้เป็นพระเชษฐาของซูสและโพไซดอน แต่การมีอยู่ของเทพเฮดีสไม่ชวนให้อุ่นใจแม้แต่น้อย อาณาจักรของเทพเฮดีส (หรือ “โลกที่มองไม่เห็น”) ซึ่งตกอยู่ในความมืดมนอนธการและมีแม่น้ำสติกซ์อันน่าพรั่นพรึงตัดขาดจากโลกมนุษย์นั้น เป็นดั่งที่กวีโฮเมอร์พรรณนาไว้ว่า เป็นดินแดน “น่าสะพรึงกลัวที่ผุพัง” อันเป็นจุดหมายปลายทางทั้งของคนธรรมดาและแม้กระทั่งวีรบุรุษผู้กล้าหลังความตายมาเยือน ในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจในสภาวะของมนุษย์ทำให้ชาวกรีกรับเอาศาสนารูปแบบใหม่และลัทธิความเชื่อใหม่ๆเข้ามา ชีวิตหลังความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชะตากรรมอันทุกข์ระทมอีกต่อไป แต่เป็นการเสาะแสวงหาส่วนบุคคลมากกว่า ลัทธิลี้ลับที่ปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้เหล่านี้ให้สัญญาว่าจะนำทางสู่ชีวิตหลังความตาย พิธีกรรมอันเร้นลับนั้นแสนเร้าใจและจัดขึ้นราวฉากละครอันอลังการ พิธีบูชาเทพองค์สำคัญบนเกาะซาโมเทรซของกรีซจัดขึ้นในเวลากลางคืน โดยใช้แสงวับวามของคบเพลิงส่องทางให้สมาชิกใหม่ แต่เนื่องจากมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขนาดมีโทษถึงตาย จึงทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเรื่อยมา พอถึงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เกิดลัทธิที่อ้างว่าทำให้คนบริสุทธิ์ได้ด้วยการชำระล้างมลทินของความเป็นมนุษย์ รากฐานของศาสนาใหม่เหล่านี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน […]

เปิดแล้ว โอลิมปัส สโตร์ แฟล็กชิป แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โอลิมปัส จับมือ บิ๊ก คาเมร่า เปิดตัว โอลิมปัส สโตร์ แฟล็กชิป แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โอลิมปัส แบรนด์กล้องดิจิทัลชั้นนำ เดินหน้าลุยตลาดเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้บริโภคในเมืองไทย ชูกลยุทธ์ “คอนซูเมอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์” โดยจับมือ บิ๊ก คาเมร่า ผู้จัดจำหน่ายกล้องดิจิทัลรายใหญ่ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัว “โอลิมปัส สโตร์ บาย บิ๊ก คาเมร่า” (OLYMUS Store by BIG CAMERA) ซึ่งถือเป็นแฟล็กชิปสโตร์แบรนด์โอลิมปัสแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บนชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักการถ่ายภาพ และยังเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสินค้าและบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เอาใจคนเล่นกล้องในยุคปัจจุบัน นอกจากโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโอลิมปัสให้เลือกซื้อหาแล้ว ลูกค้ายังสามารถสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่สะท้อนผ่านไลน์ผลิตภัณฑ์ของกล้องโอลิมปัส เช่น การใช้ชีวิตกลางแจ้ง และไลฟ์สไตล์แบบทันสมัยมีสไตล์ ตลอดจนส่วนจัดแสดงประวัติของกล้องโอลิมปัส และพื้นที่ที่จัดไว้สำหรับแสดงผลงานภาพถ่าย (gallery) ของช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น งานนี้ได้รับเกียรติจาก มร.มาร์ค ราแดท ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ […]

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]