ค้นพบเรือลำสุดท้ายที่ลักลอบนำ ทาส ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงที่การนำเข้าทาสนั้นผิดกฎหมาย

มีการค้นพบเรือทาสลำสุดท้ายของอเมริกาในรัฐแอละแบมา

เชลย ทาส ชาวแอฟริกา 109 คน รอดจากการเดินทางอันทรหดนานหกสัปดาห์จากแอฟริกาตะวันออกไปยังแอละแบมาในระวาง (hold) เรือที่แออัด เรือที่มีจุดประสงค์เดิมคือการขนส่งสินค้าลำนี้มีการออกแบบและขนาดที่โดดเด่น ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีระบุซากของเรือได้


เรือโคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้า ทาส

เรือ โคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้าทาส

นักโบราณคดีทางทะเลค้นพบเรือใบ (Schooner) นาม โคลทิลดา (Clotilda) ซึ่งใช้ลักลอบนำเข้า ทาส จากแอฟริกามายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1860 หรือหลังจากประเทศดังกล่าวห้ามนำเข้าทาสมากว่า 50 ปี นักโบราณคดีค้นพบเรือดังกล่าวในแม่น้ำโมบีล รัฐแอละบามา หลังจากการค้นหาอย่างไม่ลดละกว่าหนึ่งปี และการค้นพบครั้งนี้เติมเต็มความฝันยาวนานหลายชั่วอายุคนให้บรรดาลูกหลานของทาสที่รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าว

“ลูกหลานผู้รอดชีวิตของโคลทิลดาฝันถึงการค้นพบครั้งนี้มาหลายชั่วอายุคน” Lisa Demetropoulos Jones ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประวัติศาสตร์แอละแบมา (Alabama Historical Commission – AHC) และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ประจำรัฐ (State Historic Preservation Officer) กล่าว “พวกเราตื่นเต้นที่จะประกาศว่าความฝันของพวกเขาเป็นจริงแล้ว”

โคลทิลดาเป็นหนึ่งในเรือไม่กี่ลำที่ถูกค้นพบ จากเรือนับพันที่ขนส่งทาสชาวแอฟริการาว 389,000 คนข้ามมหาสมุรแอตแลนติกไปยังสหรัฐฯ ในช่วงปี 1600 ถึง 1860 และ “การค้นพบโคลทิลดาเปิดเผยถึงบทที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ของอเมริกาขึ้นมาใหม่” เฟรดริก ฮีเบิร์ต (Fredrik Hiebert) นักโบราณคดีประจำสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ซึ่งสนับสนุนการค้นหาในครั้งนี้ กล่าว “และการค้นพบครั้งนี้ยังเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับเรื่องราวของแอฟริกาทาวน์ (Africatown) ซึ่งเป็นเมืองที่ลูกหลานผู้ทรหดจากเรือค้าทาสลำสุดท้ายของอเมริกาสร้างขึ้น”

ทาส
ภาพวาดเรือโคลทิลดาบนที่กั้นน้ำคอนกรีตในแอฟริกาทาวน์ ซึ่งเป็นชุมชนใกล้โมบีลที่ก่อตั้งโดยทาสที่ถูกลักลอบพาเข้ามายังแอละแบมา และยังมีลูกหลานบางส่วนที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว ภาพภ่ายโดย ELIAS WILLIAMS, NATIONAL GEOGRAPHIC

เรื่องราวพื้นหลัง

เรื่องราวเกี่ยวกับโคลทิลดาเริ่มขึ้นเมื่อ ทิโมที เมเฮอร์ (Timothy Meaher) เจ้าของที่ดินและนักต่อเรือผู้ร่ำรวยในโมบีล พนันว่าเขาจะสามารถลักลอบนำทาสชาวแอฟริกามายังอ่าวโมบีลได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้ เขาออกใบอนุญาตให้กัปตัน วิลเลียม ฟอสเตอร์ (William Foster) ต่อเรือลำดังกล่าว และนำไปซื้อเชลยที่ Ouidah ในประเทศเบนินในปัจจุบัน

ฟอสเตอร์ได้เผาเรือทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานหลังจากที่เขาส่งทาสลงเรือล่องแม่น้ำ และโคลทิลดาได้รักษาความลับเรื่องนี้ไว้นานหลายทศวรรษ ในขณะที่คนบางกลุ่มกล่าวว่าเรื่องน่าอับอายครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานของเรื่องนี้จากทั้งเจ้าของทาสและตัวทาสเอง โดย Sylviane Diouf นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านการพลัดถิ่นของชาวแอฟริกา และผู้เขียนหนังสือ Dreams of Africa in Alabama ซึ่งบันทึกเรื่องราวของโคลทิลดา กล่าวว่า “มีการวาดภาพ สัมภาษณ์ หรือแม้แต่ถ่ายภาพทาส [ที่เรือลำนี้ขนส่งมา]” “ผู้จัดการเดินทางพูดถึงเรื่องนี้ กัปตันเรือพูดถึงเรื่องนี้ เราจึงมีเรื่องราวจากหลายมุมมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

นอกจากนี้ อดีตทาสที่เดินมามากับเรือลำดังกล่าวเหล่านี้ไม่ได้กลับบ้านหลังสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ จบลงและมีการประกาศเลิกทาส แต่พวกเขาได้ตั้งชุมชนเล็กๆ ชื่อแอฟริกาทาวน์ในบริเวณนั้น และลูกหลานมากมายที่ยังอยู่ในบริเวณนั้นเติบโตมากับเรื่องราวของเรือลำนี้ โดย ลอร์นา วูดส์ (Lorna Woods) หนึ่งในลูกหลานของทาสเหล่านั้นคาดว่า “มันจะเป็นเรื่องใหญ่ หากพวกเขาเจอหลักฐานของเรือลำนี้” และ “สิ่งที่แม่บอกกับพวกเราจะมีเหตุผล มันจะเป็นเรื่องที่ดีต่อพวกเราอย่างยิ่ง”

แมรี เอเลียต (Mary Elliott) ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสมิทโซเนียนด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน (Smithsonian National Museum of African American History and Culture) เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เธอกล่าวว่า “มีตัวอย่างของเรื่องที่บางคนปฏิเสธว่าไม่เคยเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการจลาจลระหว่างเชื้อชาติที่ทัลซาในปี 1921 เรื่องของเรือลำนี้ หรือแม้แต่เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แต่ในตอนนี้ โบราณคดี การวิจัยจดหมายเหตุ และวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานกับความทรงจำที่ชุมชนมีร่วมกัน ทำให้คนเหล่านั้นปฏิเสธเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ ตอนนี้ผู้คนในชุมชนเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างสัมผัสได้ เพราะพวกเขารู้ว่านี่คือเรื่องจริง”

ทาส

 

ทาส
นักโบราณคดีค้นพบตะปู หมุด และสลักที่ใช้ยึดคาน (beam) และแผ่นไม้ (planking) ของโคลทิลดา ตัวยึดซึ่งหล่อด้วยมือเหล่านี้พบเจอได้ทั่วไปในเรือใบที่ต่อในโมบีล ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ภาพถ่ายโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC

ตามหาประวัติศาสตร์ที่หายไป

ในหลายปีที่ผ่านมา เคยมีการตามหาโคลทิลดาหลายครั้ง แต่ต้องประสบความล้มเหลว เนื่องจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโมบีล-เทนซอว์ เต็มไปด้วยทั้งหนอง ทะเลสาบ และลำธาร รวมทั้งซากเรือจำนวนมาก แต่เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 นักข่าวท้องถิ่นได้ค้นพบซากเรือไม้ขนาดใหญ่ผิดปกติ ทำให้ AHC จ้าง Search, Inc ซึ่งเป็นบริษัททางโบราณคดีมาตรวจสอบซากเรือลำดังกล่าว แม้เรือลำดังกล่าวไม่ไช่โคลทิลดา การค้นพบในครั้งนี้ได้ทำให้คนทั้งสหรัฐฯ เกิดความสนใจในเรือค้าทาสที่สาบสูญไปลำนี้ AHC จึงให้เงินทุนสำหรับการวิจัยเพิ่มเติม และร่วมมือกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และ Search, Inc ในการค้นหาเรือลำดังกล่าว

นักวิจัยเริ่มตรวจสอบหลักฐานปฐมภูมินับร้อยและวิเคราะห์บันทึกเกี่ยวกับเรือกว่า 2,000 ลำที่ปฏิบัติการในอ่าวเม็กซิโกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1850 และพบว่าโคลทิลดาเป็นหนึ่งในเรือเพียง 5 ลำที่ต่อในบริเวณอ่าวและมีประกัน ซึ่งเอกสารลงทะเบียนอธิบายลักษณะของเรือใบลำนี้อย่างละเอียด ทั้งในด้านวัสดุและขนาดมิติของเรือ ตั้งแต่ตัวยึดโลหะบนตัวเรือที่ทำจากเหล็กหล่อที่หลอมด้วยมือ ไม้ที่ใช้ทำเรือ ขนาดของไม้คานและระวาง และขนาดและลักษณะของเซนเตอร์บอร์ด เจมส์ เดลกาโด นักโบราณคดีทางทะเลแห่ง Search, Inc กล่าวว่า “โคลทิลดาเป็นเรือที่ถูกสร้างมาเป็นพิเศษ และมีลักษณะไม่เหมือนเรือทั่วไป” และ “มีเรือใบที่ต่อในบริเวณอ่าวฯ เพียงลำเดียวที่ยาว 26 เมตร มีคานยาว 7 เมตร และมีระวางขนาด 2.1 เมตร เรือลำนี้คือโคลทิลดา”

เดลกาโดและ Stacye Hathorn นักโบราณคดีจากรัฐแอละแบมามุ่งการสำรวจไปยังบริเวณที่ไม่เคยมีการสำรวจในแม่น้ำโมบีลหลังพวกเขาวิจัยเกี่ยวกับสถานที่ที่โคลทิลดาอัปปางอยู่ นักประดาน้ำด้วยพร้อมอุปกรณ์หลากหลายชนิด เช่นเครื่องวัดความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสำหรับการตรวจจับโลหะ โซนาร์สแกนด้านข้างสำหรับการตรวจหาวัตถุบนก้นแม่น้ำ และเครื่องมือหาวัตถุที่ฝังอยู่ใต้ร่องน้ำอันขมุกขมัว ออกค้นหาจนพบสุสานเรืออัปปาง

ในบรรดาเรือที่ถูกค้นพบ มีเพียงลำเดียวที่พวกเขาเรียกว่าหมายเลข 5 (Target 5) ที่แตกต่างจากเรือลำอื่น และมีลักษณะเช่นเดียวกับที่มีการบันทึกไว้ ทั้งการออกแบบ ขนาด และวัสดุที่ใช้ ซากเรือดังกล่าวยังมีร่องรอยของการถูกเผาด้วย และมีหลักฐานว่าตัวเรือถูกหุ้มด้วยทองแดง อันเป็นลักษณะที่พบเห็นได้ทั่วไปในเรือเดินสมุทร ซึ่งเดลกาโดกล่าวว่ามัน “ตรงกับบันทึกเกี่ยวกับโคลทิลดาทุกอย่าง” และแม้จะไม่มีแผ่นชื่อหรือแผ่นจารึกอื่นๆ ที่ระบุอย่างแน่ชัดว่าเรืออัปปางลำนี้คือโคลทิลดา “แต่หลักฐานหลายชิ้นทำให้คุณไม่ต้องสงสัยเลย”

ทาส
แฟรงกี เวสต์ (Frankie West) นักนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบตัวอย่างไม้จากระวางเรือ โดยหวังว่าเขาจะค้นพบ DNA จากเลือดหรือของเหลวในร่างกายของเหล่าเชลย
ทาส
อาเทอร์ คลาก (Authur Clarke) วิศวกรประจำเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก วิเคราะห์ตะปูที่เก็บได้จากซากเรือ และพบว่ามันประกอบไปด้วยเหล็กบริสุทธิ์เกือบร้อยละ 99 ซึ่งตรงกับตัวยึดที่ใช้ในเรือที่ต่อในแอละแบมาในช่วงปี 1850 ภาพถ่ายโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC

อนุสรณ์สถาน

ในตอนนี้ ซากของโคลทิลดาแบกความฝันของแอฟริกาทาวน์ เมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาหลายประการ ทั้งประชากรที่ลดลง ความยากจน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทอุตสาหกรรมหนักรอบๆ ชุมชน ชาวเมืองหวังว่าซากของเรือลำนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนำธุรกิจและอาชีพกลับมาอีกครั้ง บางคนถึงกับแนะนำให้กู้ซากเรือขึ้นมาจัดแสดง แต่เดลกาโดกล่าวว่าซากเรืออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก และการฟื้นฟูต้องใช้เงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่อนุสรณ์สถานอาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผู้มาเยือนนึกสะท้อนถึงความโหดร้ายของการค้าทาส และนึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่ชาวแอฟริกามีต่อการสร้างอเมริกา

“เรายังอยู่กับผลกระทบของการค้าทาส” พอล การ์ดุลโล (Paul Gardullo) ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการศึกษาการค้าทาสทั่วโลกแห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกันแห่งชาติ (Center for the Study of Global Slavery at the National Museum of African American History and Culture) และสมาชิกของ Slave Wrecks Project ซึ่งมีส่วนร่วมในการค้นหาโคลทิลดา กล่าว “ประเด็นเรื่องทาสยังคงหลอกหลอนเรา เรายังเจอมันได้อยู่เรื่อยๆ เพราะเราไม่เคยเผชิญหน้ากับมัน ถ้าเราจัดการกับเรื่องนี้อย่างถูกวิธี เราจะมีโอกาสไม่เพียงแต่จะสมานฉันท์ หากจะมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วย”

เรื่อง JOEL K. BOURNE, JR.

ทาส
ของจำลองของระฆังเสรีภาพแห่งแอฟริกาทาวน์ ในลานของ Mobile County Training School ตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่าระฆังดั้งเดิมมาจากเรือโคลทิลดา ภาพถ่ายโดย ELIAS WILLIAMS, NATIONAL GEOGRAPHIC

อ่านเพิ่มเติม พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

เรื่องแนะนำ

เผยโฉมใบหน้าของแมรี แม็กดาลีน

ใบหน้าที่เห็นนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากกระโหลกศีรษะที่เชื่อกันว่าเป็นของ แมรี แม็กดาลีน สตรีผู้ติดตามพระเยซู ตามพระคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ กระโหลกศีรษะนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหาร Saint-Maximin-La-Sainte-Baume ในฝรั่งเศส Philippe Froesh ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาและศิลปิน ร่วมมือกับ Philippe Charlier นักมานุษยวิทยา ทั้งคู่ใช้ภาพถ่ายหลายร้อยใบเป็นส่วนประกอบในการสร้างภาพจำลอง 3 มิติใบหน้าของแมรี แม็กดาลีนขึ้นมา เนื่องจากกระโหลกศีรษะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นจึงง่ายต่อการระบุตำแหน่งของดวงตา จมูกและปาก ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยไขปริศนาทางโบราณคดีอีกมากมายในอนาคต   อ่านเพิ่มเติม : ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง, รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา

ภูมิศาสตร์เมืองญี่ปุ่น

เรื่องของแดนซากุระที่เลื่องชื่อ รายงานโดยวอลเตอร์ เวสทัน ตีพิมพ์ในฉบับ กรกฎาคม ค.ศ. 1921 เมื่อราว 82 ปีก่อน สาวญี่ปุ่นล้างมือก่อนไหว้เจ้าที่ศาลกิโยมิตซึ เกียวโต ศาลแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพซึ่งมี 1,000 กร และ 11 เศียร ศาลเจ้าหลังเดิมไฟไหม้เสียหายไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน เหลือเพียงรูปเทพศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ “ประตูราตรีจรดอรุณ” ที่วัดอิเอยาซุ เมืองนิกโก ปิแยร์ โลติ เคยเขียนบรรยายไว้ดังนี้ “ใต้เงื่อมเงาของนิกโกขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ หมู่ไม้ในป่าสนซีดาร์รายรอบคายไอหมอกปกคลุมทั่วทั้งอารามอยู่เป็นนิจ อารามแห่งนี้บรรเจิดด้วยสำริด ไม้ชักน้ำมันเป็นเงางาม และหลังคาทองคำ” ชาวญี่ปุ่นเองกฌมีคำกล่าวว่า “ผู้ใดไม่เคยพบนิกโก ผู้นั้นยังไม่พานพบความงดงาม” เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งดอกไอริส สวนดอกไอริสอันมีชื่อเสียงแห่งนี้อยู่ที่โฮริคิริ  หญิงเกอิชาภาพนี้งามพร้อมด้วยองค์ประกอบนานา ไม่ว่าจะเป็นโคมศิลา ดอกไม้ผลิบาน หรือโฉมสราญทั้งสาม เกียวโต เมืองเอกอันดับสาม มีชื่อเรื่องหญิงเกอิชา และขบวนแห่ซึ่งประดับประดาอย่างสวยงาม ผู้คนที่มาชมขบวนมิได้โห่ร้องรับรถแห่อย่างอึงคะนึง หากซึมซาบความงามของขบวนแห่โดยสงบ หญิงเร่ขายดอกไม้ ชาวญี่ปุ่นนิยมชมชอบดอกไม้ยิ่งนัก ถึงกับใช้ชนิดของดอกที่กำลังผลิบานบ่งบอกฤดูกาล เช่นในฤดูใบไม้ผลิซึ่งตรงกับช่วงตรุษญี่ปุ่น เป็นฤดูดอกท้อบาน ถัดมาก็เป็นหน้าดอกซากุระบาน เช่นนี้มาตามลำดับ (อ่านต่อหน้า […]

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่งเกาหลีเหนือ

ภาพที่หาชมได้ยากของกองทัพขนาดมหึมาแห่ง เกาหลีเหนือ เมื่อนับจำนวนพลแล้ว กองทัพบก เกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอำนาจประการหนึ่งของกองทัพขึ้นอยู่กับ “ภาพ” ที่สื่อออกมาให้โลกเห็น เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์ ช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รับโอกาสที่หาได้ยากที่สุดครั้งหนึ่งในโลก โดยเป็นช่างภาพตะวันตกเพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าสู่ประเทศที่ได้ชื่อว่า “ดินแดนฤาษี” (Hermit Kingdom) แม้ว่าการเดินทางของเขาจะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ก็ไม่มากเท่าที่เราคิด โดยเฉพาะเมื่อได้บันทึกภาพของกองทัพเกาหลีเหนือ “เราจะเห็นพวกเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทหารไม่ได้เป็นแค่รั้วของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเกาหลีเหนืออีกด้วยครับ” กุทเทนเฟลเดอร์ บอก ทหารยังทำงานด้านพัฒนาต่างๆ โดยเป็นผู้ก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค และดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในกรุงเปียงยางให้ดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย การเดินทางสู่เกาหลีเหนือของกุทเทนเฟลเดอร์ยังทำให้เขาได้มีโอกาสชมการแสดง Mass Games performance อันเป็นการแสดงแสนยานุภาพด้านสรรพาวุธและการสวนสนามของเหล่าทหารหาญที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ทุกๆคนในสถานที่แสดงล้วนได้รับบทบาท ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชม ซึ่งจะใช้สมุดภาพระบายสีเพื่อแปรอักษรจากอัฒจันทร์ โดยที่ภาพมักสื่อถึงวีรกรรมของผู้นำประเทศหรือกองทัพ บรรดาสมาชิกกองทัพเกาหลีเหนือนั่งอยู่เต็มอัฒจันทร์ในกรุงเปียงยาง ในการสวนสนามปี 2012 เพื่อเชิดชูเกียรติคิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ Photograph by David Guttenflder, National Geographic Creative สโมสรสุขภาพและศูนย์เพาะกายแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง Photograph by […]

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]