ค้นพบเรือลำสุดท้ายที่ลักลอบนำ ทาส ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงที่การนำเข้าทาสนั้นผิดกฎหมาย

มีการค้นพบเรือทาสลำสุดท้ายของอเมริกาในรัฐแอละแบมา

เชลย ทาส ชาวแอฟริกา 109 คน รอดจากการเดินทางอันทรหดนานหกสัปดาห์จากแอฟริกาตะวันออกไปยังแอละแบมาในระวาง (hold) เรือที่แออัด เรือที่มีจุดประสงค์เดิมคือการขนส่งสินค้าลำนี้มีการออกแบบและขนาดที่โดดเด่น ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีระบุซากของเรือได้


เรือโคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้า ทาส

เรือ โคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้าทาส

นักโบราณคดีทางทะเลค้นพบเรือใบ (Schooner) นาม โคลทิลดา (Clotilda) ซึ่งใช้ลักลอบนำเข้า ทาส จากแอฟริกามายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1860 หรือหลังจากประเทศดังกล่าวห้ามนำเข้าทาสมากว่า 50 ปี นักโบราณคดีค้นพบเรือดังกล่าวในแม่น้ำโมบีล รัฐแอละบามา หลังจากการค้นหาอย่างไม่ลดละกว่าหนึ่งปี และการค้นพบครั้งนี้เติมเต็มความฝันยาวนานหลายชั่วอายุคนให้บรรดาลูกหลานของทาสที่รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าว

“ลูกหลานผู้รอดชีวิตของโคลทิลดาฝันถึงการค้นพบครั้งนี้มาหลายชั่วอายุคน” Lisa Demetropoulos Jones ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประวัติศาสตร์แอละแบมา (Alabama Historical Commission – AHC) และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ประจำรัฐ (State Historic Preservation Officer) กล่าว “พวกเราตื่นเต้นที่จะประกาศว่าความฝันของพวกเขาเป็นจริงแล้ว”

โคลทิลดาเป็นหนึ่งในเรือไม่กี่ลำที่ถูกค้นพบ จากเรือนับพันที่ขนส่งทาสชาวแอฟริการาว 389,000 คนข้ามมหาสมุรแอตแลนติกไปยังสหรัฐฯ ในช่วงปี 1600 ถึง 1860 และ “การค้นพบโคลทิลดาเปิดเผยถึงบทที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ของอเมริกาขึ้นมาใหม่” เฟรดริก ฮีเบิร์ต (Fredrik Hiebert) นักโบราณคดีประจำสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ซึ่งสนับสนุนการค้นหาในครั้งนี้ กล่าว “และการค้นพบครั้งนี้ยังเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับเรื่องราวของแอฟริกาทาวน์ (Africatown) ซึ่งเป็นเมืองที่ลูกหลานผู้ทรหดจากเรือค้าทาสลำสุดท้ายของอเมริกาสร้างขึ้น”

ทาส
ภาพวาดเรือโคลทิลดาบนที่กั้นน้ำคอนกรีตในแอฟริกาทาวน์ ซึ่งเป็นชุมชนใกล้โมบีลที่ก่อตั้งโดยทาสที่ถูกลักลอบพาเข้ามายังแอละแบมา และยังมีลูกหลานบางส่วนที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว ภาพภ่ายโดย ELIAS WILLIAMS, NATIONAL GEOGRAPHIC

เรื่องราวพื้นหลัง

เรื่องราวเกี่ยวกับโคลทิลดาเริ่มขึ้นเมื่อ ทิโมที เมเฮอร์ (Timothy Meaher) เจ้าของที่ดินและนักต่อเรือผู้ร่ำรวยในโมบีล พนันว่าเขาจะสามารถลักลอบนำทาสชาวแอฟริกามายังอ่าวโมบีลได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้ เขาออกใบอนุญาตให้กัปตัน วิลเลียม ฟอสเตอร์ (William Foster) ต่อเรือลำดังกล่าว และนำไปซื้อเชลยที่ Ouidah ในประเทศเบนินในปัจจุบัน

ฟอสเตอร์ได้เผาเรือทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานหลังจากที่เขาส่งทาสลงเรือล่องแม่น้ำ และโคลทิลดาได้รักษาความลับเรื่องนี้ไว้นานหลายทศวรรษ ในขณะที่คนบางกลุ่มกล่าวว่าเรื่องน่าอับอายครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานของเรื่องนี้จากทั้งเจ้าของทาสและตัวทาสเอง โดย Sylviane Diouf นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านการพลัดถิ่นของชาวแอฟริกา และผู้เขียนหนังสือ Dreams of Africa in Alabama ซึ่งบันทึกเรื่องราวของโคลทิลดา กล่าวว่า “มีการวาดภาพ สัมภาษณ์ หรือแม้แต่ถ่ายภาพทาส [ที่เรือลำนี้ขนส่งมา]” “ผู้จัดการเดินทางพูดถึงเรื่องนี้ กัปตันเรือพูดถึงเรื่องนี้ เราจึงมีเรื่องราวจากหลายมุมมอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

นอกจากนี้ อดีตทาสที่เดินมามากับเรือลำดังกล่าวเหล่านี้ไม่ได้กลับบ้านหลังสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ จบลงและมีการประกาศเลิกทาส แต่พวกเขาได้ตั้งชุมชนเล็กๆ ชื่อแอฟริกาทาวน์ในบริเวณนั้น และลูกหลานมากมายที่ยังอยู่ในบริเวณนั้นเติบโตมากับเรื่องราวของเรือลำนี้ โดย ลอร์นา วูดส์ (Lorna Woods) หนึ่งในลูกหลานของทาสเหล่านั้นคาดว่า “มันจะเป็นเรื่องใหญ่ หากพวกเขาเจอหลักฐานของเรือลำนี้” และ “สิ่งที่แม่บอกกับพวกเราจะมีเหตุผล มันจะเป็นเรื่องที่ดีต่อพวกเราอย่างยิ่ง”

แมรี เอเลียต (Mary Elliott) ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสมิทโซเนียนด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน (Smithsonian National Museum of African American History and Culture) เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เธอกล่าวว่า “มีตัวอย่างของเรื่องที่บางคนปฏิเสธว่าไม่เคยเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการจลาจลระหว่างเชื้อชาติที่ทัลซาในปี 1921 เรื่องของเรือลำนี้ หรือแม้แต่เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แต่ในตอนนี้ โบราณคดี การวิจัยจดหมายเหตุ และวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานกับความทรงจำที่ชุมชนมีร่วมกัน ทำให้คนเหล่านั้นปฏิเสธเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ ตอนนี้ผู้คนในชุมชนเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างสัมผัสได้ เพราะพวกเขารู้ว่านี่คือเรื่องจริง”

ทาส

 

ทาส
นักโบราณคดีค้นพบตะปู หมุด และสลักที่ใช้ยึดคาน (beam) และแผ่นไม้ (planking) ของโคลทิลดา ตัวยึดซึ่งหล่อด้วยมือเหล่านี้พบเจอได้ทั่วไปในเรือใบที่ต่อในโมบีล ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ภาพถ่ายโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC

ตามหาประวัติศาสตร์ที่หายไป

ในหลายปีที่ผ่านมา เคยมีการตามหาโคลทิลดาหลายครั้ง แต่ต้องประสบความล้มเหลว เนื่องจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโมบีล-เทนซอว์ เต็มไปด้วยทั้งหนอง ทะเลสาบ และลำธาร รวมทั้งซากเรือจำนวนมาก แต่เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 นักข่าวท้องถิ่นได้ค้นพบซากเรือไม้ขนาดใหญ่ผิดปกติ ทำให้ AHC จ้าง Search, Inc ซึ่งเป็นบริษัททางโบราณคดีมาตรวจสอบซากเรือลำดังกล่าว แม้เรือลำดังกล่าวไม่ไช่โคลทิลดา การค้นพบในครั้งนี้ได้ทำให้คนทั้งสหรัฐฯ เกิดความสนใจในเรือค้าทาสที่สาบสูญไปลำนี้ AHC จึงให้เงินทุนสำหรับการวิจัยเพิ่มเติม และร่วมมือกับสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และ Search, Inc ในการค้นหาเรือลำดังกล่าว

นักวิจัยเริ่มตรวจสอบหลักฐานปฐมภูมินับร้อยและวิเคราะห์บันทึกเกี่ยวกับเรือกว่า 2,000 ลำที่ปฏิบัติการในอ่าวเม็กซิโกในช่วงปลายทศวรรษที่ 1850 และพบว่าโคลทิลดาเป็นหนึ่งในเรือเพียง 5 ลำที่ต่อในบริเวณอ่าวและมีประกัน ซึ่งเอกสารลงทะเบียนอธิบายลักษณะของเรือใบลำนี้อย่างละเอียด ทั้งในด้านวัสดุและขนาดมิติของเรือ ตั้งแต่ตัวยึดโลหะบนตัวเรือที่ทำจากเหล็กหล่อที่หลอมด้วยมือ ไม้ที่ใช้ทำเรือ ขนาดของไม้คานและระวาง และขนาดและลักษณะของเซนเตอร์บอร์ด เจมส์ เดลกาโด นักโบราณคดีทางทะเลแห่ง Search, Inc กล่าวว่า “โคลทิลดาเป็นเรือที่ถูกสร้างมาเป็นพิเศษ และมีลักษณะไม่เหมือนเรือทั่วไป” และ “มีเรือใบที่ต่อในบริเวณอ่าวฯ เพียงลำเดียวที่ยาว 26 เมตร มีคานยาว 7 เมตร และมีระวางขนาด 2.1 เมตร เรือลำนี้คือโคลทิลดา”

เดลกาโดและ Stacye Hathorn นักโบราณคดีจากรัฐแอละแบมามุ่งการสำรวจไปยังบริเวณที่ไม่เคยมีการสำรวจในแม่น้ำโมบีลหลังพวกเขาวิจัยเกี่ยวกับสถานที่ที่โคลทิลดาอัปปางอยู่ นักประดาน้ำด้วยพร้อมอุปกรณ์หลากหลายชนิด เช่นเครื่องวัดความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กสำหรับการตรวจจับโลหะ โซนาร์สแกนด้านข้างสำหรับการตรวจหาวัตถุบนก้นแม่น้ำ และเครื่องมือหาวัตถุที่ฝังอยู่ใต้ร่องน้ำอันขมุกขมัว ออกค้นหาจนพบสุสานเรืออัปปาง

ในบรรดาเรือที่ถูกค้นพบ มีเพียงลำเดียวที่พวกเขาเรียกว่าหมายเลข 5 (Target 5) ที่แตกต่างจากเรือลำอื่น และมีลักษณะเช่นเดียวกับที่มีการบันทึกไว้ ทั้งการออกแบบ ขนาด และวัสดุที่ใช้ ซากเรือดังกล่าวยังมีร่องรอยของการถูกเผาด้วย และมีหลักฐานว่าตัวเรือถูกหุ้มด้วยทองแดง อันเป็นลักษณะที่พบเห็นได้ทั่วไปในเรือเดินสมุทร ซึ่งเดลกาโดกล่าวว่ามัน “ตรงกับบันทึกเกี่ยวกับโคลทิลดาทุกอย่าง” และแม้จะไม่มีแผ่นชื่อหรือแผ่นจารึกอื่นๆ ที่ระบุอย่างแน่ชัดว่าเรืออัปปางลำนี้คือโคลทิลดา “แต่หลักฐานหลายชิ้นทำให้คุณไม่ต้องสงสัยเลย”

ทาส
แฟรงกี เวสต์ (Frankie West) นักนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบตัวอย่างไม้จากระวางเรือ โดยหวังว่าเขาจะค้นพบ DNA จากเลือดหรือของเหลวในร่างกายของเหล่าเชลย
ทาส
อาเทอร์ คลาก (Authur Clarke) วิศวกรประจำเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก วิเคราะห์ตะปูที่เก็บได้จากซากเรือ และพบว่ามันประกอบไปด้วยเหล็กบริสุทธิ์เกือบร้อยละ 99 ซึ่งตรงกับตัวยึดที่ใช้ในเรือที่ต่อในแอละแบมาในช่วงปี 1850 ภาพถ่ายโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC

อนุสรณ์สถาน

ในตอนนี้ ซากของโคลทิลดาแบกความฝันของแอฟริกาทาวน์ เมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาหลายประการ ทั้งประชากรที่ลดลง ความยากจน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทอุตสาหกรรมหนักรอบๆ ชุมชน ชาวเมืองหวังว่าซากของเรือลำนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนำธุรกิจและอาชีพกลับมาอีกครั้ง บางคนถึงกับแนะนำให้กู้ซากเรือขึ้นมาจัดแสดง แต่เดลกาโดกล่าวว่าซากเรืออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก และการฟื้นฟูต้องใช้เงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แต่อนุสรณ์สถานอาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผู้มาเยือนนึกสะท้อนถึงความโหดร้ายของการค้าทาส และนึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่ชาวแอฟริกามีต่อการสร้างอเมริกา

“เรายังอยู่กับผลกระทบของการค้าทาส” พอล การ์ดุลโล (Paul Gardullo) ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการศึกษาการค้าทาสทั่วโลกแห่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกันแห่งชาติ (Center for the Study of Global Slavery at the National Museum of African American History and Culture) และสมาชิกของ Slave Wrecks Project ซึ่งมีส่วนร่วมในการค้นหาโคลทิลดา กล่าว “ประเด็นเรื่องทาสยังคงหลอกหลอนเรา เรายังเจอมันได้อยู่เรื่อยๆ เพราะเราไม่เคยเผชิญหน้ากับมัน ถ้าเราจัดการกับเรื่องนี้อย่างถูกวิธี เราจะมีโอกาสไม่เพียงแต่จะสมานฉันท์ หากจะมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วย”

เรื่อง JOEL K. BOURNE, JR.

ทาส
ของจำลองของระฆังเสรีภาพแห่งแอฟริกาทาวน์ ในลานของ Mobile County Training School ตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่าระฆังดั้งเดิมมาจากเรือโคลทิลดา ภาพถ่ายโดย ELIAS WILLIAMS, NATIONAL GEOGRAPHIC

อ่านเพิ่มเติม พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]

ฟุตบอล กับการจุดประกายความหวังใหม่ของเหล่าผู้ลี้ภัย

ฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้ต่อประกายไฟความหวังของเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารี (Za'atair) ขึ้นมา 

9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา

วัฒนธรรมการทำมัมมี่หาใช่เกิดขึ้นแค่ในอียิปต์ และเหล่านี้คือตัวอย่างของมัมมี่อันโดดเด่นจากหลายประเทศทั่วโลก

แผนที่เก่าแก่ของชาวแอซเท็กฉายภาพวิถีชีวิตในอดีต

แผนที่เก่าแก่ที่ย้อนอายุได้ไกลถึงปีค.ศ. 1593 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ ชาวแอซเท็ก ในเม็กซิโกและชาวสเปนที่เดินทางมาถึงยังดินแดนนี้