เผยมุมมองใหม่ ว่าด้วย ชาวไวกิ้ง - National Geographic Thailand

เผยมุมมองใหม่ว่าด้วยชาวไวกิ้ง

เผยมุมมองใหม่ว่าด้วย ชาวไวกิ้ง

ละอองฝนเย็นเยียบโปรยปรายลงมา  ขณะที่เราหนาวสั่นกันอยู่บนถนนระหว่างรอคอยหัวหน้าเผ่า ชาวไวกิ้ง กับพลพรรคให้ปรากฏตัวขึ้น  คืนนี้เป็นคืนหนาวเหน็บและชื้นแฉะของเดือนมกราคมที่เมืองเลอร์วิกบนกลุ่มเกาะเชตแลนด์ นอกชายฝั่งทางเหนือสุดของสกอตแลนด์ กระนั้น บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความตื่นเต้น  ข้างๆ ฉันเป็นชายคนหนึ่งที่พาลูกเล็กมาด้วยสองคน เขาหัวเราะเริงร่าเมื่อเห็นควันไฟสีแดงพวยพุ่งขึ้นมาจากหลังอาคารที่ว่าการของเมือง “ดูเหมือนพวกเขา เผาทั้งตึกเลยนะนั่น” เขาตะโกนลั่น ไฟนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้  นี่คือเทศกาลอัปเฮลลี อา (Up Helly Aa) อันเป็นการเฉลิมฉลองอดีตของชาวไวกิ้งบนกลุ่มเกาะเชตแลนด์ด้วยการจุดเพลิงอย่างยิ่งใหญ่

ขณะที่พลพรรคของหัวหน้าเผ่าผู้นั้นและคนอีกหลายสิบกรูกันเข้ามาในถนนพร้อมคบเพลิงที่มีไฟลุกโชน หลายร้อยอัน  เสียงโห่ร้องยินดีจากฝูงชนดังขึ้น  เมื่อเห็นเรือยาว (longship) ลำเพรียวที่คนเหล่านั้นลากเข้ามาด้วย  ชาวไวกิ้ง ขึ้นบกครั้งแรกบนชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโขดหินแห่งนี้เมื่อราว 1,200 ปีก่อน บดขยี้การต่อต้านของชนพื้นเมืองและยึดครองดินแดนไว้ได้  เหล่าหัวหน้าเผ่าชาวนอร์เวย์ปกครองหมู่เกาะเชตแลนด์อยู่นานเกือบ 700 ปี  จนท้ายที่สุดก็นำเกาะน้อยใหญ่เหล่านี้ไปจำนำกับกษัตริย์ชาวสกอตพระองค์หนึ่ง ทุกวันนี้ ภาษาถิ่นนอร์สโบราณที่เรียกว่า นอร์น ถูกลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้ว  แต่ชาวเชตแลนด์ยังคงภูมิใจกับอดีตความเป็นไวกิ้งของตนอย่างยิ่งยวด

ชาวไวกิ้ง
ชาวเกาะเชตแลนด์ผู้หนึ่งสวมหมวกเกราะประดับขนนกซึ่งดูจะเป็นเรื่องจินตนาการมากกว่าความเป็นจริง เพื่อเฉลิมฉลองมรดกที่สืบทอดมาจากชาวไวกิ้งในเทศกาลประจำปีชื่ออัปเฮลลีอา (Up Helly Aa)

ตอนนี้  ขณะที่ฝูงชนตะโกนร้องเพลงโบราณที่บรรยายถึงราชาแห่งท้องทะเลและเรือมังกร คนถือคบเพลิงก็ลากเรือเข้าไปสู่ลานกว้างที่มีกำแพงล้อมรอบ เมื่อหัวหน้าเผ่าให้สัญญาณ พวกเขาก็ขว้างคบเพลิงเข้าใส่เรือจนไฟลุกโชนและลามเลียขึ้นไปถึงเสากระโดงอย่างรวดเร็ว เศษเถ้าถ่านปลิวว่อนอยู่ในท้องฟ้ายามค่ำ  พวกเด็กๆ กระทืบเท้าและร้องรำทำเพลงไปตามทางเดิน

ดึกดื่นคืนนั้น ขณะที่ผู้ร่วมงานเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยงในงานฉลอง ฉันอดนึกพิศวงไม่ได้ถึงพลังของชาวไวกิ้งที่ยังคงครอบงำจินตนาการของพวกเราอยู่ แม้จะล้มหายตายจากไปนานหลายร้อยปีแล้ว  ทุกวันนี้ พวกเราส่วนใหญ่สามารถเล่ารายละเอียดของชาวไวกิ้งในจินตนาการได้  ว่าพวกเขาต่อสู้และเลี้ยงฉลองกันอย่างไร อยู่ที่ไหน ตายอย่างไร ทว่าจริงๆ แล้วเรารู้จักชาวไวกิ้งดีแค่ไหนกัน

ชาวไวกิ้ง
ผู้บรรยายเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่สวมบทเป็นชาวไวกิ้งทำให้บ้านทรงยาวซึ่งจำลองขึ้นที่ศูนย์รีเบอไวกิ้ง (Ribe Viking Center) ในเดนมาร์ก มีชีวิตชีวาขึ้นมา อาหารของชาวไวกิ้งซึ่งปรุงสุกเหนือกองไฟมีอาทิ ปลาเฮร์ริงเค็ม ข้าวบาร์เลย์ตุ๋น และ หัวแกะต้ม

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน  ตั้งแต่การถ่ายภาพด้วยดาวเทียม ไปจนถึงการศึกษาดีเอ็นเอและการวิเคราะห์ไอโซโทป นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ จึงพบคำตอบใหม่ๆ อันน่าประหลาดใจมากมาย ที่เอสโตเนีย นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเรือที่ถูกฝังสองลำ ซึ่งมีซากศพนักรบผู้ถูกสังหารอยู่เต็มลำ ทำให้เราเห็นภาพใหม่ของเผ่าพันธุ์ไวกิ้งที่โหดเหี้ยม ในสวีเดน นักวิจัยกำลังศึกษาซากที่เหลือของผู้บัญชาการสตรีชาวไวกิ้งคนหนึ่ง ซึ่งให้ความกระจ่างในเรื่องบทบาทของสตรีในสงคราม และที่รัสเซีย นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์กำลังตามรอยเส้นทางนักค้าทาสชาวไวกิ้ง  ซึ่งเผยให้เห็นความสำคัญของการค้าทาสที่มีต่อเศรษฐกิจของพวกเขา

เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกัน ผลการศึกษาใหม่ๆ แสดงให้เห็นภาพชัดเจนของความทะเยอทะยานและผลกระทบ ทางวัฒนธรรมของนักเดินเรือผู้กล้าบ้าบิ่นเหล่านี้  จากชายฝั่งสแกนดิเนเวียอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา นักแสวงโชคชาวไวกิ้งออกสู่เวทีโลกในกลางศตวรรษที่แปด และท่องสำรวจไปในดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปในช่วง 300 ปีต่อจากนั้นเป็นการเดินทางที่ไกลเกินกว่านักวิจัยรุ่นก่อนๆเคยคาดคิดไว้

นีล ไพรซ์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยอุปป์ซาลาในสวีเดน บอกว่า ชาวไวกิ้งอาศัยเรือลำเพรียวและความรู้ความช่ำชองเรื่องแม่น้ำและทะเลในการเดินทางครอบคลุมพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันคือกว่า 37 ประเทศจากอัฟกานิสถานจรดแคนาดา  ระหว่างทางชาวไวกิ้งได้พบเห็นกว่า 50 วัฒนธรรม ค้าขายสินค้าหรูหราอย่างเอาจริงเอาจัง แต่งกายด้วยชุดเสื้อคลุมยาวคัฟตันของชาวยูเรเชียน  หรือชุดผ้าไหมของจีน พกเหรียญเงินของชาวมุสลิมเต็มกระเป๋า พวกเขาสร้างหัวเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองอย่างยอร์กและเคียฟ ตั้งอาณานิคมหลายแห่งในสหราชอาณาจักร ไอซ์แลนด์ และฝรั่งเศส ไม่เคยมีนักเดินเรือชาวยุโรปอื่นใดในสมัยนั้นที่เดินทางผจญภัยอย่างไม่กริ่งเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ และล่องเรือไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวจากบ้านเกิดเมืองนอนเช่นนี้ “มีแต่คนจากสแกนดิเนเวียเท่านั้นครับ มีแต่พวกไวกิ้งเท่านั้นที่ทำได้” ไพรซ์บอก

ชาวไวกิ้ง
ผู้สวมบทเป็นชาวไวกิ้งและชาวสลาฟเข้าโรมรันกันด้วยคมหอกคมดาบในสงครามจำลองระหว่างเทศกาลเฉลิมฉลองที่เมืองโวลิน ประเทศโปแลนด์

ในช่วงเวลาเกือบ 300 ปีก่อนที่ชาวไวกิ้งจะเริ่มบุกขึ้นฝั่งต่างแดนในราวปี ค.ศ. 750 ไพรซ์บอกว่า  ดินแดนสแกนดิเนเวียพังพินาศเพราะความระส่ำระสาย   ในช่วงเวลานั้นมีอาณาจักรเล็กๆ เกิดขึ้นมากกว่าสามสิบแห่ง  แต่ละอาณาจักรต่างสร้างป้อมค่ายไว้บนเนินเขา  และต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน   ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนี้มหันตภัยร้ายแรงก็เกิดขึ้นหมอกฝุ่นขนาดมหึมาเข้าปกคลุมชั้นบรรยากาศ  สาเหตุน่าจะมาการผสมโรงระหว่างดาวหางหรืออุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลกกับ   การระเบิดของภูเขาไฟลูกใหญ่อย่างน้อยหนึ่งลูก  ภัยพิบัติซึ่งเปิดฉากขึ้นในปี ค.ศ. 536  นี้บดบังดวงอาทิตย์จนมืดมิด  ทำให้อุณหภูมิในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือลดลงอยู่นานถึง 14 ปี   ความหนาวเย็นและความมืดที่ปกคลุมอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้คร่าชีวิตผู้คนและทำลายดินแดนสแกนดิเนเวียซึ่งเป็นพื้นที่ริมขอบด้านเหนือของแหล่งเพาะปลูกในยุคกลาง ในเขตอุปป์ลันด์ของสวีเดน หมู่บ้านเกือบร้อยละ 75 ถูกทิ้งร้างเพราะผู้คนล้มตายจากความหิวโหยและการต่อสู้

เมื่อฤดูร้อนหวนคืนสู่ซีกโลกเหนือและประชากรเริ่มฟื้นคืน  สังคมสแกนดิเนเวียกลับกลายเป็นสังคมที่โหดร้ายทารุณหนักข้อขึ้น บรรดาผู้นำเผ่าสั่งสมกองกำลังติดอาวุธไว้รอบกาย  ออกยึดและปกป้องดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง  หล่อหลอมสังคมนักรบที่ทั้งชายหญิงนิยมชมชอบการทำสงคราม  พวกเขาบูชาความกล้าบ้าบิ่น  ความก้าวร้าว  ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย  และความแกล้วกล้าในสมรภูมิ

ชาวไวกิ้ง
เรือลำเพรียวที่ต่อด้วยไม้ เช่น เรือกักชตาดลำนี้คือกุญแจสู่ความสำเร็จของพ่อค้าและโจรปล้นสะดมชาวไวกิ้ง เรือสมัยศตวรรษที่เก้าซึ่งขุดได้จากหลุมศพแห่งหนึ่งเมื่อปี 1880 ลำนี้ขับเคลื่อนด้วยใบเรือและฝีพาย 32 คน

ขณะที่สังคมติดอาวุธค่อยๆ ก่อตัวขึ้น   เทคโนโลยีใหม่ก็เริ่มปฏิวัติการเดินเรือของชาวสแกนดิเนเวียในศตวรรษที่เจ็ด นั่นคือใบเรือ ช่างไม้ผู้ชำนาญเริ่มต่อเรือลำเพรียวที่ใช้พลังลม  ซึ่งสามารถบรรทุกนักรบติดอาวุธไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  หัวหน้าเผ่าชาวเหนือกับพลพรรคผู้กระเหี้ยนกระหือรืออาศัยเรือเหล่านี้เดินทางข้ามทะเลบอลติกและทะเลเหนือ ออกสำรวจดินแดนใหม่ๆ เที่ยวปล้นเมืองและหมู่บ้าน  อีกทั้งจับชาวบ้านเป็นข้าทาส  ชายที่แทบไม่มีโอกาสแต่งงานในบ้านเกิดเมืองนอนของตนอาจแต่งทาสหญิงเป็นภรรยาได้  ไม่ว่าจะด้วยการหว่านล้อมหรือใช้กำลังบังคับก็ตาม

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ตั้งแต่ความทะเยอทะยานยาวนานหลายร้อยปีของเหล่าหัวหน้าเผ่า นักรบหนุ่มไร้คู่ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่ดาษดื่น ไปจนถึงเรือชนิดใหม่  ก่อตัวเป็นพายุชั้นเลิศ  เวทีพร้อมเต็มที่แล้วให้ชาวไวกิ้งพรั่งพรูออกมาจากโลกเหนือทำให้ดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปลุกเป็นไฟด้วยความโหดเหี้ยมอันเป็นเอกลักษณ์

เรื่อง เฮเทอร์ พริงเกิล

ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก และเดวิด กุทเทนเฟลเดอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ดีเอ็นเอเผย ชาวนอร์สในกรีนแลนด์ค้างาวอลรัสให้ยุโรป

เรื่องแนะนำ

ปลากระเบนราหูมีพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการกินเช่นเดียวกับมนุษย์

ฝูงปลากระเบนราหู (Manta ray) รวมกลุ่มและว่ายน้ำเป็นวงกลมเหนือแนวปะการังแห่งหนึ่งใกล้ๆ เกาะโฮวาอู ในรัฐฮาวาย จากภาพที่บันทึกได้ ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังแสดงพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการรับประทานอาหาร โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่ใช้การกรองกิน และมีการหากินร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งช่วยให้แต่ละตัวในฝูงได้กินแพลงก์ตอนเยอะขึ้น รูปแบบการว่ายน้ำเป็นวงกลมนี้ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น และทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ, ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ […]