ปลัดขิก : โลกิยธรรมในวิถีพุทธของชาวภูฎาน - National Geographic Thailand

ปลัดขิก : โลกิยธรรมในวิถีพุทธของชาวภูฎาน

 ใครที่เคยสัญจรรอนแรมไปในเขตชนบทของภูฏาน ล้วนต้องตั้งคำถาม ว่าไย ชาวภูฏานจึงนิยมประดับภาพ ปลัดขิก หรืออวัยวะเพศชายขนาดใหญ่ชนิดโจ๋งครึ่ม บางบ้านแต่งเติมให้ท่านปลัดพ่นไฟได้ บางบ้านแกะสลักไม้เป็นรูปท่านปลัดแล้วทาสีแดงแป๊ด ติดไว้เหนือประตูบ้าน แขวนไว้ตามยุ้งฉางอีกต่างหาก ร้านอาหารบางแห่งตั้งท่านปลัดขนาดสูงเท่าตัวคนไว้กลางร้านเลยทีเดียว

จะหาคำตอบของเรื่อง ปลัดขิก นี้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ศาสนาพุทธที่ชาวภูฏานนับถือศรัทธา มิใช่นิกายเถรวาทแบบไทย หรือนิกายมหายานแบบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่เป็นนิกายวัชรยานแบบทิเบต สาระสำคัญของนิกายนี้ใกล้เคียงกับมหายาน คือนอกจากนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแล้ว ยังมี “พระโพธิสัตว์” อีกหลายองค์ที่คอยช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก อาทิ พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รู้จักกันดี แต่พิเศษกว่านั้น คือวัชรยานกำหนดให้มีเครื่องมือพิเศษ เช่น ธงมนตรา กงล้อมนตรา ระฆังมนตรา ฯลฯ ไว้ช่วยชาวพุทธให้บรรลุธรรมได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบแปลบ และมีอำนาจตัดกิเลสได้แข็งแกร่งดั่งเพชร ตามความหมายของคำว่า “วัชระ” ที่แปลว่าเพชร หรือสายฟ้า

ปลัดขิก, ธงมนตรา, ธงมนต์, ภูฏาน, ความเชื่อ, ศาสนา
วัดชิมิ หรือวัดสุนัขหาย

ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีต นิกายวัชรยานเคยพัฒนาไปไกลถึงขั้นที่เชื่อว่า หากนักบวชฝึกฝนอย่างดีแล้ว สามารถละเมิดศีลธรรม เช่น ดื่มสุรา เสพเมถุน เพื่อจะบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เรียกว่าใช้ “กิเลส” เป็น “อุบาย” หรือบันไดไต่ไปสู่การบรรลุธรรม เหมือนหนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง น้ำเข้าหู ต้องเอาน้ำกรอกหู

แนวคิดนี้เรียกอีกอย่างว่า “ตันตระ” ซึ่งเกิดขึ้นในศาสนาฮินดูก่อน เรียกว่า “ฮินดูตันตระ” มุ่งเน้นเวทมนต์คาถาและถือการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีเป็นหนทางสู่โมกษะ (คือการหลุดพ้น)

ต่อมามีเกจิอาจารย์ฝ่ายพุทธชาวอินเดียนาม “พระปทุมสมภพ” ประยุกต์แนวคิดนี้มาเป็น “วัชรยานตันตระ” แล้วนำไปเผยแผ่จนงอกงามบนที่ราบสูงทิเบต กระทั่งชาวทิเบตยกย่องท่านเป็น “คุรุ รินโปเช” หรือ “อาจารย์ใหญ่ผู้ล้ำเลอค่า” โดยรูปเคารพของคุรุ รินโปเช จะมี “ตารา” หรือพระชายาสององค์ประทับอยู่ด้านข้างเสมอ

ปลัดขิก, ธงมนตรา, ธงมนต์, ภูฏาน, ความเชื่อ, ศาสนา
ตาคิน สัตว์ประจำชาติ

ซึ่งในราว พ.ศ.1998 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีลามะจากทิเบตผู้เป็นสาวกคุรุ รินโปเช รูปหนึ่ง นามว่า ดรุ๊กปะ กินเหละ จาริกสู่ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทิเบต ที่กลายเป็นประเทศภูฏานในปัจจุบัน แล้วเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายวัชรยานตันตระ จนได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในบรรดามหาอาริยะเจ้าผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวภูฏาน

โดยมีจุดเด่นที่กุศโลบายในการเผยแผ่ธรรมนอกตำรา เช่นการใช้เพลง หรือบทกวีสองแง่สามง่าม นิทานที่มีเรื่องการร่วมเพศ มาประกอบคำสอน เป็นจุดดึงดูดผู้คนให้เข้าถึงเนื้อแท้แห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า จนได้สมญานามว่า “เทวาวิปลาศ” (อาชิ โดร์จิ วังโม วังชุก ในหนังสือ “ภาพสวรรค์ภูฏาน” แปลโดย รศ.ดร.อมร แสงมณี)

ปลัดขิก, ธงมนตรา, ธงมนต์, ภูฏาน, ความเชื่อ, ศาสนา
ปรากฏการณ์ปลัดขิกที่ฝาบ้าน

บางตำราอุปมาท่านดรุ๊กปะ กินเหละ เหมือนพระจี้กงในตำนานของชาวจีน ที่ทำอะไรผิดแผกจากวัตรปฏิบัติของพระทั่วไป เช่น ชอบยิงธนูเล่น วันหนึ่ง ชาวบ้านถามท่านว่าจะแสดงอภินิหารอะไรเพื่อพิสูจน์ว่าเก่งกล้าอาคมจริง ท่านบอกให้ชาวบ้านไปหาแพะกับวัวมา แล้วท่านก็ชำแหละเนื้อมาฉันจนอิ่ม แล้วเอากะโหลกแพะกับซี่โครงวัว มาปลุกเสกจนกลายเป็น “ตาคิน” (Takin) ที่กลายมาเป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏานวันนี้

ยังมีตำนานเล่าขานอีกว่า เมื่อท่านจาริกผ่านโดชูล่า หรือช่องเขาศิลา บนเส้นทางระหว่างนครหลวงธิมพู สู่อดีตราชธานีปูนาคา ท่านพบเด็กเลี้ยงวัวนั่งร้องไห้ เพราะถูกนางปีศาจร้ายแห่งช่องเขาศิลารังควานจนเลี้ยงวัวไม่เป็นสุข ท่านจึงสำแดงเดชด้วยการเสกอวัยวะเพศให้ยาวเป็นงูเลื้อยรอบกาย จนนางปีศาจร้ายตกใจกลัวเผ่นหนีลงจากภูเขา ท่านจึงสาบนางปีศาจร้ายให้กลายเป็นสุนัข แต่ก็เกรงว่าจะเที่ยวไปรังแกชาวบ้านอีก จึงเสกให้สุนัขปีศาจตัวนั้นหายไปในพริบตา ต่อมา มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้น จึงถูกเรียกขานว่า “ตำบลชิมิ” แปลว่าตำบลสุนัขหาย ทั้งยังมีการสร้างวัดชิมิ หรือวัดสุนัขหาย อุทิศถวายแด่ “เทวาวิปลาส” คือท่านดรุ๊กปะ กินเหละ อีกด้วย

ปลัดขิก, ธงมนตรา, ธงมนต์, ภูฏาน, ความเชื่อ, ศาสนา
สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ

เหตุนี้เอง ชาวภูฏานในชนบทจึงนิยมวาดรูปอวัยวะเพศชายประดับไว้ที่ฝาบ้าน นัยว่าเป็นยันต์กันภูตผีปีศาจร้ายไม่ให้มากรายกล้ำ บ้างก็เป็นไม้แกะสลักทาสีแดงติดไว้ที่ประตูบ้าน แขวนไว้ที่ยุ้งฉาง ด้วยเชื่อว่าจะนำโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์มาสู่ครอบครัว ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด และเป็นที่รู้กันว่า สามีภรรยาที่ฝันอยากมีลูก คนโสดที่อยากมีคู่ครอง จะชวนกันไปทำบุญที่วัดสุนัขหาย และอธิษฐานให้ฝันเป็นจริง

อีกทั้งในพิธีกรรมระบำหน้ากาก (Mask Dance) ที่ทุกวัดในภูฏานต้องจัดขึ้นทุกปี จะมี“อัตซารา” หรือตัวตลกจมูกโตสวมหน้ากากแดง ในมือถือปลัดขิกสีแดง ออกมาเรียกเสียงฮาคั่นรายการด้วยเรื่องตลกสองแง่สามง่าม บางครั้งยั่วแย้งพระธรรมคำสอน แล้ววิพากษ์ถกเถียงกันเองในลักษณะด้นสด เพื่อให้ชาวพุทธรู้จักคิดวิเคราะห์และเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมะ ตามแนวทางที่ท่านดรุ๊กปะ กินเหละ เคยทำไว้ จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ ตัวตลกจมูกแดงยังมีหน้าที่สอนเพศศึกษา เช่น ความสำคัญของถุงยางอนามัย ฯลฯ ให้เยาวชนภูฏานยุคใหม่อีกด้วย

กล่าวได้ว่า ปรากฏการณ์ปลัดขิกที่ฝาบ้าน และการดำรงอยู่ของตัวตลกจมูกแดง คือร่องรอยของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานตันตระ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวิถีชีวิตชาวภูฏาน แม้ว่าในทางปฏิบัติ การฝึกตันตระโดยใช้กิเลสเป็นอุบายสู่การบรรลุธรรม จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม ดังข้อวิเคราะห์ของ “อาชิ โดร์จิ วังโม วังชุก” พระราชินีในสมเด็จพระราชาธิบดีภูฏาน รัชกาลที่สี่ ในหนังสือพระราชนิพนธ์ “ภาพสวรรค์ภูฏาน” ที่ว่า…  วัฒนธรรมของภูฏานสะท้อนความสัมพันธ์แนบแน่น ระหว่างวิถีแห่งโลกุตรธรรมและโลกิยธรรมอันเปี่ยมด้วยพลัง 

ธงมนตรา, ธงมนต์, ภูฏาน, ความเชื่อ, ศาสนา
หุบเขาชิมิ ที่ชาวบ้านสร้างวัดชิมิถวายท่านดรุ๊กปะ กินเหละ

โลกิยธรรม 

ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก, สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ขันธ์ 5 ที่ยังมีอาสวะทั้งหมด; คู่กับ โลกุตตรธรรม

(จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

เรื่องและภาพถ่าย: ธีรภาพ โลหิตกุล

ธีรภาพ โลหิตกุล เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (สารคดี) ประจำปี 2558 เจ้าของราวัลศรีบูรพาในปี 2556 และรางวัลแม่โขงอะวอร์ดในปี 2557 


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เชน ที่เห็น ไม่เป็นอย่างที่คิด

เรื่องแนะนำ

100 ปีของการตามล่าอุปราคา (eclipse) เผยให้เห็นในภาพถ่ายแปลกประหลาด

เรื่อง เรเชล บราวน์ ความมืดกลืนกินกลางวัน ทันใดนั้นอากาศก็หนาวเย็น ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรพบุรุษของเราจะต้องตื่นตระหนกต่อปรากฏการณ์สุริยุปราคา หลายวัฒนธรรมเชื่อว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ถูกพลังเหนือธรรมชาติกลืนกิน เช่น สุนัขเพลิงของวัฒนธรรมเกาหลี หมาป่าแห่งท้องฟ้าของชาวไวกิ้ง หรือพระราหูที่มีแต่ร่างกายท่อนบน ทว่าในที่สุดนักดาราศาสตร์ก็ได้คำตอบว่า สุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรผ่านมาอยู่ในแนวเดียวกันระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจันทรุปราคาเกิดจากโลกโคจรผ่านระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ จากการสังเกตการณ์อย่างละเอียด นักดาราศาสตร์ยุคแรกๆจึงเรียนรู้ที่จะทำนายวันเวลาในการเกิดอุปราคา ชาวแคลเดียในเมืองบาบิโลนบันทึกการเกิดวัฏจักรซารอส (Saros cycle) หรือช่วงเวลา 18 ปี 11.3 วัน ที่จะเกิดอุปราคาซ้ำ เป็นครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะคิดหาวิธีปกป้องลูกตาของเราจากการมองดูอุปราคาได้อย่างแท้จริง ในปี 1896 นักดาราศาสตร์อาชีพและมือสมัครเล่นจากทั่วโลก 165 คนลงเรือเดินทางนานหนึ่งเดือนไปยังเมือง Vadsø ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม ที่นี่ โจเซฟ ลันต์ จาก British Astronomical Association ปรับเปลี่ยนกล้องถ่ายภาพที่ออกแบบเป็นพิเศษซึ่งต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานสี่คน Photograph by ALINARY, GETTY IMAGES สมาชิกของ […]

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

แม้จะอำลาโลกนี้ไปแล้วถึง 500 ปี แต่ความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดกับวิสัยทัศน์ล้ำยุคทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวิศวกรรมศาสตร์ ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ยังทำให้โลกตื่นตะลึงได้เสมอ

พบรูปสลักฟาโรห์ขนาดมหึมา กลางสลัมในกรุงไคโร อียิปต์

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ หลังข่าวการค้นพบรูปสลักขนาดใหญ่สูง 8 เมตร และอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี  ในสลัมกลางกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ แพร่สะพัดไปทั่วโลก  ในตอนแรก  มีข้อสันนิษฐานอย่างกว้างขวางว่า  อาจเป็นพระรูปของรามเสสที่สอง (Ramsess II)  ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากจุดที่พบอยู่ใกล้กับวิหารที่สร้างอุทิศถวายแด่พระองค์ทว่าล่าสุด  นักโบราณคดีจากระทรวงโบราณคดีอียิปต์ได้สมมุติฐานใหม่ว่า รูปสลักนี้อาจเป็นฟาโรห์พระนามว่า พซัมเทคที่หนึ่ง (Psammetich I)  แห่งราชวงศ์ที่ 26 (ช่วงยุคปลาย) เบาะแสที่ชัดเจนที่สุดมาจากการค้นพบจารึกซึ่งมีพระนาม “เนบา” (Nebaa) ปรากฏอยู่  พระนามนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับฟาโรห์พซัมเทคที่หนึ่ง คุณลักษณะอื่นๆ ของรูปสลักที่พบทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า นี่เป็นศิลปวัตถุจากยุคช่วงปลาย (Late Period) ของอียิปต์หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่จะเป็นรูปสลักขนาดใหญ่ที่สุดจากยุคนั้นที่มีการค้นพบ ชิ้นส่วนอื่นๆ ของรูปสลักจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของฟาโรห์พระองค์นี้ รูปสลักนี้จมอยู่ในน้ำกลางสลัมแห่งหนึ่งของกรุงไคโร “เราพบชิ้นส่วนช่วงหน้าอกของรูปสลัก และชิ้นส่วนด้านล่างของศีรษะ ตอนนี้เมื่อเราเคลื่อนย้ายศีรษะออกไป  เราก็พบศีรษะส่วนบนสุด หูขวา และชิ้นส่วนของตาข้างขวา ” คาเลด อัล-อะนานี รัฐมนตรีกระทรวงโบราณคดีแห่งอียิปต์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]