เอเวอเรสต์ แห่งแดนบาดาล - National Geographic Thailand

เอเวอเรสต์แห่งแดนบาดาล

เอเวอเรสต์ แห่งแดนบาดาล

“ไม่ต้องห่วงนะ ข้างใต้นี้คุณไม่หลงไปไหนหรอก” คำพูดที่มีสำเนียงรัสเซียหนักๆของลารีซา พอซด์เนียโควา ลอยมาหาผมจากความเวิ้งว้างดำมืดที่ดูไร้จุดสิ้นสุดของถ้ำ ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ผมตะเกียกตะกายตามให้ทัน  ขณะที่เธอนำทางฝ่าลึกลงไปเรื่อยๆในโลกใต้ดินอันเย็นเยียบที่รู้จักกันในชื่อ ดาร์กสตาร์ (Dark Star)

ลารีซา นักสำรวจถ้ำผู้คร่ำหวอดวัยสามสิบเศษจากเทือกเขายูรัล เคลื่อนตัวอย่างสบายๆ ลื่นไหลคล้ายงูไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ส่วนผมหอบแฮกตามหลังเธอแบบมือใหม่เงอะงะ แสงไฟฉายคาดศีรษะที่ส่องได้แค่หนึ่งเมตรก่อนถูกม่านสีดำเย็นเยียบกลืนกิน ทำให้เราต้องเคลื่อนไหวคล้ายตัวตุ่น ค่อยๆคลำทางไปตามเชือกยาวหลายร้อยเมตรที่ช่วยพาเราผ่านเส้นทางมากมายในถ้ำ

เอเวอเรสต์
ผลึกน้ำแข็งเกาะอยู่ในฟูลมูนฮอลล์ คูหายาวที่สุดเท่าที่ค้นพบในถ้ำดาร์กสตาร์ซึ่งมีความยาวราว 250 เมตร ระบบถ้ำทั้งหมดนี้ถือเป็นแคปซูลเวลาทางธรณีวิทยา เพราะตะกอนแร่ต่างๆสามารถเผยประวัติภูมิอากาศนานหลายพันปี

จู่ๆผมก็พบว่า  ตัวเองพลัดหลงกับลารีซา  ความท้าทายตอนนี้คงเป็นการดูว่าผมจะหาทางไปต่อเองได้หรือไม่ ผมกวาดไฟฉายดูคร่าวๆและเห็นเส้นทางทอดออกจากคูหาสองสาย

ระหว่างพิจารณาทางเลือกต่างๆ ผมปิดไฟฉายเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ความมืดที่ห้อมล้อมนั้นดำสนิท โฟตอนของแสงเดินทางหลายพันล้านกิโลเมตรทะลุเอกภพเป็นเส้นตรงโดยไม่มีอะไรขวางกั้น แต่แสงไม่อาจเลี้ยวเบน เส้นทางบิดงอ คดเคี้ยวที่ทอดลึกในภูเขาจำกัดให้แสงเดียวที่ส่องต้องผนังถ้ำเหล่านี้ได้คือแสงไฟฉายเท่านั้น

“ลารีซา!” ผมตะโกนเรียก แต่เสียงนั้นเพียงแค่สะท้อนอยู่ในคูหาถ้ำเล็กๆ ทันใดนั้นผมก็เข้าใจกระจ่างชัดถึงคำพูดของเธอที่ว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ข้างใต้นี้คุณไม่หลงไปไหนหรอก” จริงๆแล้วเป็นมุกตลกของคนวงในมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงๆ คุณหลงได้ และง่ายเสียด้วย

เส้นทางแรกที่ผมเลือกจู่ๆก็กลายเป็นทางตันซึ่งผมนึกขอบคุณ เส้นทางที่สองนำผมไปสู่ชะง่อนหินซึ่งเป็นหินพอกแวววาวเกิดจากการสะสมตัวของแผ่นแร่บางๆที่สายน้ำไหลพามาอย่างสม่ำเสมอ ลารีซานั่งอยู่บนนั้น

เอเวอเรสต์
อุณหภูมินอกถ้ำร้อนจัดถึง 38 องศาเซลเซียส แต่ในถ้ำอยู่ระหว่าง -1 ถึง 3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่างกันเล็กน้อยนี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อภูมิทัศน์ในถ้ำ เมื่อทีมสำรวจไต่ลึกลงไป น้ำแข็งสีฟ้าก็กลายเป็นหินเปลือยๆ

เมื่อผมตามไปทันในที่สุด ลารีซาหยุดอยู่ตรงชะง่อนหินซึ่งมองลงไปเห็นสิ่งที่แสงไฟฉายคาดศีรษะของเราเผยให้ เห็นว่าเป็นผืนน้ำ นี่คือทะเลสาบใต้ดินหนึ่งในหลายแห่งของดาร์กสตาร์ เธอคว้าเชือกนิรภัยที่ผูกอยู่กับสายรัดสะโพกขึ้นมาคล้องเชือกเส้นหนาที่มีหมุดตอกตรึงกับผนังหินด้านบน เชือกเส้นนี้ทอดลงไปเหนือทะเลสาบและหายไปในความมืดมิด  ทำหน้าที่คล้ายสลิงให้นักสำรวจถ้ำโหนตัวข้ามทะเลสาบเย็นยะเยือก เธอโรยตัวลงไป ทิ้งให้ผมอยู่กับความกลัวตามลำพัง

ผมอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เพราะสมัครเข้าร่วมทีมสำรวจถ้ำที่มีสมาชิก 31 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ เพื่อสำรวจระบบถ้ำหินปูนขนาดมหึมาใต้ภูเขาแห่งนี้ในซอกมุมห่างไกลของอุซเบกิสถาน ชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่งสังเกตเห็นปากถ้ำเมื่อปี 1984 แต่ทีมนักไต่ถ้ำจากอังกฤษเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาและเริ่มสำรวจระบบถ้ำแห่งนี้เมื่อปี 1990 พวกเขาตั้งชื่อถ้ำตามภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวเสียดสีของอเมริกันจากทศวรรษ 1970 ตลอดหลายสิบปีต่อมา ถ้ำดาร์กสตาร์กับถ้ำเฟสตีวัลนายาที่อยู่ใกล้กัน (สักวันอาจพบว่าระบบถ้ำทั้งสองเชื่อมถึงกันก็เป็นได้) ก็ดึงดูดนักไต่ถ้ำมือฉมังจากทั่วโลก

เอเวอเรสต์
ซินนอตต์ซึ่งยืนเกาะอยู่บนหินลื่นๆ รู้ดีว่า การตกน้ำที่เย็นยะเยือกไม่ใช่ทางเลือก ในถ้ำที่ชุดเปียกน้ำไม่มีวันแห้งเช่นนี้ ภาวะตัวเย็นเกิน ข้อเท้าหัก หรือการหลงทาง เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดของความเสี่ยงในดาร์กสตาร์

ความเย้ายวนของระบบถ้ำขนาดยักษ์แห่งนี้ไม่ต่างจากมนตราที่ภูเขาลูกใหญ่ร่ายเรียกนักปีนเขา แต่มีความแตกต่าง ข้อหนึ่งคือ เรารู้ว่าเมานต์ เอเวอเรสต์ คือยอดเขาสูงสุดของโลก แต่โอกาสใหม่ๆที่จะพิชิตความลึกล้ำใต้ดินอันไพศาลนั้น แทบไม่มีขีดจำกัด ถ้ำครูเบราในสาธารณรัฐจอร์เจียคือถ้ำลึกที่สุดที่เรารู้จักในปัจจุบัน โดยลึกถึง 2,197 เมตร แต่ดาร์กสตาร์ซึ่งยังมีพื้นที่ต้องสำรวจอีกมาก คือคู่แข่งสำคัญที่จ่อคิวชิงตำแหน่งดังกล่าว

จนถึงวันนี้ การสำรวจแปดครั้งพบเส้นทางในถ้ำดาร์กสตาร์รวมแล้วเกือบ 17.4 กิโลเมตร จุดลึกที่สุดอยู่ราวๆ 900 เมตรใต้ผิวดิน แต่เรายังทำแผนที่ระบบถ้ำได้ไม่ครบถ้วน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ตั้งอันห่างไกลในภูมิภาคที่มีความไม่สงบทางการเมือง อีกส่วนหนึ่งมาจากความกว้างใหญ่ไพศาลของถ้ำซึ่งต้องอาศัยความสามารถเชิงเทคนิคขั้นสูงและอุปกรณ์จำนวนมาก

เอเวอเรสต์
ดนตรีและเหล้ายาไหลรินระหว่างที่ทีมสำรวจผ่อนคลายอยู่บนภาคพื้นดิน นักสำรวจถ้ำพูดต่างภาษากัน ทั้งรัสเซีย อิตาลี ฮีบรู และเยอรมัน แต่ในถ้ำดาร์กสตาร์ซึ่งพวกเขานอนร่วมถุงนอนกันเพื่อความอบอุ่นนั้น ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เราศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้มากมายจากโลกใต้ดิน โดยข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในหินถ้ำ (speleothem) หรือตะกอนแร่ที่เรียกกันว่าหินงอกและหินย้อย ซึ่งผุดขึ้นจากพื้นถ้ำและห้อยลงมาจากเพดานถ้ำ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของหินงอกหินย้อยที่เกิดจากน้ำหยดเป็นเวลานานหลายพันปีเหล่านี้ บอกเงื่อนงำของภูมิอากาศโลกในหลายยุคที่ผ่านมาได้

ในแต่ละปีทีมสำรวจจะเก็บตัวอย่างจากส่วนต่างๆของระบบถ้ำ เพื่อมุ่งทำความเข้าใจไม่เฉพาะประวัติของภูมิอากาศในเอเชียกลาง แต่รวมถึงระบบระบายอากาศและสถาปัตยกรรมของถ้ำ ซึ่งเป็นความรู้ที่ช่วยให้นักสำรวจถ้ำในอนาคตตัดสินใจได้ว่าเส้นทางใหม่ๆที่มีศักยภาพในการสำรวจอยู่ที่ไหน

เรื่อง มาร์ก ซินนอตต์

ภาพถ่าย ร็อบบี โชน

 

อ่านเพิ่มเติม

พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

เรื่องแนะนำ

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]

พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เวลาแห่งการประจักษ์ 17.40 น. ณ โบถส์น้อยแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกแห่งหนึ่งที่ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  อีวาน ดราจีเซวิก  คุกเข่าลงหน้าแท่นบูชา   น้อมศีรษะลงครู่หนึ่ง รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้า  เขาเงยหน้าขึ้นมองสรวงสวรรค์ เริ่มกระซิบกระซาบ  ฟังอย่างตั้งใจ  แล้วกระซิบอีกครั้ง  บทสนทนาประจำวันของเขากับแม่พระผู้นิรมลเริ่มขึ้นแล้ว ดราจีเซวิกเป็นเด็กเลี้ยงแกะยากจนคนแรกในหกคนที่ให้ปากคำว่า เห็นภาพนิมิตของแม่พระผู้นิรมลเมื่อปี 1981พระแม่ทรงปรากฏพระองค์ต่อเด็กสาวสี่คนและเด็กหนุ่มสองคนในฐานะ “ราชินีแห่งสันติภาพ” และส่งข้อความแรกในหลายพันข้อความ  ชี้แนะให้ผู้มีศรัทธาหมั่นสวดภาวนาและขอให้คนบาปสำนึกผิด  ตอนนั้นดราจีเซวิกอายุ 16 ปี  และเมดจูกอเรเป็นหมู่บ้านในยูโกสลาเวียที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์ ยังไม่ใช่ศูนย์กลางปาฏิหาริย์แห่งการรักษาและการกลับใจที่ดึงดูดผู้จาริกแสวงบุญ 30 ล้านคนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ฉันอยู่ที่เมดจูกอเรกับชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง  ส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อจากบอสตันกับชายสองหญิงสองที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  เรามีอาร์เทอร์ บอยล์ คุณพ่อลูก 13 วัย 59 ปีเป็นผู้นำ บอยล์มาที่นี่ครั้งแรกเมื่อปี 2000  พร้อมกับมะเร็งที่กระจายไปทั่วร่างและเวลาที่เหลืออีกไม่กี่เดือน  เขารู้สึกหดหู่สิ้นหวังและคงไม่มาถ้าเพื่อนสองคนไม่เคี่ยวเข็ญ แต่คืนแรกที่มาถึง หลังจากแวะไปสารภาพบาป เขาก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจในทันที “ความกังวลและความเศร้าหมองหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ” เขาเท้าความหลัง “เหมือนยกภูเขาออกจากอกยังไงยังงั้นเลยครับ เหลือแต่ความโล่งเบาสบาย” เช้าวันรุ่งขึ้น  เขากับเพื่อนสองคน […]

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]

ข้ามแดนมัจจุราช

เรื่อง โรบิน มาแรนตซ์ เฮนิก ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาการมีชีวิตอยู่ของเราว่าไม่ได้เป็นเหมือนสวิตช์เปิดปิดที่ “เปิด” หมายถึงมีชีวิต และ “ปิด” หมายถึงตาย แต่เป็นสวิตช์หรี่ไฟที่สามารถปรับระดับความเข้มระหว่างสีขาวกับสีดำได้หลายระดับ ในเขตสีเทานั้น ความตายอาจไม่ใช่ภาวะที่ถาวรเสมอไป ชีวิตอาจยากจะนิยาม หนำซ้ำบางคนยังข้ามเส้นแบ่งอันยิ่งใหญ่นี้ไปและกลับมาได้ และบางครั้งก็สามารถบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็น ณ อีกด้านหนึ่งของเส้นแบ่งนั้นได้อย่างละเอียด การตายเป็น “กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีทันใด” แซม พาร์เนีย แพทย์สาขาเวชบำบัดวิกฤติ  เขียนไว้ในหนังสือ กำจัดความตาย (Erasing Death) ของเขา การตายคือการที่ร่างกายทุกส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่อวัยวะต่างๆไม่ได้ตายในทันที เขาเขียนไว้ว่า ความจริงแล้ว อวัยวะเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ได้อีกพักใหญ่นั่นหมายความว่า “ช่วงเวลาพักใหญ่หลังความตาย  และความตายยังสามารถย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์” ว่าแต่ความตายซึ่งเป็นภาวะถาวรจะย้อนกลับได้อย่างไรเล่า  และการรับรู้ระหว่างก้าวผ่านเขตสีเทามีลักษณะอย่างไร มาร์ก รอท นักชีววิทยาในเมืองซีแอตเทิล ทำการทดลองให้ร่างกายของสัตว์อยู่ในสภาวะหยุดทำงาน โดยใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารละลายที่ลดการเต้นของหัวใจและเมแทบอลิซึมลงจนใกล้เคียงกับระดับของการจำศีล จุดประสงค์ของเขาคือ ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้ม “มีความเป็นอมตะเล็กน้อย” จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติที่ทำให้พวกเขาเฉียดตาย ในเมืองบอลทิมอร์และพิตต์สเบิร์ก ทีมรักษาผู้บาดเจ็บซึ่งนำโดยศัลยแพทย์ แซม […]