เอเวอเรสต์ แห่งแดนบาดาล - National Geographic Thailand

เอเวอเรสต์แห่งแดนบาดาล

เอเวอเรสต์ แห่งแดนบาดาล

“ไม่ต้องห่วงนะ ข้างใต้นี้คุณไม่หลงไปไหนหรอก” คำพูดที่มีสำเนียงรัสเซียหนักๆของลารีซา พอซด์เนียโควา ลอยมาหาผมจากความเวิ้งว้างดำมืดที่ดูไร้จุดสิ้นสุดของถ้ำ ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ผมตะเกียกตะกายตามให้ทัน  ขณะที่เธอนำทางฝ่าลึกลงไปเรื่อยๆในโลกใต้ดินอันเย็นเยียบที่รู้จักกันในชื่อ ดาร์กสตาร์ (Dark Star)

ลารีซา นักสำรวจถ้ำผู้คร่ำหวอดวัยสามสิบเศษจากเทือกเขายูรัล เคลื่อนตัวอย่างสบายๆ ลื่นไหลคล้ายงูไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ส่วนผมหอบแฮกตามหลังเธอแบบมือใหม่เงอะงะ แสงไฟฉายคาดศีรษะที่ส่องได้แค่หนึ่งเมตรก่อนถูกม่านสีดำเย็นเยียบกลืนกิน ทำให้เราต้องเคลื่อนไหวคล้ายตัวตุ่น ค่อยๆคลำทางไปตามเชือกยาวหลายร้อยเมตรที่ช่วยพาเราผ่านเส้นทางมากมายในถ้ำ

เอเวอเรสต์
ผลึกน้ำแข็งเกาะอยู่ในฟูลมูนฮอลล์ คูหายาวที่สุดเท่าที่ค้นพบในถ้ำดาร์กสตาร์ซึ่งมีความยาวราว 250 เมตร ระบบถ้ำทั้งหมดนี้ถือเป็นแคปซูลเวลาทางธรณีวิทยา เพราะตะกอนแร่ต่างๆสามารถเผยประวัติภูมิอากาศนานหลายพันปี

จู่ๆผมก็พบว่า  ตัวเองพลัดหลงกับลารีซา  ความท้าทายตอนนี้คงเป็นการดูว่าผมจะหาทางไปต่อเองได้หรือไม่ ผมกวาดไฟฉายดูคร่าวๆและเห็นเส้นทางทอดออกจากคูหาสองสาย

ระหว่างพิจารณาทางเลือกต่างๆ ผมปิดไฟฉายเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ความมืดที่ห้อมล้อมนั้นดำสนิท โฟตอนของแสงเดินทางหลายพันล้านกิโลเมตรทะลุเอกภพเป็นเส้นตรงโดยไม่มีอะไรขวางกั้น แต่แสงไม่อาจเลี้ยวเบน เส้นทางบิดงอ คดเคี้ยวที่ทอดลึกในภูเขาจำกัดให้แสงเดียวที่ส่องต้องผนังถ้ำเหล่านี้ได้คือแสงไฟฉายเท่านั้น

“ลารีซา!” ผมตะโกนเรียก แต่เสียงนั้นเพียงแค่สะท้อนอยู่ในคูหาถ้ำเล็กๆ ทันใดนั้นผมก็เข้าใจกระจ่างชัดถึงคำพูดของเธอที่ว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ข้างใต้นี้คุณไม่หลงไปไหนหรอก” จริงๆแล้วเป็นมุกตลกของคนวงในมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงๆ คุณหลงได้ และง่ายเสียด้วย

เส้นทางแรกที่ผมเลือกจู่ๆก็กลายเป็นทางตันซึ่งผมนึกขอบคุณ เส้นทางที่สองนำผมไปสู่ชะง่อนหินซึ่งเป็นหินพอกแวววาวเกิดจากการสะสมตัวของแผ่นแร่บางๆที่สายน้ำไหลพามาอย่างสม่ำเสมอ ลารีซานั่งอยู่บนนั้น

เอเวอเรสต์
อุณหภูมินอกถ้ำร้อนจัดถึง 38 องศาเซลเซียส แต่ในถ้ำอยู่ระหว่าง -1 ถึง 3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่างกันเล็กน้อยนี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อภูมิทัศน์ในถ้ำ เมื่อทีมสำรวจไต่ลึกลงไป น้ำแข็งสีฟ้าก็กลายเป็นหินเปลือยๆ

เมื่อผมตามไปทันในที่สุด ลารีซาหยุดอยู่ตรงชะง่อนหินซึ่งมองลงไปเห็นสิ่งที่แสงไฟฉายคาดศีรษะของเราเผยให้ เห็นว่าเป็นผืนน้ำ นี่คือทะเลสาบใต้ดินหนึ่งในหลายแห่งของดาร์กสตาร์ เธอคว้าเชือกนิรภัยที่ผูกอยู่กับสายรัดสะโพกขึ้นมาคล้องเชือกเส้นหนาที่มีหมุดตอกตรึงกับผนังหินด้านบน เชือกเส้นนี้ทอดลงไปเหนือทะเลสาบและหายไปในความมืดมิด  ทำหน้าที่คล้ายสลิงให้นักสำรวจถ้ำโหนตัวข้ามทะเลสาบเย็นยะเยือก เธอโรยตัวลงไป ทิ้งให้ผมอยู่กับความกลัวตามลำพัง

ผมอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เพราะสมัครเข้าร่วมทีมสำรวจถ้ำที่มีสมาชิก 31 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ เพื่อสำรวจระบบถ้ำหินปูนขนาดมหึมาใต้ภูเขาแห่งนี้ในซอกมุมห่างไกลของอุซเบกิสถาน ชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่งสังเกตเห็นปากถ้ำเมื่อปี 1984 แต่ทีมนักไต่ถ้ำจากอังกฤษเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาและเริ่มสำรวจระบบถ้ำแห่งนี้เมื่อปี 1990 พวกเขาตั้งชื่อถ้ำตามภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวเสียดสีของอเมริกันจากทศวรรษ 1970 ตลอดหลายสิบปีต่อมา ถ้ำดาร์กสตาร์กับถ้ำเฟสตีวัลนายาที่อยู่ใกล้กัน (สักวันอาจพบว่าระบบถ้ำทั้งสองเชื่อมถึงกันก็เป็นได้) ก็ดึงดูดนักไต่ถ้ำมือฉมังจากทั่วโลก

เอเวอเรสต์
ซินนอตต์ซึ่งยืนเกาะอยู่บนหินลื่นๆ รู้ดีว่า การตกน้ำที่เย็นยะเยือกไม่ใช่ทางเลือก ในถ้ำที่ชุดเปียกน้ำไม่มีวันแห้งเช่นนี้ ภาวะตัวเย็นเกิน ข้อเท้าหัก หรือการหลงทาง เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิดของความเสี่ยงในดาร์กสตาร์

ความเย้ายวนของระบบถ้ำขนาดยักษ์แห่งนี้ไม่ต่างจากมนตราที่ภูเขาลูกใหญ่ร่ายเรียกนักปีนเขา แต่มีความแตกต่าง ข้อหนึ่งคือ เรารู้ว่าเมานต์ เอเวอเรสต์ คือยอดเขาสูงสุดของโลก แต่โอกาสใหม่ๆที่จะพิชิตความลึกล้ำใต้ดินอันไพศาลนั้น แทบไม่มีขีดจำกัด ถ้ำครูเบราในสาธารณรัฐจอร์เจียคือถ้ำลึกที่สุดที่เรารู้จักในปัจจุบัน โดยลึกถึง 2,197 เมตร แต่ดาร์กสตาร์ซึ่งยังมีพื้นที่ต้องสำรวจอีกมาก คือคู่แข่งสำคัญที่จ่อคิวชิงตำแหน่งดังกล่าว

จนถึงวันนี้ การสำรวจแปดครั้งพบเส้นทางในถ้ำดาร์กสตาร์รวมแล้วเกือบ 17.4 กิโลเมตร จุดลึกที่สุดอยู่ราวๆ 900 เมตรใต้ผิวดิน แต่เรายังทำแผนที่ระบบถ้ำได้ไม่ครบถ้วน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ตั้งอันห่างไกลในภูมิภาคที่มีความไม่สงบทางการเมือง อีกส่วนหนึ่งมาจากความกว้างใหญ่ไพศาลของถ้ำซึ่งต้องอาศัยความสามารถเชิงเทคนิคขั้นสูงและอุปกรณ์จำนวนมาก

เอเวอเรสต์
ดนตรีและเหล้ายาไหลรินระหว่างที่ทีมสำรวจผ่อนคลายอยู่บนภาคพื้นดิน นักสำรวจถ้ำพูดต่างภาษากัน ทั้งรัสเซีย อิตาลี ฮีบรู และเยอรมัน แต่ในถ้ำดาร์กสตาร์ซึ่งพวกเขานอนร่วมถุงนอนกันเพื่อความอบอุ่นนั้น ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เราศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้มากมายจากโลกใต้ดิน โดยข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในหินถ้ำ (speleothem) หรือตะกอนแร่ที่เรียกกันว่าหินงอกและหินย้อย ซึ่งผุดขึ้นจากพื้นถ้ำและห้อยลงมาจากเพดานถ้ำ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของหินงอกหินย้อยที่เกิดจากน้ำหยดเป็นเวลานานหลายพันปีเหล่านี้ บอกเงื่อนงำของภูมิอากาศโลกในหลายยุคที่ผ่านมาได้

ในแต่ละปีทีมสำรวจจะเก็บตัวอย่างจากส่วนต่างๆของระบบถ้ำ เพื่อมุ่งทำความเข้าใจไม่เฉพาะประวัติของภูมิอากาศในเอเชียกลาง แต่รวมถึงระบบระบายอากาศและสถาปัตยกรรมของถ้ำ ซึ่งเป็นความรู้ที่ช่วยให้นักสำรวจถ้ำในอนาคตตัดสินใจได้ว่าเส้นทางใหม่ๆที่มีศักยภาพในการสำรวจอยู่ที่ไหน

เรื่อง มาร์ก ซินนอตต์

ภาพถ่าย ร็อบบี โชน

 

อ่านเพิ่มเติม

พบภาพวาดผนังถ้ำเก่าแก่ที่สุด ผลงานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

เรื่องแนะนำ

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยรสชาติ

เรื่อง เดวิด โอเวน ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์ เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพบจูลี เมนเนลลา นักชีววิทยาผู้ศึกษาเรื่องประสาทการรับรสของทารกและเด็กก่อนวัยเรียนที่ศูนย์วิจัยการรับรู้ทางเคมีมอเนลล์ในฟิลาเดลเฟีย เธอมักบันทึกวิดีโอการทดลองไว้และให้ผมดูวิดีโอทารกเพศหญิงซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้  ขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังป้อนอะไรหวานๆให้  แทบจะทันทีที่ช้อนเข้าปาก ใบหน้าแม่หนูน้อยก็เปล่งประกายความสุข พร้อมๆกับที่เธอทำปากคล้ายจะดูดนม ต่อมา เมนเนลลาให้ผมดูวิดีโอของเด็กชายที่ได้ชิมบร็อกโคลีซึ่งมีรสขมเล็กน้อยเป็นครั้งแรก เจ้าหนูทำหน้าเบ้ สำลัก  ก่อนจะทุบถาดวางอาหารบนเก้าอี้และทำท่าคล้ายจะบอกว่า “หยุด” น้ำนมของมนุษย์มีแล็กโทสซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งเป็นองค์ประกอบ “สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับทารกคือ เด็กๆชอบรสหวานมาตั้งแต่เกิดค่ะ” เมนเนลลาบอก “ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน คุณไม่รอดแน่ถ้าไม่ได้น้ำนมจากแม่หรือแม่นม” ความรังเกียจอาหารรสขมเป็นสิ่งที่ติดตัวทารกมาตั้งแต่เกิดเช่นกัน เธอบอก และนั่นมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต เพราะช่วยให้เราไม่รับประทานสารพิษที่พืชวิวัฒน์ขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกสัตว์กินเป็นอาหาร และนั่นรวมถึงพวกเราด้วย นี่เป็นอาหารหรือพิษร้ายกันนะ สัตว์มีกระดูกสันหลังถือกำเนิดขึ้นในมหาสมุทรเมื่อกว่า 500 ล้านปีก่อน และการรับรสก็วิวัฒน์ขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว สัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดมีตัวรับรสคล้ายกับของเรา แต่อาจอยู่คนละตำแหน่ง ลิ้นของเราจะมีตัวรับรสหวานเพียงหนึ่งหรือสองชนิด แต่ลิ้นมีตัวรับรสขมที่แตกต่างกันถึง 20 กว่าชนิด ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการหลีกเลี่ยงพิษร้ายมีความสำคัญต่อบรรพบุรุษของเรามากเพียงไร ปัจจุบัน เราต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต่างจากเดิม นั่นคือ ความพึงพอใจที่ได้จากอาหารกลับทำให้เราประสบปัญหา เมื่ออาหารนานาชนิดที่รายล้อมเราอยู่เป็นแหล่งที่มาของความพึงพอใจมากมายกว่าตอนที่บรรพบุรุษของเราวิวัฒน์ขึ้นหลายเท่า  ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจในรสอาหารที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ประกอบกับอุตสาหกรรมอาหารสามารถผลิตให้ถูกลิ้นเรามากขึ้นทุกที ก็ทำให้เรามีนิสัยการบริโภคที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ความหมกมุ่นในอาหารของเราทำให้การวิจัยด้านรสชาติขยายตัวขึ้น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา […]

ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน

เรื่อง เวโรนีก กรีนวูด ถ่ายภาพ แม็กซ์ อกีเลรา-เฮลล์เวก เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2009 นักปั่นจักรยานใกล้เมืองเลกชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา พบร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ถนนในชนบท ใบหน้าของเธอถูกทุบตีจนเละ แต่รอยสักที่ไม่เหมือนใครทำให้ตำรวจระบุได้ว่า  เธอคือเซียรา บูซิการ์ด วัย 19 ปี นักสืบจากสำนักงานนายอำเภอที่มีนายอำเภอโทนี แมนคูโซ เป็นหัวหน้า ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในชั่วโมงสุดท้ายของเธอทันที คนกลุ่มสุดท้ายที่พบเห็นบูซิการ์ดขณะยังมีชีวิตให้เธอยืมใช้โทรศัพท์ หมายเลขที่เธอกดหาให้เงื่อนงำแก่ตำรวจ คนที่ทำร้ายบูซิการ์ดทิ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไว้เช่นกัน นักสืบได้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนจากเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ในซอกเล็บของเธอระหว่างการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการเปรียบเทียบและจับคู่ดีเอ็นเอเพื่อหาตัวฆาตกรให้ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอกดนำตำรวจไปถึงตัวคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน “เราจึงขอหมายศาลเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้าย หาล่ามมาช่วยสื่อสาร และประสานงานกับหน่วยตรวจคนเข้าเมือง” แมนคูโซเล่า แต่ไม่มีดีเอ็นเอของชาวเม็กซิกันคนใดตรงกับตัวอย่างที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุเลย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้มายังไม่ตรงกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของเอฟบีไอที่เรียกว่าโคดิสหรือระบบดัชนีดีเอ็นเอแบบรวม (Combined DNA Index System: CODIS) ไม่ว่าจะของอาชญากร บุคคลสาบสูญ หรือผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 มอนิกา ควอล หัวหน้านักวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำงานให้สำนักงานนายอำเภอ ได้ยินมาว่ามีวิธีการใหม่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัย หรือการจับคู่กับดีเอ็นเอในฐานข้อมูล […]

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]

ภาพนี้ต้องขยาย : โลกบนเส้นด้าย

ภาพโดย เดนนิส ดิมิก ตอนที่นักบินอวกาศถ่ายภาพที่ทุกวันนี้กลายเป็นภาพโด่งดัง นี่คือภาพที่ปรากฎตรงหน้าพวกเขา ฉากหน้าคือบางส่วนของพื้นผิวดวงจันทร์และโลกที่เห็นเพียงด้านเดียว เมื่อภาพเหล่านั้นได้รับการตีพิมพ์ มีการเอียงบางภาพเพื่อให้ดูเหมือน “โลกขึ้น” (Earthrise) อยู่เหนือขอบฟ้าของดวงจันทร์ “บ้าน” ของเราจากห้วงอวกาศ มุมมองของเราต่างหากที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ภาพโลกภาพแรกๆเหล่านั้น ดังเช่นภาพจากภารกิจอพอลโล 11 ที่บันทึกได้เมื่อปี 1969 ภาพนี้ก่อให้เกิดความตื่นตัวและแรงบันดาลใจในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลกตลอดหลายสิบปีหลังจากนั้น นักบินอวกาศ ดาวเทียม และนักวิทยาศาสตร์ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดาวเคราะห์ของเราเพิ่มพูนขึ้น ผ่านภาพถ่ายที่เผยรายละเอียดและข้อมูลมากมายจากการสังเกตการณ์ ในแต่ละวัน เราได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ น้ำและผืนแผ่นดินโลก ตลอดจนผลกระทบของเราที่มีต่อโลก สุขภาพของดาวเคราะห์สีฟ้าดวงเล็กๆ กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แล้วเราจะอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง