เทคโนโลยีทางการแพทย์ : พริซิชันเมดิซีน เพราะทุกร่างต่างพิเศษ

เทคโนโลยีทางการแพทย์ : พรีซิชันเมดิซีน เพราะทุกร่างต่างพิเศษ

เทคโนโลยีทางการแพทย์ : พริซิชันเมดิซีน เพราะทุกร่างต่างพิเศษ

ยุคใหม่แห่งการดูแลสุขภาพกำลังจะมาถึง  การแพทย์แบบแม่นยำเจาะจง (precision medicine)

จะเฝ้าระวังสุขภาพของเราตลอดเวลา คาดการณ์ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ

และความเจ็บป่วยอื่นๆ  เพื่อออกแบบการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละคน

โดย แฟรน สมิท

ภาพถ่าย  เครก คัตเลอร์

สิบสองปีหลังจาก เทเรซา แมกคียอน ต่อสู้กับมะเร็งเต้านมระยะสามด้วยเคมีบำบัดสูตรที่มีระดับความรุนแรงสูงและการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง แต่มะเร็งก็กลับมา แถมยังมีความรุนแรงกว่าเดิม คราวนี้เคมีบำบัดไม่ได้ผล  วันแล้ววันเล่าเธอนั่งที่เก้าอี้ในห้องนั่งเล่นและเจ็บป่วยเกินกว่าจะเคลื่อนไหว  แมกคียอนเขียนบันทึกไว้สี่เล่ม สำหรับสามีกับลูกๆที่โตแล้วอีกสามคน และรวบรวมพลังในการเขียนความคิดของเธอเกี่ยวกับอนาคตที่เธอไม่คาดหวังว่าจะอยู่ถึง

เธอถามศัลยแพทย์ เจสัน ซิกคลิก อย่างเด็ดเดี่ยวและสิ้นหวังว่า พอจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือการทดลองรักษาแบบไหนที่จะซื้อเวลาให้เธอไปอีกหน่อย  และก็เหมือนโชคเข้าข้าง  คุณหมอซิกคลิกเป็นผู้นำร่วมในการศึกษาอันเป็นจุดเปลี่ยนของสิ่งที่เรียกว่า พรีซิชันแมดิซีน (precision medicine) หรือ “การแพทย์แบบแม่นยำเจาะจง” หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล (personalized medicine)

แนวทางการรักษาซึ่งต่อยอดจากความก้าวหน้าในการวิจัยเรื่องยีนและการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ เสนอความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงวิธีรักษามะเร็ง และอาจเปลี่ยนการรักษาแบบเดิมที่เคยปฏิบัติกันมาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แทนที่จะรักษาผู้ป่วยเป็นกลุ่มๆ ตามการจำแนกโรคแบบกว้างๆ พรีซิชันเมดิซีนมีเป้าหมายที่จะป้องกัน  วินิจฉัย และให้การรักษาตามโครงสร้างทางชีวเคมีอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล

เทคโนโลยีทางการแพทย์
อวัยวะไซส์จิ๋วของผู้ป่วย : นักวิจัย ไคลฟ์ สเวนด์เซน และแซมูเอล ซานเชส ที่โรงพยาบาลซีดาส์-ไซนาย ในลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย สร้างเนื้อเยื่อไขสันหลังของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากเซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อม (ALS) โดยใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วย การใช้กล้องจุลทรรศน์อย่างที่เห็นในภาพ  ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตการส่งสัญญาณของเซลล์ประสาทได้ทันทีหรือถ่ายรูปไว้เพื่อการวิเคราะห์ในภายหลัง จุดประสงค์ของพวกเขาคือการสร้างชิปที่ใช้ในการทำนายว่า ยาจะทำงานต่างกันอย่างไรในผู้ป่วยแต่ละคน

แมกคียอนเข้าร่วมโครงการ “I-PREDICT” หรือการศึกษามะเร็งแบบเจาะจงที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก ซึ่งเป็นเครือข่ายของศูนย์โรคมะเร็งมัวส์ นักวิจัยที่นั่นไม่ได้สนใจการรักษาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ แต่พวกเขากลับวิเคราะห์ดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งของผู้ป่วย โดยใช้อัลกอริทึมพิเศษ คอมพิวเตอร์จะค้นหาข้อมูลความผันแปรของยีนเป็นพันๆ ยาต้านมะเร็งหลายร้อยขนาน และการผสมผสานยาหลายล้านวิธี เพื่อหาการรักษาที่พุ่งเป้าไปยังความผิดปกติของเนื้องอก มันอาจเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด การให้เคมีบำบัดแบบดั้งเดิม การบำบัดด้วยฮอร์โมน หรือยาที่ไม่ได้ผลิตมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะ

“หลักการนั้นธรรมดามาก” ราเซลล์ เคอร์ซร็อก อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา และผู้อำนวยการสถาบันมัวร์สำหรับการบำบัดโรคมะเร็งเฉพาะบุคคล  กล่าวและเสริมว่า “คุณเลือกยาที่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายโดยอิงตามรายละเอียดของเนื้องอก ไม่ใช่อิงตามส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย หรือชนิดของมะเร็งที่คนอีกร้อยคนเป็น ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่นั่งอยู่ต่อหน้าเป็นการเฉพาะ”

เนื้องอกของแมกคียอนมีการกลายพันธุ์ที่ต่างออกไปอยู่เต็มไปหมด “คนเหล่านี้เคยเป็นผู้ป่วยที่เราต้องคอยหลบตาด้วยความอายและสงสาร” เคอร์ซร็อก กล่าว แต่พวกเขาก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “เช็คพอยต์อินฮิบิเตอร์” (checkpoint inhibitor)  ยาเหล่านี้ป้องกันไม่ให้โปรตีนที่เนื้องอกสร้างขึ้นไปเชื่อมต่อและหยุดการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความสามารถของผู้ป่วยให้กลับมาต่อสู้กับมะเร็งได้   ยิ่งมีการกลายพันธุ์มาก ก็ยิ่งทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นมีเป้าหมายในการโจมตีและกำจัดเพิ่มมากขึ้น

โครงการ I-PREDICT เลือกยานิโวลูแม็บให้กับแมกคียอน เช็คพอยต์อินฮิบิเตอร์ตัวนี้ใช้ในการรักษามะเร็งระยะลุกลามบางชนิด เช่น มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งไต และมะเร็งปอดบางชนิด แต่ไม่ใช่กับมะเร็งเต้านม  หลังจากการฉีดยาสองครั้ง สารบ่งชี้มะเร็งในเลือดของเธอลดลงมากกว่าร้อยละ 75 สี่เดือนต่อมาหลังการฉีดยาเพิ่ม ผลการตรวจก็ระบุว่าไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงมะเร็ง

เทคโนโลยีทางการแพทย์
เสียงของมารดา : คริสตินา อิโยซา ร้องเพลงให้ อเลสซานโดร ลูกชายที่คลอดก่อนกำหนดฟังในห้องอภิบาลทารกแรกเกิดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโมดีนา อิตาลี  “เสียงของแม่ที่พูดกับลูกเป็นหนึ่งในพรีซิชันเมดิซีนที่เก่าแก่ที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่เรียกคุณในเบื้องต้น ไม่ได้เรียกใครอื่น” แมนเวลา ฟิลิปปา นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งวาลเลย์ดาโอสตาและเจนีวา บอก นักวิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎีว่าการได้สัมผัสกับเสียงของแม่จะกระตุ้นสมองของทารกแรกเกิดให้พัฒนาการแปลเสียงและเข้าใจภาษาในที่สุด

พรีซิชันเมดิซีน เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พลิกโฉมการรักษาแบบดั้งเดิมที่มักให้คำแนะนำและการรักษาแบบครอบคลุม      ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนส่วนใหญ่  แต่ก็อาจไม่เหมาะสำหรับคุณ  แนวทางใหม่นี้ตระหนักว่า พวกเราแต่ละคนมีลักษณะของโมเลกุลที่แตกต่างกัน และพวกมันมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างใหญ่หลวง

ทั่วโลกสร้างเครื่องมือที่มีความแม่นยำเกินกว่าจะคิดจินตนาการหากย้อนหลังไปเพียงสิบปีก่อน เครื่องหาลำดับดีเอ็นเอความเร็วสูงพิเศษ วิศวกรรมเนื้อเยื่อ การตั้งโปรแกรมเซลล์ใหม่ การปรับแต่งหรือแก้ไขยีน และอีกมากมาย ในไม่ช้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ จะทำให้เราประเมินความเสี่ยงต่อมะเร็ง โรคหัวใจ และความเจ็บป่วยอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ก่อนที่เราจะป่วยเสียอีก งานนี้ยังหยิบยื่นโอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลงยีนในเอมบริโอและกำจัดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งอาจฟังดูน่าทึ่งหรือน่ากลัว ขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณ

ในระยะสั้น การวิจัยด้านนี้ทำให้การออกแบบแนวทางการรักษามะเร็งที่ดื้อแพ่งที่สุดโดยสอดคล้องกับคนไข้เฉพาะบุคคลเป็นไปได้ เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติรายงานการฟื้นตัวอันน่าทึ่งของ จูดี เพอร์กินส์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม หลังจากทดลองรักษาด้วยการใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันของเธอเองในการจัดการกับเนื้องอก ทีมที่นำโดยสตีเวน โรเซนเบิร์ก ผู้บุกเบิกด้านภูมิคุ้มกันบำบัดได้ตรวจสอบลำดับดีเอ็นเอของมะเร็งเพื่อวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์ ทีมยังได้สกัดตัวอย่างของเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า “เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่แทรกซึมเข้าไปในเนื้องอก” (tumor-infiltrating lymphocyte) และทดสอบดูว่าตัวไหนสามารถจดจำความผิดปกติทางพันธุกรรมในเนื้องอกได้ แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดหลายพันล้านเซลล์  ก่อนจะฉีดเข้าไปในร่างของเพอร์กินส์  พร้อมกับยาเพมโบรลิซูแม็บ ซึ่งเป็นเช็คพอยต์อินฮิบิเตอร์ กว่าสองปีต่อมา เพอร์กินส์ อดีตวิศวกรเกษียณจากฟลอริดา ก็ไม่พบสัญญาณของมะเร็งอีก

เทคโนโลยีทางการแพทย์
ผู้พิชิตมะเร็ง: ภาพกราฟิกด้านหลัง จูดี เพอร์กินส์ คือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่รู้จักกันในชื่อเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์แทรกซึมในเนื้องอก (tumor-infiltrating lymphocyte: TIL) ที่รักษามะเร็งเต้านมของเธอจนหาย เมื่อเพอร์กินส์ได้รับการวินิจฉัยเป็นครั้งแรก เธอได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมข้างซ้ายออก แต่มะเร็งก็กลับมา  ทั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด  รักษาด้วยฮอร์โมน  และการรักษาแบบมุ่งเป้า  เมื่อมะเร็งกระจาย  เธอมีเวลาเหลืออีกไม่กี่เดือน แต่ในการรักษาที่ยังอยู่ในขั้นทดลองซึ่งคิดค้นโดย สตีเวน โรเซนเบิร์กที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพอร์กินส์ได้รับการฉีด TIL ของเธอเองจำนวน 82 พันล้านเซลล์เข้าไปในร่างกาย

ย้อนหลังไป 30 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถอดรหัสพันธุกรรมและหาลำดับของสารประกอบจำนวน 3,200 ล้านคู่ในดีเอ็นเอของเรา  โครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) ใช้เวลา 13 ปี  เงินทุนอีกราวหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับนักวิทยาศาสตร์จากหกประเทศในการหาลำดับจีโนมเพียงจีโนมเดียว  ปัจจุบันการหาลำดับจีโนมนี้มีค่าใช้จ่ายราวหนึ่งพันดอลลาร์ เครื่องรุ่นล่าสุดสามารถแสดงผลลัพธ์ได้ในวันเดียว  เทคโนโลยีผสานกับการวิเคราะห์โมเลกุลอันสลับซับซ้อนช่วยสร้างความกระจ่างให้ความอัศจรรย์ของความผันแปรทางชีวเคมีที่ทำให้ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า  สิบปีต่อจากนี้ รายละเอียดของดีเอ็นเอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในเวชระเบียนของทุกคน   เช่นเดียวกับความก้าวหน้าของชิปคอมพิวเตอร์ที่ปลดปล่อยเราจากโต๊ะทำงาน และต่อมาผูกเรเข้ากับสมาร์ตโฟน  การเปลี่ยนไปสู่การแพทย์แบบจีโนมและแบบที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน อาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดเดาไม่ได้หลายประการ อีกไม่นานเราจะเข้าถึงข้อมูลมากมายเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

เทคโนโลยีทางการแพทย์
โฉมหน้าใหม่ทางการแพทย์ : ในถาดแช่แข็งอุณหภูมิลบ 80 องศาเซลเซียส ของบริษัทไบโอแบงค์ในสหราชอาณาจักร  เก็บตัวอย่างเลือด  ปัสสาวะ และน้ำลายจากคนกว่า 500,000 คน หุ่นยนต์เลือกตัวอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างความผันแปรทางพันธุกรรมกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

อ่านเพิ่มเติม

ถอดรหัสแพทย์แผนจีน : ตำรายาหลวงจักรพรรดิมังกร

เรื่องแนะนำ

การสืบพันธุ์ของพืช : การสร้างเซลล์สืบพันธ์ของพืชดอก

กระบวนการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก เกิดขึ้นในเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย เซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก มี 2 ชนิด คือ เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองมีขั้นตอนในการแบ่งเซลล์ เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อเกิดการปฏิสนธิ จำนวนโครโมโซมจะมีจำนวนเท่าเดิมอีกครั้ง (ขอมูลเพิ่มเติม : โครงสร้างของดอกไม้) เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (male gamete) เกิดขึ้นภายในอับเรณู (anther) โดยมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell) แบ่งเซลล์แบบไมโอซีส 1 ครั้ง ได้ 4 ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละเซลล์มีโครโมโซมเท่ากันตือ n หลังจากนั้นนิวเคลียสของแต่ละเซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้ 2 นิวเคลียสคือ เจเนอเรทีฟนิวเคลียส (generative nucleus) และ ทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) เรียกเซลล์ในระยะนี้ว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือแกมีโทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) เมื่อละอองเรณูแก่เต็มที่อับเรณูจะแตกออกทำให้ละอองเรณูกระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไป ลักษณะของละอองเรณูมีความแตกต่างกันทั้งขนาด รูปร่าง […]

เทอโรซอร์ ยักษ์ใหญ่ครองเวหา

เทอร์โรซอร์เป็นสัตว์ประหลาดที่น่าฉงน รูปลักษณ์ของมันไม่เหมาะจะอยู่บนพื้นดินหรือบนอากาศ แต่ย้อนกลับไป 230 ล้านปีก่อน ทั่วผืนฟ้าในโลกโบราณคืออาณาจักรของพวกมัน

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว Bicephaly คือสภาพผิดปกติของสัตว์เมื่อพวกมันเกิดมามีสองหัว แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดความผิดปกตินี้จะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากการพัฒนาในระยะตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ส่งผลให้เกิดภาวะสองหัวขึ้น ซึ่งมักพบในสัตว์เลื้อยคลานจำพวก เต่าหรืองู มองไปที่สัตว์สองหัวเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะตายตั้งแต่ยังเป็นลูกสัตว์ ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การกัดกันเองหรือกินอาหารมากเกินไป  อย่าลืมว่าแม้พวกมันจะมีสองหัวแต่อวัยวะอื่นๆ ภายในนั้นมีเพียงแค่อย่างละหนึ่ง และพวกมันแชร์อวัยวะร่วมกัน ดูเหมือนว่าสำนวนสองหัวดีกว่าหัวเดียวนั้นจะใช้ไม่ได้จริงในโลกของสรรพสัตว์….   อ่านเพิ่มเติม อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?

รู้ได้อย่างไรว่าลิงตัวไหนอยากกัดคุณ?

เรื่อง ซาร่า กิบเบนส์ ด้วยความที่เป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ ไพรเมตบางชนิดมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับพวกเรา อย่างไรก็ตามการแปลความหมายที่เกิดขึ้นของสีหน้านั้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด และนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อทั้งมนุษย์ และลิงได้ ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยลินคอล์นพบว่า ยิ่งมนุษย์พยายามที่จะเดาความหมาย ของท่าทางที่ลิงบาร์บารี หรือลิงกังแสดงออกมามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งคาดเดาได้ผิดมากเท่านั้น โดย Laëtitia Maréchal หนึ่งในผู้วิจัย เชื่อว่าสาเหตุเป็นเพราะมนุษย์เราตีความท่าทางของสัตว์เอาโดยใช้ลักษณะของมนุษย์เองเป็นหลัก “บรรดานักท่องเที่ยวมักชอบคิดว่าท่าทางที่ลิงกังแสดงออกมานั้น พวกมันกำลังส่งจูบอยู่ และพวกเขาก็ส่งจูบกลับเป็นการตอบสนอง”เธอกล่าว ซึ่งในทางกลับกันท่าทางดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนจากพวกมันไม่ให้มนุษย์เข้ามาใกล้ ในการศึกษาเธอแบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองทางออนไลน์ออกเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับสัตว์มาก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน สองคือกลุ่มคนที่เคยชมภาพถ่ายการแสดงสีหน้าของลิงมาก่อน และสุดท้ายกลุ่มที่ไม่เคยพบเห็นลิงตัวเป็นๆมาก่อนในชีวิต หลังให้พวกเขาชมภาพถ่าย ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมทุกคนนั้นตีความสัญญาณที่ส่งออกมาผิดพลาด กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและทำงานร่วมกับสัตว์นั้น มีอัตราความผิดพลาดไม่เกิน 7% ในกลุ่มที่สองที่เคยชมภาพนั้นความผิดพลาดอยู่ที่ 20%และกลุ่มสุดท้ายผิดพลาดสูงถึง 40% นอกจากนั้น Maréchal ยังระบุว่าในการตีความไพรเมตอื่นๆอย่าง อุรังอุตัง และชิมแปนซี มนุษย์ก็มักจะตีความผิดในทำนองเดียวกัน “ถ้าลิงทำสีหน้าที่ดูเหมือนยิ้ม นั้นแปลว่ามันกำลังไม่ไว้วางใจ” เธอกล่าว “คุณอาจจะเคยเห็นภาพของลิงชิมแปนซียิ้มบนการ์ดวันเกิดแต่จริงๆแล้วมันคือสีหน้าของความทุกข์ตรม” ทั้งนี้ทางคณะนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาครั้งนี้ จะมีประโยชน์สำหรับบรรดานักท่องเที่ยวในสวนสัตว์เปิด เพื่อป้องกันพวกเขาจากความเสี่ยงในการถูกลิงทำร้ายได้ แม้ว่าในตามธรรมชาติแล้วลิงกังจะเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย และจะตอบสนองหากถูกทำร้ายก่อนก็ตาม Agustín […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.