ภาษาภาพ : ประจำเดือนกันยายน - National Geographic Thailand

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกันยายน

บราซิล

ใกล้พรมแดนบราซิล-อาร์เจนตินา  กองทัพผีเสื้อบินกรูลงยึดหัวหาดริมฝั่งแม่น้ำอีกวาซู  แอ่งน้ำอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อแม่น้ำลดระดับลง  และดึงดูดพวกผีเสื้อให้มาดูดกินสารอาหาร

ภาพโดย ดานิเอล  ปิญเญย์รู

เรื่องแนะนำ

ถ้าไม่ทิ้งขว้าง ก็มีเหลือเฟือ

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์ ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์ การทิ้งอาหารถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   ทั่วโลกมีคนต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอยู่เกือบ 800 ล้านคน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเอฟเอโอระบุว่า  โลกทิ้งอาหารรวมกันถึงปีละ 1,300 ล้านตัน อาหารเหลือทิ้งซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสามของปริมาณที่โลกผลิตได้หายไปไหนกัน  ในประเทศกำลังพัฒนา อาหารปริมาณมากสูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากขาดแคลนโรงเก็บผลผลิตและถนนหนทางที่ดี  ตลอดจนไม่ได้ถนอมอาหารด้วยการแช่เย็น ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว การทิ้งอาหารเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อผู้ค้าปลีกสั่งซื้อพืชผลหรือผลิตภัณฑ์อาหารมากเกินไป  และเมื่อผู้บริโภคไม่สนใจอาหารเหลือค้างที่ซุกอยู่ในตู้เย็นหรือโยนอาหารที่เน่าเสียได้ทิ้งไปก่อนหมดอายุ การทิ้งอาหารยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกิน ล้วนแล้วแต่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ เชื้อเพลิง และผืนดินสำหรับเพาะปลูก ในแต่ละปี การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกินใช้น้ำรวมกันทั่วโลกเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลตลอดทั้งปีของแม่น้ำวอลกา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในยุโรป ตัวเลขน่าตระหนกนี้ยังไม่รวมการสูญเสียที่เกิดจากเรือกสวนไร่นา เรือประมง และโรงฆ่าสัตว์ ทริสแทรม สจวร์ต ผู้จัดการขององค์กรฟีดแบ็ก (Feedback) ที่รณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหาร กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ความสูญเปล่า: เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอาหารทั่วโลก (Waste: Uncovering the Global Food Scandal) ว่า ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ขณะที่จำนวนประชากรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสองพันล้านคนเมื่อถึงปี 2050 […]

ภาพนี้ต้องขยาย : สูงใหญ่มีชัยไปกว่าครึ่ง

ภาพโดย U.S. FOREST SERVICE/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ในภาพถ่ายเมื่อปี 1924 ภาพนี้   นั่งร้านบนยอดไม้ทำให้คนเฝ้าระวังไฟป่าที่ถือธงอยู่มองเห็นภาพมุมกว้างในป่าสงวนแห่งชาติเมานต์แชสตา รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อย่างไร แชริล โอ๊กส์ จากสมาคมประวัติศาสตร์ป่าไม้ ตั้งข้อสังเกต “ต้นไม้ต้นนี้อยู่ใกล้กับสถานีเพาะชำต้นไม้ และอาจมีโลหะให้ใช้ทำบันไดได้” การตรวจพบไฟป่าแต่เนิ่นๆ มากกว่าการดับไฟ กลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ  สำหรับกรมป่าไม้สหรัฐฯ หลังจากเพลิงเผาผลาญพื้นที่ราว 10,000 ตารางกิโลเมตรในรัฐไอดาโฮ  มอนแทนา และวอชิงตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1910 ภัยพิบัติครั้งนั้นยังคงเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์