ปฏิวัติดีเอ็นเอ - National Geographic Thailand

ปฏิวัติดีเอ็นเอ

ปฏิวัติ ดีเอ็นเอ

แค่มองไปรอบๆ ห้องทำงานของแอนโทนี เจมส์ คุณจะเดาได้ไม่ยากว่า เขาทำงานอะไร ผนังห้องเต็มไปด้วยภาพวาดยุง และชั้นหนังสือก็เรียงรายไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับยุง สิ่งที่แขวนถัดจากโต๊ะทำงานคือแผ่นป้ายแสดงการเจริญเติบโตทุกขั้นตอนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง นั่นคือยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) “ผมหมกมุ่นเรื่องยุงมา 30 ปีแล้วครับ” เจมส์ นักพันธุกรรมโมเลกุล ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเออร์ไวน์ บอก

ทั่วโลกมียุงอยู่ราว 3,500 ชนิด  แต่เจมส์ศึกษาเพียงไม่กี่ชนิด  และแต่ละชนิดถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือยุงก้นปล่อง (Anopheles gambiae) ซึ่งแพร่เชื้อปรสิตมาลาเรียที่คร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคนในแต่ละปี  อย่างไรก็ตาม งานส่วนใหญ่ของเจมส์จะมุ่งเน้นไปที่ยุงลายบ้าน นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ยุงมาถึงดินแดนโลกใหม่โดยติดมากับเรือขนส่งทาสจากแอฟริกาในศตวรรษที่สิบเจ็ดพร้อมกับนำโรคไข้เหลืองมาด้วย  ปัจจุบัน ยุงยังเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อมากถึง 400 ล้านคนต่อปี  รวมทั้งจุลชีพก่อโรคที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชิคุนกุนยา ไข้เวสต์ไนล์ และซิกา

ในการแพร่ระบาดที่ขยายวงกว้างซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วในบราซิล ไวรัสซิกาดูเหมือนจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางระบบประสาทหลายชนิด  รวมทั้งความผิดปกติหายากชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ภาวะศีรษะเล็ก (microcephaly) ซึ่งทำให้ทารกมีศีรษะเล็กผิดปกติและสมองมีพัฒนาการล่าช้า

เป้าหมายของเจมส์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือ การหาหนทางปรับแต่งยีนของยุงเพื่อให้มันไม่สามารถแพร่เชื้อเหล่านั้นได้อีกต่อไป กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ความพยายามดังกล่าวยังเป็นได้เพียงแค่แนวคิดทางทฤษฎีที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงหรือได้รับสนใจ ทว่าการรวมเทคโนโลยีใหม่ระดับปฏิวัติวงการเรียกว่า คริสเปอร์-แคสไนน์ (CRISPR-Cas9) เข้ากับระบบทางธรรมชาติที่เรียกว่า ยีนไดรฟ์ [gene drive – ดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้ “ถี่” กว่าปกติ] ทำให้ทฤษฎีที่ว่ากำลังกลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็ว

คริสเปอร์หยิบยื่นอำนาจใหม่ใส่ในมือมนุษย์  เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยน ลบ และจัดเรียงดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดรวมทั้งมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ  ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เปลี่ยนโฉมหน้าชีววิทยา นักวิจัยในห้องปฏิบัติการทั่วโลกเริ่มใช้คริสเปอร์กับตัวอย่างสัตว์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมที่สำคัญ  รวมทั้งการกลายพันธุ์ซึ่งทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อเสื่อมหรือเจริญผิดเพื้ยน (muscular dystrophy)  โรคซิสติกไฟโบรซิส (cystic fibrosis)  และรูปแบบหนึ่งของโรคตับอักเสบ

ในการทดลองหลายครั้ง   นักวิทยาศาสตร์ใช้คริสเปอร์เพื่อกำจัดไวรัสในหมูซึ่งขัดขวางการปลูกถ่ายอวัยวะของหมูให้กับมนุษย์ ขณะที่นักนิเวศวิทยากำลังหาวิธีใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่ใกล้สูญพันธุ์  และนักชีววิทยาพืชที่วิจัยพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดเริ่มลงมือกำจัดยีนที่ดึงดูดแมลงศัตรูพืช  โดยใช้ชีววิทยาแทนที่จะพึ่งพาสารเคมีต่างๆ  คริสเปอร์จึงอาจช่วยให้เราลดการพึ่งพายาฆ่าแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นพิษได้อีกด้วย

ดีเอ็นเอ
เลือดวัวคั่งอยู่ในลำไส้ของยุงในห้องปฏิบัติการแอนโทนีเจมส์ เราสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของยุงที่เป็นพาหะของโรคไข้ซิกาและไข้เลือดออกได้ด้วยคริสเปอร์ เพื่อให้พวกมันมีลูกที่เป็นหมัน

ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาที่จะศักยภาพในการรักษาโรคต่างๆ ในอนาคตได้มากกว่านี้และยังก่อให้เกิดคำถามทางจริยธรรมได้มากกว่านี้อีกแล้ว  คำถามที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ  ถ้ามีการนำคริสเปอร์ไปใช้ในการปรับแต่งเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์ของตัวอ่อนมนุษย์  (germ line) ซึ่งเป็นเซลล์ที่บรรจุสารพันธุกรรม (genetic material) ที่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อไปได้ไม่ว่าจะเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมหรือเพิ่มคุณลักษณะหนึ่งๆ ที่ต้องการ  ผลการปรับแต่งดังกล่าวจะส่งผ่านไปสู่รุ่นลูกหลานของพวกเขาอย่างถาวร ผลกระทบทั้งหมดในอนาคตนั้นยากที่จะทำนาย หรือไม่สามารถทำนายได้เลย

เอริก แลนเดอร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเอ็มไอที  ซึ่งเคยเป็นผู้นำโครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project)  บอกว่า “นี่คือเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและมีประโยชน์หลายประการ  แต่ถ้าคุณจะทำอะไรบางอย่างที่สร้างผลกระทบใหญ่หลวงและเป็นการถาวรอย่างการเขียนเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์ของตัวอ่อนมนุษย์ ขึ้นใหม่ คุณต้องอธิบายได้ว่า มีเหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่จะทำเช่นนั้น และต้องบอกได้ด้วยว่า สังคมได้ตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนั้น พูดง่ายๆ คือถ้าไม่มีฉันทามติในวงกว้าง สิ่งนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นครับ”

แลนเดอร์บอกผมว่า “นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อยุติร่วมกันในการตอบคำถามเหล่านี้ ”

คริสเปอร์-แคสไนน์มีองค์ประกอบสองส่วน  ส่วนแรกคือเอนไซม์แคสไนน์ (Cas9 enzyme) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “มีดผ่าตัด” ภายในเซลล์เพื่อตัดดีเอ็นเอ  (ในธรรมชาติแบคทีเรียใช้เอนไซม์แคสไนน์ในการตัดและหยุดยั้งการทำงานของรหัสพันธุกรรมของไวรัสผู้บุกรุก) อีกส่วนหนึ่งคืออาร์เอนเอนำทาง (RNA guide)  ซึ่งเป็นตัวนำมีดผ่าตัดไปสู่นิวคลีโอไทด์อันเป็นหน่วยย่อยทางเคมีของดีเอ็นเอจำเพาะเจาะจงที่ต้องการตัด  ส่วนคำว่าคริสเปอร์ย่อมาจากศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก นั่นคือ “กลุ่มของดีเอ็นเอซ้ำๆ กลับไปมาที่แทรกอยู่เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ” (Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats: CRISPR)

ความถูกต้องแม่นยำของอาร์เอนเอนำทางนั้นน่าทึ่งมาก  อาร์เอนเอนำทางสามารถค้นหาจุดที่ต้องการตัดได้อย่างแม่นยำ นักวิทยาศาสตร์สามารถส่งชุดดีเอ็นเอสังเคราะห์เพื่อการแทนที่ (synthetic replacement part) ไปสู่ตำแหน่งใดๆ ในจีโนมซึ่งสร้างขึ้นจากนิวคลีโอไทด์หลายพันล้านหน่วย เมื่อคริสเปอร์เดินทางถึงจุดหมายของมัน  เอนไซม์แคสไนน์จะตัดชุดลำดับดีเอ็นเอที่ไม่ต้องการออกไป  และเซลล์จะเชื่อมส่วนที่ตัดขาดออกด้วยการสอดเติมสายโซ่ของนิวคลีโอไทด์ที่ส่งมาพร้อมกันในชุดของคริสเปอร์ (CRISPR package)

เมื่อการระบาดของโรคไข้ซิกาในเปอร์โตริโกยุติลง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือซีดีซี (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ประเมินว่า  ชาวเปอร์โตริโกอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของประชากร 3.5 ล้านคนอาจสัมผัสเชื้อไข้ซิกานั่นหมายความว่า หญิงตั้งครรภ์หลายพันคนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อ

ดีเอ็นเอ
เลือดมนุษย์กรองผ่านปอดของหมูในห้องปฏิบัติการลาร์สเบอร์ดอร์ฟ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ คนไข้หลายพันคนเสียชีวิตในแต่ละปีเพราะขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ที่นำมาปลูกถ่ายได้ นักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองใช้คริสเปอร์ในการกำจัดไวรัสจากอวัยวะต่างๆของหมูซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายอวัยวะหมูให้กับไพรเมตแล้ว

ขณะนี้การต่อสู้กับไวรัสซิกาที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวอาจเป็นการ “อาบ” เกาะทั้งเกาะด้วยยาฆ่าแมลง เจมส์และคนอื่นๆ เชื่อว่า  การปรับแต่งพันธุกรรมยุงด้วยคริสเปอร์และการใช้ยีนไดร์ฟเพื่อเปลี่ยนยีนของยุงอย่างถาวรช่วยให้เรามีหนทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าเดิม

ยีนไดร์ฟมีอำนาจที่จะเอาชนะกฎของการถ่ายทอดทางพันธุกรรรมแบบดั้งเดิมได้ ตามปกติแล้ว ผู้สืบสายโลหิตที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์ใดๆ จะได้รับสำเนายีนจากพ่อแม่อย่างละหนึ่งชุด หรือมีโอกาสในการส่งผ่านยีนหนึ่งๆ เท่ากับร้อยละ 50  อย่างไรก็ตาม ยีนบางส่วนจะเป็นยีน “เห็นแก่ตัว” (selfish) กล่าวคือ วิวัฒนาการทำให้ยีนเหล่านี้มีโอกาสถ่ายทอดมากกว่าร้อยละ 50 ในทางทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์อาจรวมคริสเปอร์กับยีนไดร์ฟเข้าด้วยกันเพื่อดัดแปลงรหัสพันธุกรรมของชนิดพันธุ์หนึ่งๆ ด้วยการติดชุดลำดับดีเอ็นเอ (DNA sequence) ที่ต้องการลงบนยีนที่ต้องการถ่ายทอด ก่อนจะปล่อยให้สัตว์จับคู่กันตามธรรมชาติ การใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างร่วมกันอาจบังคับให้ประชากรทั้งกลุ่มมีลักษณะทางพันธุกรรมใดๆ ที่ต้องการได้

เมื่อปีที่แล้ว ผลการวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร การดำเนินงานของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Proceedings of the National Academy of Sciences) เจมส์ใช้คริสเปอร์ในการออกแบบพันธุกรรมยุงก้นปล้อง Anopheles รุ่นใหม่ที่ทำให้พวกมันไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อปรสิตมาลาเรียได้

เจมส์บอกว่า “ ผมเคยทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ไม่มีใครเห็นอยู่หลายสิบปี  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว โทรศัพท์ผมดังไม่หยุดมาหลายสัปดาห์แล้วครับ”

การต่อสู้กับยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ซึ่งเป็นพาหะนำโรคหลายชนิดอาจต้องใช้วิธีการจัดการที่ต่างออกไปเล็กน้อย เจมส์บอก  ผมว่า  “สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือการออกแบบยีนไดร์ฟที่ทำให้ยุงเป็นหมัน การสร้างยุงที่ต้านทานต่อเชื้อไวรัสซิกาจะไม่มีประโยชน์ ถ้ามันยังสามารถแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออกและโรคอื่นๆได้”

ในการต่อสู้กับโรคไข้เลือดออก  เจมส์และเพื่อนร่วมงานออกแบบชุดคริสเปอร์ที่สามารถกำจัดยีนธรรมชาติจากพ่อแม่ยุงในธรรมชาติ และทดแทนด้วยยีนใหม่ซึ่งจะทำให้ยุงรุ่นลูกเป็นหมัน ถ้ามีการปล่อยยุงที่ได้รับตัดแต่งพันธุกรรมเหล่านี้จำนวนมากพอออกไปให้จับคู่ผสมพันธุ์ในธรรมชาติ ภายในไม่กี่ชั่วรุ่นให้หลัง (ซึ่งปกติยุงแต่ละรุ่นจะมีอายุเแค่สองหรือสามสัปดาห์เท่านั้น) ประชากรยุงทั้งชนิดก็จะมียีนที่ได้รับการออกแบบใหม่อยู่ในตัว

กระนั้น เจมส์ตระหนักดีว่า การปล่อยรูปแบบการกลายพันธุ์ซึ่งออกแบบให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วทั้งกลุ่มประชากรในธรรมชาติอาจนำไปสู่ผลที่ไม่คาดคิดตามมา และอาจไม่ง่ายที่จะย้อนกระบวนการกลับไป “ความเสี่ยงจากการปล่อยแมลงที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการมีแน่นอนครับ” เขายอมรับ  “แต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ความเสี่ยงจะยิ่งมีมากกว่าครับ”

เรื่อง ไมเคิล สเปกเตอร์

ภาพถ่าย เกรก จีราร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ตามล่าหาดีเอ็นเอสัตว์ประหลาดเนสซี

เรื่องแนะนำ

ขบวนการปล้นอดีต

โบราณวัตถุหลายชิ้นถูกปล้นมาอย่างสกปรก แต่ลงเอยด้วยการจัดแสดงอย่างใสสะอาด หากไม่ตามสืบร่องรอยอย่างละเอียดจะไม่อาจทราบได้เลย

ยอดมนุษย์ เหนือมนุษย์

เรื่อง ดี. ที. แมกซ์ ภาพประกอบ โอเวน ฟรีแมน ตอนที่ผมพบกับไซบอร์ก นีล ฮาร์บิสสัน ที่บาร์เซโลนา เขาดูไม่ต่างจากฮิปสเตอร์ทั่วไปในเมืองนั้น เพียงแต่เขามีเสาอากาศสีดำที่โค้งงอออกมาจากด้านหลังของกะโหลกศีรษะเหนือผมทรงกะลาครอบสีทอง ฮาร์บิสสันวัย 34 ปี เกิดที่เมืองเบลฟัสต์ ไอร์แลนด์เหนือ และเติบโตขึ้นในสเปน เขามีความผิดปกติที่พบได้น้อยมากเรียกว่า ภาวะตาบอดสีทุกสี หรือภาวะสูญเสียการระลึกรู้สี (acromatopsia)  ซึ่งแปลว่า  เขาไม่สามารถรับรู้สีได้ แต่เสาอากาศ ซึ่งมีส่วนปลายเป็นตัวรับของเส้นใยนำแสง (เซนเซอร์ไฟเบอร์ออปติก) อยู่เหนือดวงตาของเขาพอดี ช่วยให้ฮาร์บิสสันรับรู้สีได้ ฮาร์บิสสันไม่เคยรู้สึกว่า การอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาวและดำถือเป็นความพิการแต่อย่างใด “ผมมองเห็นได้ไกลขึ้น  ผมยังจดจำรูปทรงต่างๆได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีสีสันมาทำให้สับสน” เขาบอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เขาอยากรู้อยากเห็นมากว่าสิ่งต่างๆจะเป็นอย่างไรถ้ามีสี  ด้วยความที่เรียนด้านดนตรีมา ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย    เขาจึงคิดว่าเสียงอาจทำให้เขาค้นพบสีได้  ช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาไปหาศัลยแพทย์ (ผู้ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ) ที่ยินยอมปลูกฝังอุปกรณ์ไซเบอร์เนติกส์ (cybernatics: ศาสตร์ที่ว่าด้วยการสื่อสารและควบคุมภายในสัตว์และในเครื่องจักร) ให้ ตัวรับของเส้นใยนำแสงจะรับสีต่างๆที่อยู่ตรงหน้าเขา  และไมโครชิปที่ฝังอยู่ในกะโหลกจะเปลี่ยนคลื่นความถี่ของสีต่างๆไปเป็นการสั่นสะเทือนตรงบริเวณด้านหลังศีรษะ ซึ่งจะกลายเป็นความถี่เสียงและเปลี่ยนกะโหลกให้เป็นเหมือนหูที่สาม เขาระบุได้อย่างถูกต้องว่า เสื้อคลุมของผมเป็นสีน้ำเงิน เมื่อหันเสาอากาศไปทางมูน รีบัส […]

ใช้ชีวิต แบบทวนกระแส

  เรื่อง เคนเนดี วอร์น ภาพถ่าย คาดีร์ ฟาน โลเฮอเซน เวลาเช่นนี้เรียกว่า อีติงกาโร (itingaaro) หรือฟ้าสางยามอรุณ เกาะเพิ่งจะตื่นจากหลับใหล ผู้คนลอยคออาบน้ำในลากูนอย่างง่วงงุน บ้างวักน้ำล้างหน้า บ้างดำผุดดำว่าย ระดับน้ำขึ้นเต็มที่ เลยลากูนออกไป มหาสมุทรทอดไกลจนจรดขอบฟ้ามาราวา คาราวา ตาราวา “ทะเล ท้องฟ้า แผ่นดิน” คือเทพเจ้าโบราณสามองค์ของผู้คนในประเทศคิริบาตีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชาวอี-คิริบาตี แต่เทพทั้งสามกำลังเสียสมดุล พระแม่มหาสมุทรหาได้เป็นศูนย์กลางแห่งการโอบอุ้มและดลบันดาลทุกสิ่งอย่างที่พวกเขาเคยรู้จักมาตลอด พระนางกำลังเผยพระพักตร์ที่แตกต่างออกไป เป็นโฉมหน้าอันน่าพรั่นพรึงของระดับน้ำที่รุกล้ำกลืนกินและคลื่นที่โหมซัดกระหน่ำ ทุกวันนี้ ชาวอี-คิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวาที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้ จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพร่ำบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างบ้านของพวกเขาจะจมน้ำในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน แต่ชาวอี-คิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม   พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น […]

เตรียมปรับรับโลกร้อน

เตรียมปรับรับ โลกร้อน เมื่อ 11 ปีก่อน  สมบัติ ชุมนุม หนุ่มใหญ่วัย 40 ปี พาโยโกะ มินามิ ภรรยาชาวญี่ปุ่น กลับมายังบ้านเกิดที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อสานฝันของเขา นั่นคือการแปรนาข้าวเดิมของพ่อที่ใช้สารเคมีมายาวนาน  ไปสู่นาข้าวอินทรีย์และแปลงเกษตรผสมผสาน หลังไถปรับหน้าดินแข็งโกกเกกไร้ธาตุอาหาร และยกระดับที่นาให้สูงขึ้น เขาก็เริ่มขุดสระน้ำขนาดใหญ่ โดยผันน้ำมาจากลำห้วยวังหินที่อยู่ท้ายแปลงที่ดิน “หัวใจของการทำเกษตรคือน้ำครับ” เขาบอกขณะพาผมเดินฝ่าดงหญ้าริมคันนา เลียบสระน้ำกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลำห้วยไหลเอื่อย  สมบัติใช้น้ำจากสระแห่งนี้รดต้นไม้ ปลูกข้าว และอุปโภคในครัวเรือน “ตอนมาทำใหม่ๆ ชาวบ้านแถวนี้หาว่าผมบ้า ไม่ใส่ยา ไม่ใส่ปุ๋ย แถมขุดสระน้ำใหญ่โต เขาไม่ขุดกันใหญ่ขนาดนี้หรอก เพราะเสียดายที่ดินปลูกข้าวครับ” เขาบอก สมบัติเคยทำงานที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรอินทรีย์ในกรุงเทพฯ มาก่อน จึงมีความรู้ด้านการจัดการแปลงเกษตรพอสมควร แปลงนาของเขาปลูกข้าวหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 อันลือชื่อของดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ข้าวเหนียวกข.6 และข้าวพันธุ์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง “ไรซ์เบอร์รี่”  ที่อยู่ติดกันคือสวนผสมสารพัน  ตั้งแต่กะทกรกยันเพกา กล้วยน้ำว้ายันมะรุม ใกล้ๆกันคือโรงเรือนไก่ไข่ และกองลอมฟางที่เป็นรังของเห็ดฟาง ซึ่งภรรยาของเขาจะมาเก็บไปทำอาหารทุกเช้า มีคอกแพะและวัว (ว่างเปล่าเพราะเลี้ยงไม่ไหว) เขาใช้แผงเซลล์สุริยะผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในบ้าน ไม่ดูโทรทัศน์ […]