ปฏิวัติดีเอ็นเอ - National Geographic Thailand

ปฏิวัติดีเอ็นเอ

ปฏิวัติ ดีเอ็นเอ

แค่มองไปรอบๆ ห้องทำงานของแอนโทนี เจมส์ คุณจะเดาได้ไม่ยากว่า เขาทำงานอะไร ผนังห้องเต็มไปด้วยภาพวาดยุง และชั้นหนังสือก็เรียงรายไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับยุง สิ่งที่แขวนถัดจากโต๊ะทำงานคือแผ่นป้ายแสดงการเจริญเติบโตทุกขั้นตอนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง นั่นคือยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) “ผมหมกมุ่นเรื่องยุงมา 30 ปีแล้วครับ” เจมส์ นักพันธุกรรมโมเลกุล ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเออร์ไวน์ บอก

ทั่วโลกมียุงอยู่ราว 3,500 ชนิด  แต่เจมส์ศึกษาเพียงไม่กี่ชนิด  และแต่ละชนิดถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือยุงก้นปล่อง (Anopheles gambiae) ซึ่งแพร่เชื้อปรสิตมาลาเรียที่คร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคนในแต่ละปี  อย่างไรก็ตาม งานส่วนใหญ่ของเจมส์จะมุ่งเน้นไปที่ยุงลายบ้าน นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ยุงมาถึงดินแดนโลกใหม่โดยติดมากับเรือขนส่งทาสจากแอฟริกาในศตวรรษที่สิบเจ็ดพร้อมกับนำโรคไข้เหลืองมาด้วย  ปัจจุบัน ยุงยังเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อมากถึง 400 ล้านคนต่อปี  รวมทั้งจุลชีพก่อโรคที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชิคุนกุนยา ไข้เวสต์ไนล์ และซิกา

ในการแพร่ระบาดที่ขยายวงกว้างซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วในบราซิล ไวรัสซิกาดูเหมือนจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางระบบประสาทหลายชนิด  รวมทั้งความผิดปกติหายากชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ภาวะศีรษะเล็ก (microcephaly) ซึ่งทำให้ทารกมีศีรษะเล็กผิดปกติและสมองมีพัฒนาการล่าช้า

เป้าหมายของเจมส์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือ การหาหนทางปรับแต่งยีนของยุงเพื่อให้มันไม่สามารถแพร่เชื้อเหล่านั้นได้อีกต่อไป กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ความพยายามดังกล่าวยังเป็นได้เพียงแค่แนวคิดทางทฤษฎีที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงหรือได้รับสนใจ ทว่าการรวมเทคโนโลยีใหม่ระดับปฏิวัติวงการเรียกว่า คริสเปอร์-แคสไนน์ (CRISPR-Cas9) เข้ากับระบบทางธรรมชาติที่เรียกว่า ยีนไดรฟ์ [gene drive – ดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้ “ถี่” กว่าปกติ] ทำให้ทฤษฎีที่ว่ากำลังกลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็ว

คริสเปอร์หยิบยื่นอำนาจใหม่ใส่ในมือมนุษย์  เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยน ลบ และจัดเรียงดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดรวมทั้งมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ  ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เปลี่ยนโฉมหน้าชีววิทยา นักวิจัยในห้องปฏิบัติการทั่วโลกเริ่มใช้คริสเปอร์กับตัวอย่างสัตว์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมที่สำคัญ  รวมทั้งการกลายพันธุ์ซึ่งทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อเสื่อมหรือเจริญผิดเพื้ยน (muscular dystrophy)  โรคซิสติกไฟโบรซิส (cystic fibrosis)  และรูปแบบหนึ่งของโรคตับอักเสบ

ในการทดลองหลายครั้ง   นักวิทยาศาสตร์ใช้คริสเปอร์เพื่อกำจัดไวรัสในหมูซึ่งขัดขวางการปลูกถ่ายอวัยวะของหมูให้กับมนุษย์ ขณะที่นักนิเวศวิทยากำลังหาวิธีใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่ใกล้สูญพันธุ์  และนักชีววิทยาพืชที่วิจัยพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดเริ่มลงมือกำจัดยีนที่ดึงดูดแมลงศัตรูพืช  โดยใช้ชีววิทยาแทนที่จะพึ่งพาสารเคมีต่างๆ  คริสเปอร์จึงอาจช่วยให้เราลดการพึ่งพายาฆ่าแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นพิษได้อีกด้วย

ดีเอ็นเอ
เลือดวัวคั่งอยู่ในลำไส้ของยุงในห้องปฏิบัติการแอนโทนีเจมส์ เราสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของยุงที่เป็นพาหะของโรคไข้ซิกาและไข้เลือดออกได้ด้วยคริสเปอร์ เพื่อให้พวกมันมีลูกที่เป็นหมัน

ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาที่จะศักยภาพในการรักษาโรคต่างๆ ในอนาคตได้มากกว่านี้และยังก่อให้เกิดคำถามทางจริยธรรมได้มากกว่านี้อีกแล้ว  คำถามที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ  ถ้ามีการนำคริสเปอร์ไปใช้ในการปรับแต่งเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์ของตัวอ่อนมนุษย์  (germ line) ซึ่งเป็นเซลล์ที่บรรจุสารพันธุกรรม (genetic material) ที่ถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อไปได้ไม่ว่าจะเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องทางพันธุกรรมหรือเพิ่มคุณลักษณะหนึ่งๆ ที่ต้องการ  ผลการปรับแต่งดังกล่าวจะส่งผ่านไปสู่รุ่นลูกหลานของพวกเขาอย่างถาวร ผลกระทบทั้งหมดในอนาคตนั้นยากที่จะทำนาย หรือไม่สามารถทำนายได้เลย

เอริก แลนเดอร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเอ็มไอที  ซึ่งเคยเป็นผู้นำโครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project)  บอกว่า “นี่คือเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและมีประโยชน์หลายประการ  แต่ถ้าคุณจะทำอะไรบางอย่างที่สร้างผลกระทบใหญ่หลวงและเป็นการถาวรอย่างการเขียนเซลล์ต้นกำเนิดเซลล์สืบพันธุ์ของตัวอ่อนมนุษย์ ขึ้นใหม่ คุณต้องอธิบายได้ว่า มีเหตุผลที่มีน้ำหนักพอที่จะทำเช่นนั้น และต้องบอกได้ด้วยว่า สังคมได้ตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนั้น พูดง่ายๆ คือถ้าไม่มีฉันทามติในวงกว้าง สิ่งนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นครับ”

แลนเดอร์บอกผมว่า “นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อยุติร่วมกันในการตอบคำถามเหล่านี้ ”

คริสเปอร์-แคสไนน์มีองค์ประกอบสองส่วน  ส่วนแรกคือเอนไซม์แคสไนน์ (Cas9 enzyme) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “มีดผ่าตัด” ภายในเซลล์เพื่อตัดดีเอ็นเอ  (ในธรรมชาติแบคทีเรียใช้เอนไซม์แคสไนน์ในการตัดและหยุดยั้งการทำงานของรหัสพันธุกรรมของไวรัสผู้บุกรุก) อีกส่วนหนึ่งคืออาร์เอนเอนำทาง (RNA guide)  ซึ่งเป็นตัวนำมีดผ่าตัดไปสู่นิวคลีโอไทด์อันเป็นหน่วยย่อยทางเคมีของดีเอ็นเอจำเพาะเจาะจงที่ต้องการตัด  ส่วนคำว่าคริสเปอร์ย่อมาจากศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก นั่นคือ “กลุ่มของดีเอ็นเอซ้ำๆ กลับไปมาที่แทรกอยู่เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ” (Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats: CRISPR)

ความถูกต้องแม่นยำของอาร์เอนเอนำทางนั้นน่าทึ่งมาก  อาร์เอนเอนำทางสามารถค้นหาจุดที่ต้องการตัดได้อย่างแม่นยำ นักวิทยาศาสตร์สามารถส่งชุดดีเอ็นเอสังเคราะห์เพื่อการแทนที่ (synthetic replacement part) ไปสู่ตำแหน่งใดๆ ในจีโนมซึ่งสร้างขึ้นจากนิวคลีโอไทด์หลายพันล้านหน่วย เมื่อคริสเปอร์เดินทางถึงจุดหมายของมัน  เอนไซม์แคสไนน์จะตัดชุดลำดับดีเอ็นเอที่ไม่ต้องการออกไป  และเซลล์จะเชื่อมส่วนที่ตัดขาดออกด้วยการสอดเติมสายโซ่ของนิวคลีโอไทด์ที่ส่งมาพร้อมกันในชุดของคริสเปอร์ (CRISPR package)

เมื่อการระบาดของโรคไข้ซิกาในเปอร์โตริโกยุติลง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือซีดีซี (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ประเมินว่า  ชาวเปอร์โตริโกอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของประชากร 3.5 ล้านคนอาจสัมผัสเชื้อไข้ซิกานั่นหมายความว่า หญิงตั้งครรภ์หลายพันคนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อ

ดีเอ็นเอ
เลือดมนุษย์กรองผ่านปอดของหมูในห้องปฏิบัติการลาร์สเบอร์ดอร์ฟ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ คนไข้หลายพันคนเสียชีวิตในแต่ละปีเพราะขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ที่นำมาปลูกถ่ายได้ นักวิทยาศาสตร์กำลังทดลองใช้คริสเปอร์ในการกำจัดไวรัสจากอวัยวะต่างๆของหมูซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายอวัยวะหมูให้กับไพรเมตแล้ว

ขณะนี้การต่อสู้กับไวรัสซิกาที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวอาจเป็นการ “อาบ” เกาะทั้งเกาะด้วยยาฆ่าแมลง เจมส์และคนอื่นๆ เชื่อว่า  การปรับแต่งพันธุกรรมยุงด้วยคริสเปอร์และการใช้ยีนไดร์ฟเพื่อเปลี่ยนยีนของยุงอย่างถาวรช่วยให้เรามีหนทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าเดิม

ยีนไดร์ฟมีอำนาจที่จะเอาชนะกฎของการถ่ายทอดทางพันธุกรรรมแบบดั้งเดิมได้ ตามปกติแล้ว ผู้สืบสายโลหิตที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์ใดๆ จะได้รับสำเนายีนจากพ่อแม่อย่างละหนึ่งชุด หรือมีโอกาสในการส่งผ่านยีนหนึ่งๆ เท่ากับร้อยละ 50  อย่างไรก็ตาม ยีนบางส่วนจะเป็นยีน “เห็นแก่ตัว” (selfish) กล่าวคือ วิวัฒนาการทำให้ยีนเหล่านี้มีโอกาสถ่ายทอดมากกว่าร้อยละ 50 ในทางทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์อาจรวมคริสเปอร์กับยีนไดร์ฟเข้าด้วยกันเพื่อดัดแปลงรหัสพันธุกรรมของชนิดพันธุ์หนึ่งๆ ด้วยการติดชุดลำดับดีเอ็นเอ (DNA sequence) ที่ต้องการลงบนยีนที่ต้องการถ่ายทอด ก่อนจะปล่อยให้สัตว์จับคู่กันตามธรรมชาติ การใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างร่วมกันอาจบังคับให้ประชากรทั้งกลุ่มมีลักษณะทางพันธุกรรมใดๆ ที่ต้องการได้

เมื่อปีที่แล้ว ผลการวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร การดำเนินงานของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Proceedings of the National Academy of Sciences) เจมส์ใช้คริสเปอร์ในการออกแบบพันธุกรรมยุงก้นปล้อง Anopheles รุ่นใหม่ที่ทำให้พวกมันไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อปรสิตมาลาเรียได้

เจมส์บอกว่า “ ผมเคยทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ไม่มีใครเห็นอยู่หลายสิบปี  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว โทรศัพท์ผมดังไม่หยุดมาหลายสัปดาห์แล้วครับ”

การต่อสู้กับยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ซึ่งเป็นพาหะนำโรคหลายชนิดอาจต้องใช้วิธีการจัดการที่ต่างออกไปเล็กน้อย เจมส์บอก  ผมว่า  “สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือการออกแบบยีนไดร์ฟที่ทำให้ยุงเป็นหมัน การสร้างยุงที่ต้านทานต่อเชื้อไวรัสซิกาจะไม่มีประโยชน์ ถ้ามันยังสามารถแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออกและโรคอื่นๆได้”

ในการต่อสู้กับโรคไข้เลือดออก  เจมส์และเพื่อนร่วมงานออกแบบชุดคริสเปอร์ที่สามารถกำจัดยีนธรรมชาติจากพ่อแม่ยุงในธรรมชาติ และทดแทนด้วยยีนใหม่ซึ่งจะทำให้ยุงรุ่นลูกเป็นหมัน ถ้ามีการปล่อยยุงที่ได้รับตัดแต่งพันธุกรรมเหล่านี้จำนวนมากพอออกไปให้จับคู่ผสมพันธุ์ในธรรมชาติ ภายในไม่กี่ชั่วรุ่นให้หลัง (ซึ่งปกติยุงแต่ละรุ่นจะมีอายุเแค่สองหรือสามสัปดาห์เท่านั้น) ประชากรยุงทั้งชนิดก็จะมียีนที่ได้รับการออกแบบใหม่อยู่ในตัว

กระนั้น เจมส์ตระหนักดีว่า การปล่อยรูปแบบการกลายพันธุ์ซึ่งออกแบบให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วทั้งกลุ่มประชากรในธรรมชาติอาจนำไปสู่ผลที่ไม่คาดคิดตามมา และอาจไม่ง่ายที่จะย้อนกระบวนการกลับไป “ความเสี่ยงจากการปล่อยแมลงที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการมีแน่นอนครับ” เขายอมรับ  “แต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ความเสี่ยงจะยิ่งมีมากกว่าครับ”

เรื่อง ไมเคิล สเปกเตอร์

ภาพถ่าย เกรก จีราร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ตามล่าหาดีเอ็นเอสัตว์ประหลาดเนสซี

เรื่องแนะนำ

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]

ถ้าไม่ทิ้งขว้าง ก็มีเหลือเฟือ

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์ ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงก์ การทิ้งอาหารถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม   ทั่วโลกมีคนต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอยู่เกือบ 800 ล้านคน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเอฟเอโอระบุว่า  โลกทิ้งอาหารรวมกันถึงปีละ 1,300 ล้านตัน อาหารเหลือทิ้งซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสามของปริมาณที่โลกผลิตได้หายไปไหนกัน  ในประเทศกำลังพัฒนา อาหารปริมาณมากสูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากขาดแคลนโรงเก็บผลผลิตและถนนหนทางที่ดี  ตลอดจนไม่ได้ถนอมอาหารด้วยการแช่เย็น ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว การทิ้งอาหารเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อผู้ค้าปลีกสั่งซื้อพืชผลหรือผลิตภัณฑ์อาหารมากเกินไป  และเมื่อผู้บริโภคไม่สนใจอาหารเหลือค้างที่ซุกอยู่ในตู้เย็นหรือโยนอาหารที่เน่าเสียได้ทิ้งไปก่อนหมดอายุ การทิ้งอาหารยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกิน ล้วนแล้วแต่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ เชื้อเพลิง และผืนดินสำหรับเพาะปลูก ในแต่ละปี การผลิตอาหารที่ไม่มีใครกินใช้น้ำรวมกันทั่วโลกเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลตลอดทั้งปีของแม่น้ำวอลกา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในยุโรป ตัวเลขน่าตระหนกนี้ยังไม่รวมการสูญเสียที่เกิดจากเรือกสวนไร่นา เรือประมง และโรงฆ่าสัตว์ ทริสแทรม สจวร์ต ผู้จัดการขององค์กรฟีดแบ็ก (Feedback) ที่รณรงค์ต่อต้านการทิ้งอาหาร กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ความสูญเปล่า: เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอาหารทั่วโลก (Waste: Uncovering the Global Food Scandal) ว่า ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ขณะที่จำนวนประชากรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสองพันล้านคนเมื่อถึงปี 2050 […]

หนึ่งศตวรรษแห่งการอนุรักษ์

เรื่อง เดวิด ควาเมน ภาพถ่าย สตีเฟน วิลก์ส ในช่วงต้นปี 1916 สหรัฐฯมีแนวคิดอันบรรเจิดและเปี่ยมวิสัยทัศน์ แม้จะยังมีความสับสนและไม่เป็นรูปเป็นร่างนักก็ตาม นั่นคือการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติ (National Park) ซึ่งจะเป็นอุทยานสำหรับชาวอเมริกันทุกคน เป็นอุทยานที่ใช้ร่วมกัน แม้กระทั่งกับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก เวลานั้นมีอุทยานแห่งชาติเกิดขึ้นแล้ว 14 แห่งทั่วสหรัฐฯ อุทยานเก่าแก่ที่สุดคือเยลโลว์สโตน ซึ่งได้รับการสงวนไว้ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางเมื่อปี 1872 ให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก ส่วนอุทยานแห่งอื่นๆของสหรัฐฯซึ่งเป็นตัวอย่างอันหลากหลายของภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ ล้วนตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี เช่น โยเซมิทีในรัฐแคลิฟอร์เนีย วินด์เคฟในรัฐเซาท์ดาโคตา เกลเชียร์ในรัฐมอนแทนา และร็อกกีเมาน์เทนในรัฐโคโลราโด  นอกจากนี้ยังมีอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (National Monument) อีก 21 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบการคุ้มครองที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะสามารถกำหนดโดยกฤษฎีกาที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนามภายใต้รัฐบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางโบราณคดี (กฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาเมื่อปี 1906) ซึ่งประธานาธิบดีทีโอดอร์ โรสเวลต์ นำมาใช้อย่างแข็งขันในช่วงสามปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง รายชื่ออนุสรณ์สถานแห่งชาติรุ่นแรก ได้แก่ เดวิลส์ทาวเวอร์ ชาโกแคนยอน มิวเออร์วูดส์ และแกรนด์แคนยอน สิ่งที่ประเทศนี้ยังไม่มีเมื่อปี 1916 แต่ตระหนักดีว่าเป็นสิ่งจำเป็นในเวลานั้นก็คือ นิยามที่เห็นพ้องต้องกันของคำว่าอุทยานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานเพียงหนึ่งเดียว ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนมิถุนา

แอนตาร์กติกา บนเกาะคิวเวอร์วิลล์  เท้าสีสันสดใสปรากฏเต็มเฟรมภาพ เมื่อเพนกวินเจนทูกระโดดขึ้นจากน้ำเพื่อขึ้นฝั่ง คอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดของเพนกวินชนิดนี้ในแถบคาบสมุทรแอนตาร์กติก มีนกที่จับคู่ผสมพันธุ์มากกว่า 9,000 คู่ ภาพโดย พอล เซาเดอร์ส, BIOSPHOTO สิงคโปร์ “ซูเปอร์ทรี” หรือต้นไม้ประดิษฐ์ในสวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์  มีความสูงตั้งแต่ 25 ถึง 50 เมตร  แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเนื้อที่ 250 ไร่แห่งนี้ ส่งเสริมเรื่องแหล่งน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ความยั่งยืน และความหลากหลายทางพฤกษศาสตร์ ภาพโดย ลูกา โลกาเตลลี, INSTITUTE   ยูเครน ที่โรงยิมกลางแจ้งคาชัลคาในกรุงเคียฟ   นักยิมนาสติกของอดีตสหภาพโซเวียตแสดงให้ดูว่า  เขายังยืดหยุ่นและฟิตเปรี้ยะ แม้จะอยู่ในวัย 83 ปี  ฟิตเนสที่สร้างขึ้นแบบตามมีตามเกิดบนเนื้อที่หลายไร่ของเมืองหลวงที่กำลังตึงเครียดทางการเมืองแห่งนี้  เปิดให้ใช้ฟรีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ภาพโดย ฟีลิป ซิงเงอร์, EPA