ภาพนี้ต้องขยาย : มนุษย์ถ้ำ - National Geographic Thailand

ภาพนี้ต้องขยาย : มนุษย์ถ้ำ

ภาพโดย วิลลิส ที. ลี, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE

“โพรงถ้ำที่ได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการนี้…บ่งชี้ว่า แคเวิร์น [Cavern – ชื่อเรียกสั้นๆของ Carlsbad Cavern] ไม่ได้รับการเหลียวแลนานเพียงใด”  คือข้อความที่มาพร้อมกับภาพถ่ายภาพนี้โดยวิลลิส ที. ลี ผู้นำการสำรวจกลุ่มถ้ำหินปูนคาร์ลสแบดแคเวิร์นในรัฐนิวเม็กซิโกซึ่งใช้เวลาหกเดือนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ผู้หญิงที่มองเห็นผ่านแว่นขยายปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหลายภาพของลี เธออาจจะเป็นบุตรสาวของเขา

สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ของลีได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนกันยายน ปี 1925 แต่ทุกสิ่งใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น  ลีบรรยายถึงการต้องแบกแกลอนน้ำมันรั่วๆ  (โดยเขียนในรูปบุรุษที่สาม) ว่า  เขา “สังเกตเห็นรอยเปียกเล็กน้อยบนหลังเสื้อ  แต่ไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งเริ่มรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง… เขาไม่รู้ว่าตุ่มพองจากน้ำมันอาจเป็นอันตราย   จึงยังทำงานต่อไปอีกหลายชั่วโมง  และด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์  เขาใช้เวลาสิบวันต่อมาในการพักพื้นเพื่อให้ร่างกายสร้างผิวหนังใหม่ทดแทน” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

เรื่องแนะนำ

ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า ฉลามครีบด่างเป็นฉลามในทะเลเปิดที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก หนังสือที่ได้รับการยอมรับชื่อ ธรรมชาติวิทยาของฉลาม (The Natural History of Sharks) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ยังบรรยายว่า  พวกมัน “อาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก  คำว่าขนาดใหญ่หมายถึงมีน้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม” ฉลามครีบด่างปัจจุบันแทบสูญพันธุ์ไปเพราะการประมงเชิงพาณิชย์และการค้าหูฉลาม ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจพวกมันน้อยอย่างน่าประหลาด ซ้ำร้ายสาธารณชนยังห่วงใยฉลามชนิดนี้น้อยกว่าเสียอีก “เราทำลายล้างฉลามชนิดนี้ทั่วโลกเลยครับ” เดเมียน แชปแมน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาฉลามชนิดนี้ กล่าว “แต่พอผมเอ่ยถึง ‘ฉลามครีบด่าง’ คนจำนวนมากกลับไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร” ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส คุณจะรู้จักฉลามครีบด่างอยู่บ้าง มันน่าจะเป็นฉลามชนิดหลักที่โจมตีลูกเรือ ยู.เอส.เอส. อินเดียแนโพลิส หลังจากถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีจนอับปางในช่วงท้ายๆของสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างภาพเชิงลบในสายตาคนรุ่นหลังผ่านคำพูดของตัวละครอย่างกัปตันควินต์  ผู้บอกเล่าประสบการณ์การรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คำบอกเล่าช่วงท้ายๆสรุปว่า “มีคน 1,100 คนลอยคออยู่ในน้ำ ในจำนวนนี้รอดชีวิตมาได้ 316 คน ที่เหลือตกเป็นเหยื่อฉลาม” อย่างไรก็ดี เรื่องที่ควินต์เล่ามีปัญหาคือ แม้จะมีความถูกต้องตามข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกเรือ […]

เตรียมปรับรับโลกร้อน

เตรียมปรับรับ โลกร้อน เมื่อ 11 ปีก่อน  สมบัติ ชุมนุม หนุ่มใหญ่วัย 40 ปี พาโยโกะ มินามิ ภรรยาชาวญี่ปุ่น กลับมายังบ้านเกิดที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อสานฝันของเขา นั่นคือการแปรนาข้าวเดิมของพ่อที่ใช้สารเคมีมายาวนาน  ไปสู่นาข้าวอินทรีย์และแปลงเกษตรผสมผสาน หลังไถปรับหน้าดินแข็งโกกเกกไร้ธาตุอาหาร และยกระดับที่นาให้สูงขึ้น เขาก็เริ่มขุดสระน้ำขนาดใหญ่ โดยผันน้ำมาจากลำห้วยวังหินที่อยู่ท้ายแปลงที่ดิน “หัวใจของการทำเกษตรคือน้ำครับ” เขาบอกขณะพาผมเดินฝ่าดงหญ้าริมคันนา เลียบสระน้ำกว้างใหญ่ที่เชื่อมต่อกับลำห้วยไหลเอื่อย  สมบัติใช้น้ำจากสระแห่งนี้รดต้นไม้ ปลูกข้าว และอุปโภคในครัวเรือน “ตอนมาทำใหม่ๆ ชาวบ้านแถวนี้หาว่าผมบ้า ไม่ใส่ยา ไม่ใส่ปุ๋ย แถมขุดสระน้ำใหญ่โต เขาไม่ขุดกันใหญ่ขนาดนี้หรอก เพราะเสียดายที่ดินปลูกข้าวครับ” เขาบอก สมบัติเคยทำงานที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรอินทรีย์ในกรุงเทพฯ มาก่อน จึงมีความรู้ด้านการจัดการแปลงเกษตรพอสมควร แปลงนาของเขาปลูกข้าวหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 อันลือชื่อของดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ข้าวเหนียวกข.6 และข้าวพันธุ์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง “ไรซ์เบอร์รี่”  ที่อยู่ติดกันคือสวนผสมสารพัน  ตั้งแต่กะทกรกยันเพกา กล้วยน้ำว้ายันมะรุม ใกล้ๆกันคือโรงเรือนไก่ไข่ และกองลอมฟางที่เป็นรังของเห็ดฟาง ซึ่งภรรยาของเขาจะมาเก็บไปทำอาหารทุกเช้า มีคอกแพะและวัว (ว่างเปล่าเพราะเลี้ยงไม่ไหว) เขาใช้แผงเซลล์สุริยะผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในบ้าน ไม่ดูโทรทัศน์ […]

งานศิลป์จากสวนหลังบ้าน

เรื่อง เจมส์ เอสทริน ภาพถ่าย โจชัว ไวต์ ตอนที่โจชัว ไวต์ เติบโตขึ้นทางใต้ของรัฐอินดีแอนา  เขามักใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงนอนเฝ้าดูมดและแมลงเต่าทองตัวน้อยในสนามหลังบ้าน  เขาเผชิญหน้ากับสัตว์โลกตัวจิ๋วเหล่านี้ด้วยความอัศจรรย์ใจและพยายามทำความเข้าใจความลี้ลับแห่งโลกธรรมชาติ  ไวต์เก็บรวบรวมการค้นพบทางกีฏวิทยาไว้ในขวดโหล ถ้วยโฟม หรือไม่ก็ในสองมือ ไวต์เติบใหญ่เป็นศิลปิน เขาเพิ่งย้ายไปตั้งรกรากอยู่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่ซึ่งเขายังคงใช้เวลาทำกิจกรรมโปรดในวัยเด็ก นั่นคือการเดินเล่นในละแวกบ้านและคอยสังเกตโลกรอบตัว  ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ  ตอนนี้เขา “จับ” สัตว์โลกตัวจิ๋วที่พบด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ ความหลงใหลในโลกธรรมชาติของเขาถ่ายทอดผ่านโครงการ “สำรวจหลังบ้านอเมริกันผ่านภาพถ่าย” (A Photographic Survey of the American Backyard) ภาพถ่ายสีซีเปียและรูปแบบการจัดวางเลย์เอาต์ละม้ายคล้ายคลึงกับการจัดทำระเบียนชนิดพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์สมัยศตวรรษที่สิบเก้าซึ่งเป็นภาพวาดด้วยมือ ไวต์บันทึกภาพพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบเห็นได้ดาษดื่นในชีวิตประจำวัน แต่แทบไม่เคยมีใครมองเห็นคุณค่า “คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่แปลกๆ เพื่อให้ได้ภาพที่น่าสนใจ” เขาบอกและเสริมว่า “ความสวยงามอยู่รอบตัวเราตลอดเวลาครับ” ไวต์เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึงสิ่งแวดล้อมเราอาศัยอยู่   “หรือความเป็นไปของโลกที่อยู่ใต้เท้าเรา” ภาพถ่ายที่เขาแบ่งปันผ่านช่องทางต่างๆ  เรียกร้องอย่างอ่อนโยนให้เราหันมาสนใจสรรพชีวิตที่มักถูกมองว่าเป็นพวกก่อความรำคาญหรือไม่ก็เป็นศัตรูพืช ทว่าในหลายแง่มุมพวกมันกลับมีสำคัญอย่างยิ่งในฐานะรากฐานของระบบนิเวศทางกายภาพ  

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

ไม่มีอุทยานที่ใดเผชิญปัญหามากมายดังเช่นเขตสงวนวีรุงกา ในคองโก สถานที่แห่งนี้ต้องต่อสู้กับนักรบจากสงครามกลางเมือง, บริษัทขุดหาแหล่งน้ำมัน ตลอดจนพวกลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มาร่วมติดตามกันว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ จะทำให้แหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร