เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา - National Geographic Thailand

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

 

เรื่อง  โรเบิร์ต คุนซิก
ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี

เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้  เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เยอรมนีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโลกคือคำถามที่ว่า เยอรมนีจะเป็นผู้นำการลด ละ เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พอถึงปลายศตวรรษนี้ การปล่อยคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นต้องลดลง จนแทบเหลือศูนย์ เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนครั้งใหญ่ กล่าวคือลดลงจากปี 1990 ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2020 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050

ตอนนี้คำสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ การปฏิวัติพลังงานของเยอรมนีเกิดจากรากหญ้า ได้แก่พลเมืองทั่วไปและกลุ่มองค์กรพลังงานภาคประชาชนที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งคงไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติพลังงานนี้กดดันให้รัฐบาลของแมร์เคิลชะลอการดำเนินการต่างๆ เยอรมนียังคงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนมากนัก และหนทางข้างหน้ายังยาวไกลกว่ามาก หากเอแนร์จีเวนเดอจะแทรกตัวเข้าสู่ภาคการขนส่งและการผลิตความร้อน ซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันมากกว่าโรงไฟฟ้าเสียอีก

ทุกคนพูดตรงกันว่า เยอรมนีต้องเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงฟอสซิลพร้อมๆกัน “คุณไม่มีทางกำจัดปีศาจตนหนึ่งด้วยการใช้ปีศาจอีกตนหนึ่งได้หรอกครับ เราต้องกำจัดทั้งคู่” ฮันส์-โยเซฟ เฟลล์ นักการเมืองคนสำคัญจากพรรคกรีน (Green Party) อธิบาย [ตอนที่พรรคกรีนเยอรมนีก่อตั้งขึ้นในปี 1980 สองนโยบายหลักของพรรคคือการชูสันติภาพและคัดค้านพลังงานนิวเคลียร์] ส่วนฟอลเคอร์ ควัชนิง นักวิจัยด้านพลังงาน ให้ทรรศนะว่า “พลังงานนิวเคลียร์ส่งผลต่อตัวผมเอง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อลูกหลานของผม นั่นคือความแตกต่างครับ”

ในปี 1983 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกรีนกลุ่มแรกตบเท้าเข้าสู่บุนเดสทาก หรือรัฐสภาแห่งชาติเยอรมนีได้สำเร็จ และเริ่มสอดแทรกแนวคิดสีเขียวเข้าสู่การเมืองกระแสหลัก เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของโซเวียตที่เชียร์โนบิลระเบิดในปี 1986 พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือเอสพีดี (Social Democratic Party: SPD) หัวเอียงซ้าย หนึ่งในสองพรรคใหญ่ของเยอรมนี ก็กลับลำมาชูธงต่อต้านนิวเคลียร์ด้วย ถึงแม้เชียร์โนบิลจะเกิดขึ้นห่างออกไปกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร แต่เมฆหรือฝุ่นกัมมันตรังสีก็ลอยมาไกลถึงเยอรมนี และบรรดาผู้ปกครองก็ได้รับคำเตือนให้กำชับบุตรหลานให้อยู่แต่ในบ้าน

แต่ต้องรอถึงภัยพิบัติที่ฟุกุชิมะในอีก 25 ปีต่อมา กว่าที่แมร์เคิลกับพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน หรือซีดียู (Christian Democratic Union: CDU) ของเธอจะเชื่อว่า ควรปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดภายในปี 2022 เมื่อถึงตอนนั้นพลังงานหมุนเวียนคงอยู่ในกระแสแล้ว

 

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรของอิสตรี

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย แคโรลิน คลุพเพิล ผืนป่าเขียวขจีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ติดกับพรมแดนบังกลาเทศ คือที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆซึ่งมีระเบียบทางสังคมไม่เหมือนใคร ชนพื้นเมืองเผ่ากะสิราว 500 คนในหมู่บ้านมูลินนงยังคงสืบสานประเพณีการสืบทอดทางแม่ซึ่งมีมาแต่โบราณ  ณ ชุมชนแห่งนี้  ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจ ล้วนตกทอดจากแม่สู่ลูกสาว พูดอีกนัยหนึ่งคือเพศหญิงคือผู้เป็นใหญ่นั่นเอง แคโรลิน คลุพเพิลช่างภาพจากเบอร์ลินใช้เวลาเก้าเดือนในช่วงสองปีพำนักอยู่กับครอบครัวชาวกะสิครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าในหมู่บ้านที่ “สงบสุขและสะอาดอย่างไม่น่าเชื่อ” เธอได้พบกับวัฒนธรรมที่ลูกสาวคนสุดท้อง (เรียกว่า คัดดูห์) เป็นผู้รับมรดก สามีย้ายเข้าไปอยู่บ้านภรรยา และลูกๆใช้นามสกุลผู้เป็นแม่ เด็กผู้หญิงเข้าเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านจนโตเป็นสาว แต่บางคนก็ย้ายไปเรียนต่อในเมืองหลวงของรัฐเมื่ออายุได้สิบเอ็ดหรือสิบสองปีหลังจากนั้นจึงเข้าเรียนในวิทยาลัยหรือกลับคืนสู่มูลินนงเพื่อดูแลพ่อแม่ พวกเธอจะแต่งงานกับใครก็ได้ที่พวกเธอเลือก การหย่าร้างหรือเลือกใช้ชีวิตโสดไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่การไม่มีลูกสาวอาจเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีเพียงลูกสาวเท่านั้นที่จะสืบทอดตระกูลต่อไปได้ ครอบครัวที่ไม่มีลูกสาวจึงได้ชื่อว่า เอียป-ดูห์ หรือ “สูญพันธุ์” วาเลนตินา แพคินไทน์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นฮิลล์ กล่าวและเสริมว่า ธรรมเนียมนี้มีมา “แต่โบราณ” แล้ว โดยอาจเป็นสมัยที่ชาวกะสิมีหลายคู่หลายคน จึงยากจะระบุได้ว่าใครเป็นพ่อของลูกที่เกิดมา หรืออาจเป็นครั้งที่บรรพบุรุษฝ่ายชายต้องออกไปทำศึกจึงไม่อาจดูแลเครือญาติหรือครอบครัวได้ ทุกวันนี้ ผู้ชายเป็นผู้นำในสภาหมู่บ้านมูลินนง แต่แทบไม่ได้ครอบครองทรัพย์สิน คลุพเพิลกล่าวว่า บางคนซึ่งไม่พอใจกับสถานะพลเมืองชั้นสองของตนถึงกับเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศด้วยซ้ำไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว […]

คืนแพนด้าสู่ธรรมชาติ

ที่ศูนย์ดูแลแพนด้าของจีน ผู้ดูแลจะสวมชุดแพนด้าทั้งตัว และป้ายกลิ่นฉี่ของแพนด้าไม่ให้หมีเหล่านี้คุ้นเคยกับคน เพื่อปล่อยพวกมันกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติในอนาคต

ภาพนี้ต้องขยาย : ความยิ่งใหญ่ของขุนเขา

ทัศนียภาพอันน่าทึ่งที่รายล้อม ไม่ว่าจะเป็นเมานต์เรเนียร์ที่เป็นฉากหลังหรือน้ำตกเมอร์เทิลที่อยู่ด้านหน้า อาจทำให้นักท่องเที่ยวในภาพนี้ถูกมองข้ามไป แต่พวกเขาอยู่ตรงนั้น ในเครื่องแต่งกายอย่างที่สวมใส่ทุกวี่วัน ถือไม้เท้าท่องเที่ยวอยู่ในเขตพาราไดซ์ของอุทยานแห่งชาติเมานต์เรเนียร์ในรัฐวอชิงตัน ภาพถ่ายที่ไม่อาจระบุอายุได้นี้น่าจะบันทึกไว้ภายหลังการก่อตั้งอุทยานแห่งนี้เมื่อปี 1899 ราวสิบปี เป็นผลงานของช่างภาพ แอซาเฮล เคอร์ติส และวอลเตอร์ มิลเลอร์ เคอร์ติสอุทิศตนให้เมานต์เรเนียร์ เขาถ่ายภาพที่นี่หลายพันครั้ง และช่วยก่อตั้งเมาเทนเนียร์ส สโมสรปีนเขาเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ รายงานของเขาซึ่งเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันมีข้อความต่อไปนี้รวมอยู่ด้วย “สิ่งไร้สาระในชีวิต ความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่เราให้ความสำคัญกันนักหนา ดูจะเร้นหายเมื่ออยู่ต่อหน้าขุนเขาอันยิ่งใหญ่นี้” — อีฟ โคแนนต์

โลกหลงใหลของนักสะสม

เรื่อง ยศธร ไตรยศ ภาพถ่ายชลิต สภาภักดิ์ หลงใหลความสุข         ผมและเพื่อนช่างภาพมีนัดกันที่คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งย่านเกษตร-วังหิน ครั้งแรกที่เดินเข้าไปในร้านผมบอกกับเพื่อนช่างภาพว่า “ที่นี่น่าถ่ายรูปจริงๆ” เพราะมีตุ๊กตาหมีมากมายจัดวางตกแต่งอย่างลงตัวจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นแทรกเข้าไป แทบจะเรียกได้ว่าที่นี่คืออาณาจักรตุ๊กตาหมี ธนาภรณ์ ประดับพลอย เจ้าของร้าน Retro Bear Cafe เล่าให้เราฟังถึงที่มาของร้านว่า “เริ่มจากการเป็นคนที่ชอบตุ๊กตาหมีมาก ก็เลยเก็บสะสมมาเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีบ้านก็กลายเป็นที่อยู่ของหมีไปแล้ว”  แววตาของเธอฉายแววความรัก “จนถึงจุดหนึ่งเราคิดว่าน่าจะลองเอามาทำอะไรสักอย่างดู เพราะตอนที่อยู่ที่บ้าน เพื่อนๆ ญาติๆ ที่มาเห็นก็จะพูดเหมือนๆ กันว่า‘เยอะจนออกทีวีได้เลยนะ’ แล้วเราเองก็สนใจอยากมีร้านเล็กๆ ของตัวเองอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเอาตุ๊กตาที่เก็บมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ มาเป็นของตกแต่ง” กระนั้นความสุขอีกอย่างหนึ่งซึ่งเธอคาดไม่ถึง คือที่นี่ค่อยๆกลายเป็นแหล่งรวมของคนที่มีใจรักตุ๊กตาหมีเช่นเดียวกับเธอ “เป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อที่นี่เป็นเหมือนสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยของคนคอเดียวกัน คือคนรักตุ๊กตาหมี”   หลงใหลธรรมชาติ สมชาย ปาทาน เป็นนักสะสมหัวกะโหลกและเขาควาย เขาเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมที่ทำโรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่เด็กจนโตสมชายเห็นหัววัวและควายมานับแสนหัว เพราะต้องไปตลาดค้าวัวควายกับพ่อ เมื่ออายุมากขึ้นก็เริ่มเก็บสะสมหัววัวและควายที่พ่อมอบให้ จนทุกวันนี้หัวกระโหลกวัวและควายกว่า 800 หัวตั้งเรียงรายในโกดังจนเต็ม“อยู่กับมันมาตลอด จนกลายเป็นความชอบ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครับ”เขาบอกนอกจากสะสมแล้ว สมชายยังจำหน่ายหัวกระโหลกเหล่านี้สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประดับบ้านอีกด้วย แนวคิดในการสะสมของสมชายเน้นที่ลักษณะเขาที่ต้องแปลก เช่นความยาวหรือความคด […]