ใช้ชีวิต แบบทวนกระแส - National Geographic Thailand

ใช้ชีวิต แบบทวนกระแส

 

เรื่อง เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย คาดีร์ ฟาน โลเฮอเซน

เวลาเช่นนี้เรียกว่า อีติงกาโร (itingaaro) หรือฟ้าสางยามอรุณ เกาะเพิ่งจะตื่นจากหลับใหล ผู้คนลอยคออาบน้ำในลากูนอย่างง่วงงุน บ้างวักน้ำล้างหน้า บ้างดำผุดดำว่าย

ระดับน้ำขึ้นเต็มที่ เลยลากูนออกไป มหาสมุทรทอดไกลจนจรดขอบฟ้ามาราวา คาราวา ตาราวา “ทะเล ท้องฟ้า แผ่นดิน” คือเทพเจ้าโบราณสามองค์ของผู้คนในประเทศคิริบาตีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชาวอี-คิริบาตี แต่เทพทั้งสามกำลังเสียสมดุล พระแม่มหาสมุทรหาได้เป็นศูนย์กลางแห่งการโอบอุ้มและดลบันดาลทุกสิ่งอย่างที่พวกเขาเคยรู้จักมาตลอด พระนางกำลังเผยพระพักตร์ที่แตกต่างออกไป เป็นโฉมหน้าอันน่าพรั่นพรึงของระดับน้ำที่รุกล้ำกลืนกินและคลื่นที่โหมซัดกระหน่ำ

ทุกวันนี้ ชาวอี-คิริบาตีอยู่กับความเป็นจริงของมาราวาที่เพิ่มระดับขึ้น นี่คือช่วงเวลาของ บิบิตากิน คานวน โบง หรือ “ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศที่ยาวนานหลายวัน” วลีในภาษาคิริบาตีที่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ชาวเกาะอยู่กันอย่างหวาดหวั่นและไม่มั่นใจกับวลีนี้

จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อโลกพร่ำบอกพวกเขาว่า ประเทศเกาะซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างบ้านของพวกเขาจะจมน้ำในไม่ช้า บรรดาผู้นำของพวกเขายังบอกเองว่า คิริบาตีซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางนี้เป็น “หนึ่งในประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดในบรรดาพื้นที่เปราะบางทั้งหลาย” พวกเขาทำนายด้วยว่า เกาะปะการังวงแหวนหรืออะทอลล์ (atoll) ตาระวาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปภายในหนึ่งชั่วอายุคน

เด็กชายยืนอยู่บนกำแพงกันคลื่นบนเกาะปะการังวงแหวนตาระวา เฝ้าดูพายุฝนที่กำลังเคลื่อนเข้ามา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นจะทำให้ฝนตกหนักมากขึ้นในคิริบาตีและประเทศเกาะอื่นๆในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง

แต่ชาวอี-คิริบาตีจำนวนมากไม่ยอมรับว่า บ้านเกิดของตนกำลังกลายเป็น “ประเทศเกาะที่รอวันอันตรธาน” และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับชะตากรรม   พวกเขาไม่คิดว่าตนเองเป็น “ชาวเกาะที่กำลังจมน้ำ” แต่เป็นลูกหลานของนักเดินทางผู้สืบทอดประเพณีแห่งความทรหดอดทนและการเอาตัวรอดอันน่าภาคภูมิ พวกเขาเชื่อว่าสวรรค์ของตนไม่มีทางเลือนหายในเร็ววัน

แต่หมู่เกาะแห่งนี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแน่นอน ทะเลทั้งกัดเซาะชายฝั่งและแทรกซึมลงสู่ดิน ทำให้น้ำในบ่อน้ำกลายเป็นน้ำกร่อย  ทำลายต้นไม้และพืชผล  ความอุดมสมบูรณ์ของเกาะปะการังวงแหวนอย่างตาระวา ขึ้นอยู่กับชั้นน้ำจืดบางๆที่ลอยอยู่เหนือชั้นหินอุ้มน้ำเค็มโดยมีน้ำฝนคอยเติมเต็มให้ เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น แม้ปัจจุบันจะอยู่ที่เพียงปีละไม่กี่มิลลิเมตร แต่มีแนวโน้มว่าอัตราจะเร่งเร็วขึ้น เช่นเดียวกับระดับน้ำเค็มใต้ดิน ส่งผลให้ปริมาณน้ำจืดลดลงอย่างน่าวิตก

นับเป็นโชคดีของชาวเกาะที่มีการพยากรณ์ว่า ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า แม้จะมีแนวโน้มว่าฝนอาจตกหนักมากจนทำให้เกิดน้ำท่วม เนื่องจากแหล่งน้ำจืดใต้ดินแปรผันไปตามระดับทะเลที่สูงขึ้น และในกรณีของเกาะตาระวายังมีแรงกดดันจากจำนวนประชากร การกักเก็บน้ำฝนจากหลังคาจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง บนเกาะอาไบอางหน่วยงานบรรเทาทุกข์จากต่างชาติได้สร้างระบบรองน้ำ กรองน้ำ ทำให้น้ำสะอาด และจัดเก็บน้ำฝนอย่างง่ายๆ ให้ชุมชนหลายแห่ง ตราบใดที่มีน้ำจืด คุณย่อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอื่นๆได้ อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง แต่จะนานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้

เตย์ตี คีโรน เจ้าสาว และยานนัง โคมี เจ้าบ่าว กำลังสร้างครอบครัวบนเกาะตาระวา แม้จะกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อคิริบาตี ชาวเกาะจำนวนไม่น้อยคิดย้ายไปอยู่ประเทศที่ปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนและวิถีชีวิตของตน

ชาวประมงเคยรู้ว่า ปลาแต่ละชนิดชอบเหยื่อประเภทใด ควรจับในเวลากลางวันหรือกลางคืน และจับด้วยวิธีใดจะได้ผลมากที่สุด จะใช้เบ็ด บ่วง หรือตาข่ายดี ทว่าความแน่นอนของโลกสมัยนั้นกำลังกลายเป็นอดีต ท้องน้ำที่เคยมีปลาให้จับอยู่เสมอ มาบัดนี้เหลือแต่เบ็ดและตาข่ายที่ว่างเปล่า ว่ากันว่ามหาสมุทรที่อุ่นขึ้นทำให้ปลาบางชนิดหนีไปอยู่ในน่านน้ำที่เย็นกว่า

แนวปะการังกำลังถูกคุกคามเช่นกัน และสถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ขณะที่น้ำทะเลอุ่นขึ้นและเป็นกรดมากขึ้นตลอดช่วงศตวรรษนี้ คาดการณ์ว่าการเติบโตของแนวปะการังจะช้าลงหรือกระทั่งหยุดนิ่ง ปรากฏการณ์ปะการัง ฟอกขาว (coral bleaching) เกิดขึ้นเมื่อปะการังที่อยู่ภายใต้แรงกดดันขับสาหร่ายซึ่งเคยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยและทำให้ปะการังมีสีสันและได้รับสารอาหารออกไป  ปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นราวทุกๆสิบปี แต่ตอนนี้กลับพบเห็นได้บ่อยขึ้นและในที่สุดอาจเกิดขึ้นทุกปี นี่คือภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของปะการัง และทำให้สีรุ้งสดใสของปะการังหม่นมัวลง

เมื่อแนวปะการังจากไปแล้ว หมู่เกาะก็จะตามไปด้วย หมู่เกาะปะการังวงแหวนอาศัยตะกอนที่ทับถมจากปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆในทะเลซึ่งมักถูกพายุกวาดขึ้นมากองไว้บนฝั่ง ทำให้เกาะโผล่พ้นน้ำได้ แนวปะการังที่ตายแล้วย่อมไม่สามารถหล่อเลี้ยงเกาะที่มันสร้างขึ้นมากับมือได้

โลกแบบไหนกันที่ทะเลกำลังทำลายสิ่งที่มันสร้างขึ้นมาเอง

กระสอบทรายช่วยป้องกันน้ำทะเลได้น้อยมากที่เตไมกู หมู่บ้านสุ่มเสี่ยงแห่งหนึ่งทางใต้ของตาระวา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คลื่นซัดกำแพงนี้ทลายลงและไหลบ่าเข้าไปในแผ่นดิน ทิ้งบ้านช่องที่ถูกน้ำท่วม ดินเค็ม และบ่อน้ำปนเปื้อนไว้เบื้องหลัง

เรื่องราวความยากลำบากที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกทำให้ความเห็นใจเงินช่วยเหลือหลั่งไหลมายังคิริบาตีและบรรดาเกาะใกล้เคียง แต่หากคุณได้ยินได้ฟังเรื่องมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อมบ่อยมากพอ คุณอาจคิดว่าไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นอีก นอกจากต้องอพยพออกไป ขณะนี้มีการพูดถึงการย้ายถิ่นกันมาก เราควรจะอยู่หรือไม่ หรือควรจะไปเสีย เราจะถูกบีบบังคับให้ย้ายถิ่นหรือไม่ ถ้าต้องย้าย จะไปที่ใด ไม่มีประเทศไหนเปิดประตูต้อนรับผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศหรอก

คำถามเหล่านี้ล้วนสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขา เพราะเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในภาษาคิริบาตี คำว่า “แผ่นดิน” กับ “ผู้คน” เป็นคำเดียวกัน หากแผ่นดินของคุณหายไป แล้วคุณคือใครกันเล่า

แต่หากคิดในทางกลับกัน ชาวหมู่เกาะแปซิฟิกขึ้นชื่อลือชาเรื่องการอพยพย้ายถิ่นอยู่แล้ว บรรพบุรุษของพวกเขาเคยทำให้มหาสมุทรทั้งหมดเป็นบ้านด้วยซ้ำ ตำนานว่าด้วยต้นกำเนิดของชาวคิริบาตีเล่าว่า นาเรเอา ผู้สร้างสรรพสิ่ง เป็น แมงมุม และนับแต่นั้นมา ชาวอี-คิริบาตีก็ชักใยมาตลอด ทุกครอบครัวจะมีญาติพี่น้องอยู่ในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฟิจิ และต่างประเทศที่ไกลออกไป

เรือประมงอับปางลำหนึ่งกลายเป็นที่กระโดดน้ำของเด็กๆบนเกาะตาระวา ผู้เติบโตขึ้นท่ามกลางภาพและสรรพเสียงแห่งมหาสมุทร เด็กรุ่นนี้รวมทั้งรุ่นต่อๆไปจะเผชิญความท้าทายอันยากยิ่งที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระดับทะเลสูงขึ้น มีภาวะเป็นเป็นกรดมากขึ้นและอุ่นขึ้น

บางครั้งเราอาจได้ยินคำพูดทำนองคาดหมายว่า คนหนุ่มสาวจะออกจากคิริบาตี ส่วนคนเฒ่าคนแก่เลือกจะอยู่ต่อ แต่หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยกลับเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายบนผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ มากกว่าที่จะไปแสวงหาความร่ำรวยในต่างบ้านต่างเมือง มันนีเอ ริเคียอัว คุณแม่ยังสาวซึ่งทำงานในกระทรวงสิ่งแวดล้อมของคิริบาตี บอกผมว่า เธออยากทำงานให้ผู้คนของเธอมากกว่าจะไปทำงานให้ประเทศอื่น แม้พ่อของเธอจะหว่านล้อมให้เธอย้ายไปอยู่ใน “ที่ที่สูงกว่านี้”

“ใจหนึ่งฉันก็อยากไปนะคะ” เธอยอมรับ แต่ “คิริบาตีเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆของฉัน แม้จะมีภัยคุกคามน่ากลัวพวกนั้นก็ตาม”

เรื่องแนะนำ

ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน

เรื่อง เวโรนีก กรีนวูด ถ่ายภาพ แม็กซ์ อกีเลรา-เฮลล์เวก เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2009 นักปั่นจักรยานใกล้เมืองเลกชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา พบร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ถนนในชนบท ใบหน้าของเธอถูกทุบตีจนเละ แต่รอยสักที่ไม่เหมือนใครทำให้ตำรวจระบุได้ว่า  เธอคือเซียรา บูซิการ์ด วัย 19 ปี นักสืบจากสำนักงานนายอำเภอที่มีนายอำเภอโทนี แมนคูโซ เป็นหัวหน้า ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในชั่วโมงสุดท้ายของเธอทันที คนกลุ่มสุดท้ายที่พบเห็นบูซิการ์ดขณะยังมีชีวิตให้เธอยืมใช้โทรศัพท์ หมายเลขที่เธอกดหาให้เงื่อนงำแก่ตำรวจ คนที่ทำร้ายบูซิการ์ดทิ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไว้เช่นกัน นักสืบได้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนจากเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ในซอกเล็บของเธอระหว่างการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการเปรียบเทียบและจับคู่ดีเอ็นเอเพื่อหาตัวฆาตกรให้ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอกดนำตำรวจไปถึงตัวคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน “เราจึงขอหมายศาลเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้าย หาล่ามมาช่วยสื่อสาร และประสานงานกับหน่วยตรวจคนเข้าเมือง” แมนคูโซเล่า แต่ไม่มีดีเอ็นเอของชาวเม็กซิกันคนใดตรงกับตัวอย่างที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุเลย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้มายังไม่ตรงกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของเอฟบีไอที่เรียกว่าโคดิสหรือระบบดัชนีดีเอ็นเอแบบรวม (Combined DNA Index System: CODIS) ไม่ว่าจะของอาชญากร บุคคลสาบสูญ หรือผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 มอนิกา ควอล หัวหน้านักวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำงานให้สำนักงานนายอำเภอ ได้ยินมาว่ามีวิธีการใหม่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัย หรือการจับคู่กับดีเอ็นเอในฐานข้อมูล […]

ภาพนี้ต้องขยาย : ภาพถ่ายของช่วงชั้นของเวลา

  เป็นเวลาหลายปีที่สตีเฟน วิลก์ส ช่างภาพฝันถึง “การบีบอัดส่วนที่ดีที่สุดของกลางวันและกลางคืนไว้ในภาพเดียว” เพื่อสร้างภาพเหล่านั้น ระยะของมุมมองภาพ ตั้งกล้องและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แล้วจัดมุมกล้องให้คงที่ หลังศึกาทิศทางของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดวงจันทร์ สภาพอากาศ และอื่นๆ เขาก็เลือกเวลาที่จะเริ่มถ่าย ขณะนั้นในอุทยานแห่งชาติโยเซมิทีเป็นเวลาตีสาม จากนั้นเขาถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องตลอดวันตลอดคืน ไม่ว่าจะในสภาวะใดก็ตามที่ธรรมชาติมอบให้ วิลก์สใช้เวลาหลายสัปดาห์คัดเลือกภาพถ่ายหลายพันภาพจากช็อตที่เขาคิดว่าเป็น “50 ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” เขาตัดสินใจจาก “การโคจรของเวลา” ของภาพ ซึ่งวงจรกลางวันและกลางคืนในภาพจะเริ่มต้นขึ้น และเวลาจะเดินไปในทิศทางใด จากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา จากนั้นใช้เทคโนโลยีสร้างภาพดิจิทัลทำให้บางส่วนของภาพหนึ่งซ้อนอยู่บนบางส่วนของภาพอื่นเป็นชั้นๆ ภาพพานอรามาของโยเซมิทีเมื่อมองในแนวทแยงมุมจากมุมบนซ้าย เริ่มจากเวลาตีสามของวันหนึ่งไปจนถึงเกือบเช้าตรู่ของวันถัดมา

ภาพนี้ต้องขยาย : สูงใหญ่มีชัยไปกว่าครึ่ง

ภาพโดย U.S. FOREST SERVICE/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ในภาพถ่ายเมื่อปี 1924 ภาพนี้   นั่งร้านบนยอดไม้ทำให้คนเฝ้าระวังไฟป่าที่ถือธงอยู่มองเห็นภาพมุมกว้างในป่าสงวนแห่งชาติเมานต์แชสตา รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นได้อย่างไร แชริล โอ๊กส์ จากสมาคมประวัติศาสตร์ป่าไม้ ตั้งข้อสังเกต “ต้นไม้ต้นนี้อยู่ใกล้กับสถานีเพาะชำต้นไม้ และอาจมีโลหะให้ใช้ทำบันไดได้” การตรวจพบไฟป่าแต่เนิ่นๆ มากกว่าการดับไฟ กลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ  สำหรับกรมป่าไม้สหรัฐฯ หลังจากเพลิงเผาผลาญพื้นที่ราว 10,000 ตารางกิโลเมตรในรัฐไอดาโฮ  มอนแทนา และวอชิงตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1910 ภัยพิบัติครั้งนั้นยังคงเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์  

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.