พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

พระแม่มารีย์ สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เวลาแห่งการประจักษ์ 17.40 น. ณ โบถส์น้อยแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกแห่งหนึ่งที่ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  อีวาน ดราจีเซวิก  คุกเข่าลงหน้าแท่นบูชา   น้อมศีรษะลงครู่หนึ่ง รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้า  เขาเงยหน้าขึ้นมองสรวงสวรรค์ เริ่มกระซิบกระซาบ  ฟังอย่างตั้งใจ  แล้วกระซิบอีกครั้ง  บทสนทนาประจำวันของเขากับแม่พระผู้นิรมลเริ่มขึ้นแล้ว

ดราจีเซวิกเป็นเด็กเลี้ยงแกะยากจนคนแรกในหกคนที่ให้ปากคำว่า เห็นภาพนิมิตของแม่พระผู้นิรมลเมื่อปี 1981พระแม่ทรงปรากฏพระองค์ต่อเด็กสาวสี่คนและเด็กหนุ่มสองคนในฐานะ “ราชินีแห่งสันติภาพ” และส่งข้อความแรกในหลายพันข้อความ  ชี้แนะให้ผู้มีศรัทธาหมั่นสวดภาวนาและขอให้คนบาปสำนึกผิด  ตอนนั้นดราจีเซวิกอายุ 16 ปี  และเมดจูกอเรเป็นหมู่บ้านในยูโกสลาเวียที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์ ยังไม่ใช่ศูนย์กลางปาฏิหาริย์แห่งการรักษาและการกลับใจที่ดึงดูดผู้จาริกแสวงบุญ 30 ล้านคนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ฉันอยู่ที่เมดจูกอเรกับชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง  ส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อจากบอสตันกับชายสองหญิงสองที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  เรามีอาร์เทอร์ บอยล์ คุณพ่อลูก 13 วัย 59 ปีเป็นผู้นำ บอยล์มาที่นี่ครั้งแรกเมื่อปี 2000  พร้อมกับมะเร็งที่กระจายไปทั่วร่างและเวลาที่เหลืออีกไม่กี่เดือน  เขารู้สึกหดหู่สิ้นหวังและคงไม่มาถ้าเพื่อนสองคนไม่เคี่ยวเข็ญ แต่คืนแรกที่มาถึง หลังจากแวะไปสารภาพบาป เขาก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจในทันที

“ความกังวลและความเศร้าหมองหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ” เขาเท้าความหลัง “เหมือนยกภูเขาออกจากอกยังไงยังงั้นเลยครับ เหลือแต่ความโล่งเบาสบาย”

เช้าวันรุ่งขึ้น  เขากับเพื่อนสองคน  คือร็อบและเควิน ไปพบ “ผู้เห็นแม่พระประจักษ์” อีกคนหนึ่งที่ชื่อวิกคา อีวานโควิก-มียาโทวิก และขอให้เธอช่วย  เธอใช้มือข้างหนึ่งจับศีรษะเขาไว้  แล้วสวดอ้อนวอนให้แม่พระผู้นิรมลทูลขอให้พระเจ้ารักษาเขา  บอยล์บอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ “เธอเริ่มอธิษฐาน ร็อบกับเควินเอามือจับผมไว้ และความร้อนจากการอธิษฐานของเธอที่ส่งเข้ามาในตัวผมก็ทำเอาพวกเขาเหงื่อแตกพลั่กเลยครับ”

เมื่อเดินทางกลับบอสตันในสัปดาห์ต่อมา ผลซีทีสแกนที่โรงพยาบาลแมสซาชูเซตต์สเจเนอรัลบอกว่า เนื้องอกของเขาหดหายจนแทบไม่เหลือเลย

ตั้งแต่นั้น บอยล์กลับมาที่หมู่บ้านนี้แล้ว 13 ครั้ง “ผมก็เหมือนผู้ชายทั่วๆไปละครับ ชอบเล่นฮอกกี ดื่มเบียร์ และตีกอล์ฟด้วย”  เขาบอก  แต่ทุกวันนี้ บอยล์ยอมรับว่า เขากลายเป็น “เหมือนกระบอกเสียงให้กับพลังแห่งการบำบัดโรคของพระเยซูคริสต์ และแน่นอนว่าต้องรวมถึงแม่พระกับพลังในการอธิษฐานวิงวอนของพระองค์ด้วย”

พระแม่มารีย์
■ เด็กชายคนหนึ่งในอารามดัยรัลอาดราที่เมืองมินยาของอียิปต์ เอื้อมมือไปแตะภาพวาดของพระแม่มารีย์ มัรยัม คือสตรี ผู้ทรงศักดิ์ที่สุดตามที่ระบุในพระคัมภีร์อัลกุรอาน ด้วยเหตุนี้ แม่พระนิรมลจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับชาวมุสลิม

การสวดภาวนาขอให้แม่พระผู้นิรมลอธิษฐานวิงวอนถึงพระเจ้า  และการอุทิศตนเพื่อพระองค์   คือปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วโลก  แนวคิดเรื่องพระแม่มารีย์ในฐานะผู้อธิษฐานวิงวอนพระเยซูคริสต์   เริ่มจากเหตุอัศจรรย์เรื่องเหล้าองุ่นในงานสมรสที่หมู่บ้านกานาดังปรากฏตามท้องเรื่องในพระวรสารนักบุญยอห์น  พระแม่ตรัสแก่พระเยซูว่า  “พวกเขาไม่มีเหล้าองุ่น” พระเยซูจึงทรงแสดงอัศจรรย์ครั้งแรก  กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึง ค.ศ. 431  ที่ประชุมสภาสังคายนาสากลครั้งที่สาม ณ เมืองเอเฟซัสจึงมอบตำแหน่งทีโอโตกอส (Theotokos – Mater Dei)  หรือพระมารดาพระเจ้าแด่พระนางอย่างเป็นทางการ  นับแต่นั้นก็ไม่มีสตรีนางใดที่ได้รับการเทิดทูนเทียบเท่าพระนางอีกแล้ว ในฐานะสัญลักษณ์สากลของความรักแห่งมารดา  ตลอดจนการทนทุกข์และการอุทิศตน พระแม่มารีย์เป็นจุดเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่เข้าถึงง่ายกว่าคำสอนอย่างเป็นทางการของพระศาสนจักร  เสื้อคลุมของพระแม่ทั้งโอบอุ้มและคุ้มภัย เมื่อมีคนถามว่า พระแม่มารีย์มีความหมายอย่างไรต่อพระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสตอบว่า “ทรงเป็น แม่ ของเรา”

พระแม่มารีย์ปรากฏพระองค์อยู่ทุกหนแห่ง  ทรงเป็นที่มาของชื่อดอกมารีโกลด์  ภาพจากโบสถ์แม่พระกวาดาลูเปเป็นหนึ่งในภาพเหมือนสตรีที่ผลิตซ้ำมากที่สุดภาพหนึ่งของโลก  ในแต่ละปี ทรงนำพาผู้คนหลายล้านไปยังสักการสถานต่างๆ เช่น ที่ฟาติมาในโปรตุเกส ที่น็อกในไอร์แลนด์  หล่อเลี้ยงกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่คาดว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี และสร้างงานหลายพันตำแหน่ง  ทรงเป็นแรงบันดาลใจของงานศิลปะและสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่หลายชิ้น   ตลอดจนกวีนิพนธ์ บทสวด และดนตรี  ทั้งยังทรงเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของผู้คนหลายพันล้านคน

ชาวมุสลิมและชาวคริสต์ถือว่า  พระแม่มารีย์ทรงสูงศักดิ์กว่าสตรีใดในโลกหล้า  และพระนาม “มีรยัม” ก็ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานบ่อยกว่า “มารีย์” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เสียอีก

ถึงกระนั้น เบาะแสเกี่ยวกับชีวิตของพระนางกลับหายากยิ่ง นักวิชาการเกี่ยวกับพระแม่มารีย์ต้องค้นหาจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เอกสารหรือต้นฉบับสมัยศตวรรษที่หนึ่งจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ และการขุดค้นทางโบราณคดี

พระแม่มารีย์
ที่เมืองปวยบลา ผู้จาริกแสวงบุญถือภาพวาดและช่อดอกไม้ไปร่วมงานสมโภชแม่พระกวาดาลูเป ดอกกุหลาบสื่อถึง การปรากฏพระองค์ครั้งแรกของพระแม่มารีในเม็กซิโก ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา พระแม่ทรงปรากฏพระองค์ต่อ ชายพื้นเมืองชื่อควน ดีเอโก ในปี 1531 พระนางตรัสด้วยภาษาของชนพื้นเมืองและเนรมิตดอกกุหลาบขึ้นกลางฤดูหนาว ก่อนจะประทับภาพของพระองค์ไว้บนเสื้อคลุมของเขา

พระคัมภีร์บอกเราว่า  พระนางมารีย์อาศัยอยู่ที่เมืองนาซาเรทช่วงที่ชาวโรมันมีอำนาจเหนือดินแดนของชาวยิว เมื่อพระนางตั้งครรภ์ คู่หมั้นที่เป็นช่างไม้ชื่อโยเซฟคิดจะทิ้งพระนางไปเงียบๆ  กระทั่งทูตสวรรค์มาเข้าฝันและห้ามไว้  กำเนิดของพระกุมารเยซูมีการเอ่ยถึงในพระวรสารเพียงสองฉบับ คือพระวรสารนักบุญลูกาและพระวรสารนักบุญมัทธิว ส่วนพระวรสารนักบุญมาระโกและพระวรสารนักบุญยอห์นก็กล่าวถึงพระมารดาของพระเยซูคริสต์หลายครั้ง

บาทหลวงเบอร์ทรันด์ บูบี  ผู้เขียนงานวิจัยสามเล่มจบ เรื่อง มารีย์แห่งแกลิลี และอาจารย์ผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งจากสถาบันวิจัยมารีย์นานาชาติ มหาวิทยาลัยเดย์ตัน ในรัฐโอไฮโอ บอกว่า เหล่าอัครสาวกเขียนพระวรสารหลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้วประมาณ 40 ถึง 65 ปี และไม่มีใครเป็นนักเขียนชีวประวัติเลย “ฉะนั้น อย่าคาดหวังเลยครับว่า  พวกเขาจะเล่าประวัติทั้งหมดของพระนางมารีย์ เราปะติดปะต่อชีวิตของพระนางจากที่โน่นนิดที่นี่หน่อยครับ”

ความที่เรารู้จักพระแม่มารีย์จากพระคัมภีร์น้อยมาก “เราจึงใส่คุณค่าทางวัฒนธรรมให้พระแม่มารีย์อย่างไรก็ได้” เอมี-จิลล์ ลีไวน์  อาจารย์ด้านยิวศึกษาและพระคริสตธรรมภาคพันธสัญญาใหม่จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ อธิบาย นี่คือสิ่งที่นักวิชาการทางศาสนาบางคนเรียกว่า “การปรุงแต่งทางวัฒนธรรม”  ลีไวน์เสริมว่า “พระแม่มารีย์อาจเป็นมารดาผู้ระทมทุกข์  สาวน้อยพรหมจรรย์  หรือเทพธิดาก็ได้  พระเยซูเป็นชายในอุดมคติฉันใด พระแม่มารีย์ก็เป็นหญิงในอุดมคติฉันนั้นค่ะ”

เรื่อง มัวรีน ออร์ท
ภาพถ่าย ไดแอนา มาร์โคเซียน

เรื่องแนะนำ

สลาลมเที่ยงคืน

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ออสการ์ เอนันเดอร จะทำอย่างไรให้ภูเขาเปล่งแสงเรืองรอง  หิมะทอประกายกลางแสงไฟหลากสีสัน แล้วเล่นสกียามค่ำคืนสู่ยอดสูงละลานตาในอีกระดับ อย่างแรกที่คุณต้องทำคือ  เสาะหาที่ลาดชันซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติบนผาสูงในผืนป่าอันห่างไกลของรัฐบริติชโคลัมเบียและอะแลสกา จากนั้นก็หาวิธีขนเครื่องไม้เครื่องมือหนัก 5,000 กิโลกรัม ได้แก่ หลอดไฟขนาด 4,000 วัตต์ใหญ่เท่าเครื่องซักผ้า พร้อมเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายไฟฟ้า นั่งร้าน สายไฟและเคเบิล  ขึ้นไปบนยอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร จากนั้นใช้เวลาอีกหลายเดือนไปกับการคำนวณกำลังไฟฟ้าและความกว้างของลำแสงไฟ   รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้  ระยะทาง และลักษณะภูมิประเทศ  อีกทั้งจ้างช่างคุมไฟและช่างเทคนิคฝีมือดี  แล้วเกณฑ์นักกีฬาระดับหัวแถวมาสักกลุ่ม  จับสวมชุดติดหลอดไฟและใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า คาดแผงหลอดไฟแอลอีดีไว้บนหลัง  เปิดกล้อง แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นิก แวกกอนเนอร์และหุ้นส่วนจากสวีตกราสส์โปรดักชันส์ทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 เมื่องานถ่ายโฆษณาทำให้พวกเขามีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อสร้างฝันที่รอมานานให้เป็นจริง  นั่นคือถ่ายทำการเล่นสกียามค่ำคืนบนภูเขาลูกมหึมา   พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำความฝันให้เป็นจริงโดยได้ช่างภาพสกีชาวสวีเดน ออสการ์ เอนานเดอร์ เป็นมือถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายทำ “ผมไม่ได้พูดเกินไปหรอกถ้าจะบอกว่างานนี้กดดันสุดๆ” แวกกอนเนอร์บอก  “หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดผิดพลาดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ” แล้วเรื่องผิดพลาดบางเรื่องก็เกิดขึ้นจริง ๆ  หลังถ่ายทำในอะแลสกาไปได้ 11 วัน  ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่สายพ่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งกลับหายไป แวกกอนเนอร์ต้องเกลี้ยกล่อมนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้บินไกลถึง […]

โฉมใหม่นิวยอร์ก

เรื่อง พีต แฮมิลล์ ภาพถ่าย จอร์จ สไตน์เมตซ์ นานมาแล้ว ตอนยังเป็นเด็กชายวัยแปดขวบ ขณะยืนอยู่บนหลังคาอาคารห้องเช่าสูงสามชั้นในย่านบรุกลิน ผมได้สัมผัสกับความรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นครั้งแรก ผมยังไม่เคยขึ้นไปบนหลังคาตามลำพังมาก่อน แม่ผมบอกว่า มันเป็นหน้าผาที่มนุษย์สร้างขึ้นและอันตรายเกินไป ตอนโพล้เพล้ พอเพื่อนฝูงแยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าว ส่วนแม่ผมก็ออกไปซื้อของพอดี ผมเสี่ยงไต่บันไดขึ้นไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ปลดกลอนประตู แล้วก้าวออกไป ชั่วขณะนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว ทางทิศตะวันตก ไกลโพ้นเลยอ่าวออกไป ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยลงสู่ภูมิทัศน์ที่ผมรู้จักแค่ในชื่อ “เจอร์ซีย์” หมู่เมฆเคลื่อนตัวช้าๆ ส่วนที่อยู่ใกล้ดูดำทะมึน ส่วนที่อยู่ไกลออกไปมีขอบเรืองแสงสีส้ม เรือบรรทุกสินค้าแล่นเอื่อยๆทิ้งเส้นสายสีขาวไว้บนผืนน้ำดำมืด ในแมนแฮตตัน หมู่อาคารสูงกำลังกลืนหายไปกับฟ้าที่มืดสลัวลง ไม่มีแสงไฟสว่างไสวในยามสงครามเช่นนั้น เบื้องล่างผมเป็นหลังคาบ้านราวห้าสิบหลัง ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของรูปทรง สีสัน และเงามืดเร้นลับ ทอดยาวเหนือขอบเขตของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ย่านนี้” ผมพยายามนึกหาถ้อยคำ แต่ไม่มีคำใดผุดขึ้นมา ตอนนั้นผมยังบรรยายความรู้สึกตัวเองไม่เป็น แน่นอนครับว่า คำคำนั้นคือ “ความอัศจรรย์ใจ” ความอัศจรรย์ใจอีกมากจะตามมาหลังจากนั้น ตลอดช่วงชีวิตอันรุ่มรวย เข้มข้น และยาวนาน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้ด้วยการข้ามพรมแดนในจินตนาการของย่านตัวเองออกไป “สู่นิวยอร์ก” อย่างที่เราพูดกันเมื่อเอ่ยถึงแมนแฮตตัน ในช่วงหลายปีต่อมา ผมตกหลุมรักการเดิน หนังสือการ์ตูน การวาดรูป ทีมเบสบอลบรุกลินด็อดเจอร์ […]

“ ก่อนหมดสิ้น .. สับขาลาย ”

“         หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่   .. หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่าบุรุษนุ่งเตี่ยว ยืนกลางลำธารใสเย็น .. ” ผมเดินทางมาที่ “อมก๋อย” อำเภอริมสุดด้านใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วย “ความเชื่อ”  จากพื้นราบ สู่เส้นทางคดโค้ง หลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชน ของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน หวังทำความเข้าใจ ใน “คติความเชื่อ” ใน “ราก” ทางความคิด ใน “ศิลปะเฉพาะ” ที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปี .. ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง “บุรุษ” เมื่อย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่ง ในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนคล้ายคลึงจากรุ่นสู่รุ่น หากต้องอดทนต่อความเจ็บปวด ที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ แต่คนส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่า เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่าง และคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “หมึกขาลาย” หรือ “การสับขาลาย” คือ การสักจากใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นภาพสัตว์ต่างๆ หมึกดำทึบที่ใช้ มีส่วนผสมจากดีของสัตว์หลายชนิดผสมร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนมกราคม

นอร์เวย์ ความสูงชันและการขาดราวป้องกันไม่อาจหยุดยั้งนักท่องเที่ยวราวปีละ 200,000 คนจากการเดินป่านานสองชั่วโมงขึ้นไปบนไพรเกสโตเลิน หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า พุลพิตร็อก แผ่นหินแกรนิตแบนราบในภูมิภาครีฟิลเกอนี้ยื่นออกมาจากหนาผาเหนือน่านน้ำของลีเซอฟยอร์ด 600 เมตรเศษๆ ภาพโดย : มัสซีโม วีตาลี

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.